LOGINในที่สุดเขาก็ได้รู้ความจริงจากพัทริน เพื่อนสนิทของน้องซึ่งมาเฝ้าดูอาการของคนเจ็บเช่นกัน เธอบอกว่าปลายฝนมาขอให้ไปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งเป็นเพื่อน เพราะสงสัยว่าแฟนอยู่กับชู้ แล้วก็จับได้แบบคาหนังคาเขาจริงๆ สภาพที่เห็นคือยังไม่มีการสวมใส่เสื้อผ้าด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเพราะอีกฝ่ายทิ้งเธอไว้ที่รีสอร์ต จึงทำได้แค่โทรคุยกัน แต่ใครจะคิดว่าผ่านไปไม่ถึงสองชั่วโมงจะได้รับข่าวร้าย ซึ่งเธอก็เพิ่งรู้ข่าวจากเพจกู้ภัยของจังหวัดที่ถูกแชร์ต่อๆ กันมา จึงหารถเดินทางมายังโรงพยาบาลแห่งนี้ “มันเป็นใครเหรอพัท” ลมเหนือถามกลับไปด้วยความเดือดดาล ตั้งแต่กลับมาอยู่ไทย เขาก็ไม่ได้ตามติดชีวิตของน้องสาวเลยเพราะงานยุ่งมาก ถึงแม้จะเดินทางไปๆ มาๆ ก็เถอะ แต่ปลายฝนก็มีงานของตัวเองเหมือนกัน จะเจอหน้ากันเป็นครั้งคราวเท่านั้นเวลากลับบ้านหลังใหญ่ หรือตอนโทรคุยกันก็ไม่ได้เอ่ยถามเรื่องส่วนตัว ‘เขาชื่อภาวินค่ะ เป็นนายแบบ เพิ่งคบกับยัยฝนได้ไม่กี่เดือนเอง ส่วนผู้หญิงคนนั้น รอให้พี่ลมเหนือมาถึงแล้วพัทจะเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ เมื่อตอนกลางวันยัยฝนส่งภาพแช็ตที่พอจะเป็นหลักฐานมาให้พัทดูอยู่ค่ะ แต่พัทยังไม่กล้าเอาให้คุณลุงปรานต์ดู เพราะอยากปรึกษาพี่ลมเหนือก่อน’ พัทรินตอบมาตามสาย “พี่อยากคุยกับภาวิน ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน” ‘พัทไม่ทราบเลยค่ะ ลองแช็ตไปแล้วแต่เขาไม่ตอบเลย’ “เดี๋ยวพี่ตามไปลากคอมันมาตอบคำถามเอง” ลมเหนือเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดต่ำ พลางคิดในใจว่าถ้าเจอหน้ากัน เขาเล่นงานมันถึงตายแน่ หลังจากวางสายก็โยนโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสะพาย แล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยความเร็ว และด้วยความที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงทำให้ช่วงเวลาตีสามเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น มีรถกระบะคันหนึ่งที่ขับอยู่ด้านหน้าจะเลี้ยวซ้าย แต่กลับไม่เปิดไฟเลี้ยวบอกกัน ทำให้รถของเขาต้องเบรกกะทันหันจนเสียหลักไถลไปตามถนนกว้าง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าโรงพยาบาลตามน้องไปอีกคน เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบกับข่าวร้ายที่ไม่อยากได้ยิน คุณย่าบอกว่าน้องเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และตอนนี้กำลังนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัด พ่อของเขาพยายามโทรบอกทั้งคืนว่าน้องเสียชีวิตแล้ว แต่เขาไม่รับสายเพราะไม่ได้เอาโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง จึงไม่รู้ว่ามันสั่นอยู่เรื่อยๆ ทันทีที่คนเป็นพี่รู้ข่าวก็เหมือนกับว่าโลกทั้งใบมืดมนไปชั่วขณะ น้ำตาของลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมาอย่างไม่อายคนที่ยืนมอง เมื่อจะก้าวลงจากเตียงกลับพบว่าทิ้งน้ำหนักลงขาข้างที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซไม่ได้ เพราะแค่ขยับก็รู้สึกเจ็บปวดเกินทน “อย่าเพิ่งขยับ เหนือยังเดินไม่ได้นะ ขาข้างนี้มีแผลเย็บ” คุณย่าชบาบอกหลานชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมจะไปหาน้องครับคุณย่า” เขายังดึงดันที่จะลงจากเตียงผู้ป่วยอีกครั้ง จนคนขับรถและสาวใช้ที่ยืนอยู่ในห้องนั้นต้องรีบเข้ามาช่วยจับ หัวอกของคนเป็นย่าแทบสลายเมื่อเห็นความพยายามฝืนกายของคนที่อยู่บนเตียง แค่หลานคนเล็กจากไปโดยไม่ทันได้ร่ำลากัน นางก็เจียนจะขาดใจแล้ว คนรองยังมาตกอยู่ในสภาพนี้อีก เพราะนอกจากเขาจะบาดเจ็บที่ขา ตามแขนและตัวก็ยังเต็มไปด้วยแผลถลอกอีกมากมาย นางต้องทำใจให้เข้มแข็งแค่ไหนกันถึงจะผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้ “น้องไปสบายแล้ว น้องไปอยู่กับแม่ของเหนือแล้ว ปล่อยวางเถอะนะ คนที่จากไปจะได้หมดห่วง” หญิงชราเอ่ยบอกหลานชายทั้งน้ำตา นางเองก็เสียใจไม่แพ้กัน และเห็นใจหลานที่สุด แม่ของเขาก็เพิ่งจากไปด้วยโรคประจำตัวเมื่อสิบสองปีก่อนเอง เขาไม่ควรสูญเสียน้องสาวเร็วขนาดนี้ ชายหนุ่มเอามือทุบต้นขาอย่างเหลืออดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา เขาถึงขั้นให้สัญญากับตัวเองว่าต่อให้เดินไม่ได้ ก็จะตามจองล้างจองผลาญหญิงร้ายชายเลวคู่นั้น จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง!“คิดยังไงถึงมาขอไปอยู่หอพักอีก” เสียงทุ้มดังขึ้นด้วยความไม่พอใจในขณะที่นั่งอยู่บนเตียงเขาเพิ่งกลับจากที่ทำงาน ตั้งท่าจะเข้ามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ยังไม่ทันได้ถอดเสื้อด้วยซ้ำก็มีเรื่องให้ฉุนอีกแล้ว อีกทั้งเจ้าตัวก็เพิ่งมาถึงเมื่อครู่เหมือนกัน ยังสะพายกระเป๋าและอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย คงจะอยากไปมากสินะถึงได้รีบมาบอกเขาถึงในห้องนอน“ได้ไหมล่ะคะ”“ไม่ให้ไป”“แต่เอื้องจะไป”“ไม่อยากอยู่กับฉันแล้วเหรอ ไหนบอกว่าชอบฉัน?”“พี่ลมเหนือต่างหากที่ไม่เคยเห็นเอื้องอยู่ในสายตา เอื้องทำข้าวกล่องให้กินก็เอาไปทิ้ง ถ้าไม่ชอบ บอกกันดีๆ ก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องทำลับหลังเลย” เธอพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาเกลียดตัวเองมากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกลียดจนถึงขั้นทำร้ายน้ำใจกันแบบนี้“อ้อ รู้แล้วเหรอ ขอโทษด้วยแล้วกัน” เขาบอกอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้แต่สีหน้ายังดูไม่รู้สึกผิดการที่อีกฝ่ายยอมรับง่ายๆ แบบนี้ ก็ทำเอาน้ำตาของคนฟังพรั่งพรูออกจากดวงตากลมโตจนไหลลงเป็นสาย เธอมองเขาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด มันเจ็บจนจะพูดไม่ออกอยู่แล้ว“จะมาร้องไห้อะไร ฉันไม่ได้ขอให้เธอทำให้กินสักหน่อย”“ค่ะ เอื้องเ
