Se connecterตอนที่ 46 ลาออก และพร้อมรับมือกับนายทุน
ในห้องทำงานที่เคยดูสง่างามและน่าภาคภูมิใจ กลิ่นอายความทะเยอทะยานที่เคยหอมหวานสำหรับสถาปนิกเกียรตินิยมอย่างกริช บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าของผลประโยชน์ที่ซ่อนไว้ภายใต้พิมพ์เขียว กริชยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า ประธานวิโรจน์ ที่กำลังสูบซิการ์อย่างอารมณ์ดี โดยมีเชอรี่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มกริชค่อยๆ วางซองจดหมายสีขาวลงบนโต๊ะไม้โอ๊คอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น
"นี่คือใบลาออกของผมครับท่านประธาน" วิโรจน์ชะงักควันซิการ์