“พรุ่งนี้ไปกินข้าวที่บ้านพี่ก็ได้นะดา เดี๋ยวพี่บอกแม่บ้านเตรียมของอร่อยๆ ไว้ให้”“พี่ลมเหนือ ชะ ชวนดาหรือคะ” รดาถามอย่างตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น คนที่ก่อนหน้านี้มีท่าทีเย็นชากับเธอ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฝ่ายชวนเธอไปที่บ้านเสียเอง เธอเริ่มอ่านใจเขาไม่ออกแล้ว“เอื้องขอตัวกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน” เอื้องฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะรีบออกไปจากห้องนี้อย่างเร็วไว ทันทีที่พ้นเขตประตู น้ำตาของเธอก็ร่วงเผาะๆ ลงราวกับทำนบแตก เห็นเขาจีบพี่ต่อหน้า มันรู้สึกเจ็บจริงๆในขณะที่กำลังย่างก้าวไปตามทางเดินอย่างเร่งรีบ ก็ถูกคนที่เดินตามหลังมาจับมือไว้จนต้องหยุดหันไปมอง ก่อนจะถูกดึงแขนให้ออกไปจากจุดนั้น“พี่สังเกตเธอตลอด ร้องไห้เหรอ ร้องทำไม”“เปล่าค่ะ พี่ดาตามเอื้องมามีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามกลับแต่ไม่ได้เงยหน้ามองกัน เพราะไม่อยากให้พี่เห็นว่าร้องไห้จริงๆ“ก็แค่สงสัย ได้ยินคุณลุงปรานต์บอกว่าเธอไปพักอยู่กับเขาเพราะใกล้ที่เรียนมากกว่า พี่ก็เลยสงสัยว่าแอบมีใจให้เขาอยู่หรือเปล่า หญิงชายอยู่ใกล้ชิดกัน ถึงจะเป็นพี่น้องบุญธรรม แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นลูกคนละพ่อละแม่อยู่ดี ท่าทางของเธอเหมือนเสียใจที่เขา
“อ้อ คุณรดา ตอนนี้กำลังคุยกับคุณลมเหนืออยู่ในห้องรับรองแขกครับ” ภรัณเอ่ยตอบอย่างเป็นมิตร เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจทุกครั้งเวลามีน้องๆ นักศึกษามาคุยด้วย“คุยเรื่องงานหรือคะ”“ไม่แน่ใจครับ จะเที่ยงแล้ว เขาบอกให้พี่สั่งอาหารมาเผื่อคุณรดาด้วย ดูสิ เต็มทั้งสองมือเลย ว่าแต่น้องเป็นใครเหรอ”“หนูชื่อเอื้องฟ้าค่ะ เป็นน้องของพี่ดา”“จะเข้าไปคุยกันไหม อยู่ในห้องข้างหน้านี้แหละ พี่เป็นผู้ช่วยของคุณลมเหนือ” ชายวัยเกือบสามสิบชี้นิ้วบอก“ไม่ดีกว่าค่ะ แล้วก็ไม่ต้องบอกนะคะว่าเอื้องมา เอื้องไม่อยากตอบคำถามของพี่สาว” เธอพูดโกหกไปอย่างนั้นก่อนจะขอตัวกลับ ใครจะอยากรบกวนเวลากินข้าวของพวกเขาล่ะแต่เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมกับเสียงของพี่ที่ดังตามมา ก็จำเป็นต้องหันกลับไปมอง รดาอยู่ในชุดจั๊มสูทสีชมพู ผมดัดลอน ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีเดียวกับชุดคนเป็นพี่ไม่ได้มีท่าทีตกใจ เพราะรู้แต่แรกแล้วว่าพ่อฝากให้คุณลุงปรานต์ช่วยดูแลเด็กคนนี้ เพียงแต่เธอไม่คิดว่าจะเห็นกันในออฟฟิศบริษัท“พี่ลมเหนือบอกว่าเธอมานี่ที่ เข้ามาก่อนสิ”“เอื้องต้องกลับแล้วค่ะ มีเรียนช่วงบ่าย เดี๋ยวไปไม่ทัน”“เข้ามา” รดาพูดเน้นเ
เอื้องฟ้าทำกับข้าวใส่กล่องพลาสติกให้ลมเหนือมาสี่วันแล้ว และวันนี้คือวันที่ห้า ซึ่งเธอตื่นสายเพราะรู้สึกเพลียมาตั้งแต่เมื่อวาน จึงทำให้เตรียมอาหารไม่ทัน ออกไปดูข้างนอกอีกทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาแต่เนื่องจากวันนี้มีเรียนช่วงบ่าย จึงคิดว่าจะเอาข้าวไปส่งให้เขาแทน เพราะใจหนึ่งก็อยากลองไปดูออฟฟิศของบริษัทเอเคซีคอนสตรัคชั่นสักครั้ง ข้างนอกว่าสวยแล้ว เลยอยากรู้ว่าข้างในจะเป็นอย่างไรออฟฟิศอยู่ระหว่างบ้านหลังนี้กับบ้านอัครินทร์เดชา ระยะเวลาเดินทางก็พอๆ กัน เธอเคยเห็นตอนนั่งรถผ่านแล้วคุณย่าชบาชี้ให้ดู เป็นอาคารสำนักงานสามชั้น แต่พื้นที่กว้างและดูทันสมัยมาก สมกับที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่วันนี้เธอทำข้าวผัดเบคอนให้เขาแค่เมนูเดียวเพราะกลัวไม่ทันมื้อเที่ยง และเอาองุ่นใส่ถุงลงไปด้วย หลังจากแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรถสองแถวไปเพราะจะประหยัดได้มากกว่า จนกระทั่งไปถึงที่นั่นตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งตอนแรกพนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่อนุญาตให้เอื้องฟ้าเข้าไป เพราะต้องโทรถามคนที่อยู่ในออฟฟิศก่อน แต่สักพักก็ได้ยินเสียงแตรรถดังขึ้น เป็นนทีที่ลดกระจกลงแล้วเอ่ยถามเสียงดังว่าทำไม
เอื้องฟ้ามองเพื่อนเดินไปเปิดประตูเล็กออกไปจนลับตา เมื่อหันกลับมามองลมเหนือก็เห็นเขาพยายามที่จะเดินเข้าบ้าน เธอจึงตั้งท่าจะเข้าไปช่วยประคอง แต่แล้วกลับถูกมือข้างหนึ่งของเขาดันออก“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ไม่ต้องยุ่ง”คนตัวเล็กชะงักไปทันควัน เขาไม่ให้ช่วย เธอก็ได้แต่มองตามหลังอยู่อย่างนั้นเพราะกลัวว่าเขาจะล้มอีก“เอื้องจะเอายาไปไว้ในห้องให้นะคะ ถ้าพี่ลมเหนือต้องการความช่วยเหลือก็เรียกเอื้องได้ตลอด”คนตัวสูงส่งเสียงอืมคำหนึ่ง แต่มันกลับทำให้รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าของคนฟัง เธอแค่รู้สึกว่าน้อยนักที่เขาจะรับคำง่ายๆเอื้องฟ้าคิดว่าจะพูดเพียงแค่นั้น แต่ก็นึกอย่างหนึ่งขึ้นได้จึงพูดอย่างระแวดระวังว่า “พี่นทีบอกว่าพี่ลมเหนือขาบวม งั้นให้เอื้องช่วยประคบเย็นให้ดีไหมคะ จะได้รู้สึกดีขึ้น”“จะมาทำดีกับฉันเพื่ออะไร” เขาถามอย่างเอาเรื่อง“เอื้องแค่อยากชดเชยเรื่องหนี้ของคุณพ่อค่ะ”ยิ่งเขาไม่ทวง เธอก็ยิ่งรู้สึกผิด ถ้าหากต้องคอยหลบหน้าเขาเพียงเพราะอยากตัดใจและไม่อยากทำเรื่องอย่างว่า เช่นนี้ความสัมพันธ์ก็มีแต่จะแย่ลง ไม่สู้ทำให้เขาเห็นดีกว่าว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนเช่นไร“แล้วแต่ อยากทำอะไรก็ทำ” เขาตอบเพรา
วันต่อมาเอื้องฟ้ามีเรียนถึงเที่ยง แต่ไม่ได้แวะไปที่ไหนจึงกลับบ้านตามปกติ เมื่อมาถึงก็พบว่าลมเหนือไม่อยู่ เธอถามแม่บ้านจนรู้ว่ามีคนมารับเขาออกไปข้างนอกตั้งแต่ช่วงสายแล้ว จึงคิดว่าจะใช้เวลานี้คุยกับลลินถึงงานที่กำลังจะทำร่วมกันหญิงสาวชวนเพื่อนมาที่บ้านทันทีเพราะไม่สะดวกเจอกันที่อื่น ทั้งสองนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่น จนกระทั่งบ่ายสามถึงได้ยินเสียงรถยนต์ดังมาจากข้างนอกเอื้องฟ้าออกไปดูจนรู้ว่าใครมา ขณะนั้นนทีกำลังช่วยพยุงน้องออกจากรถ โดยมีคนขับรถของบริษัทตามแม่บ้านเข้ามาหยิบไม้ค้ำยันให้เจ้านายดูท่าทางลมเหนือจะไม่ยอมให้พี่ช่วยเหลือเท่าใดนักจึงดันตัวออกเบาๆ เพราะเขาจะใช้ไม้ค้ำยันพยุงเดินไปเอง ไม่นานคนขับรถก็รีบเอาไปให้“พี่นที สวัสดีค่ะ” เอื้องฟ้ายกมือไหว้คนที่อายุมากกว่า และกระซิบบอกลลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่าใครเป็นใคร หลังจากเพื่อนยกมือไหว้ทักทายรุ่นพี่แล้ว เธอก็บอกสองพี่น้องว่าคนนี้คือเพื่อนสนิท ก่อนจะถามพวกเขาอย่างงุนงงว่า “ไปไหนมาหรือคะ”“อ้อ พอดีเจ้าลมเหนือมันอยากกลับไปทำงาน ก็เลยโทรบอกให้คนขับรถมารับ แต่อยู่ได้แค่ครึ่งวัน โรคกระเพาะก็ถามหาเพราะมันแอบสั่งอาหารเผ็ดๆ มากินตอนเที่ยง พี่เ







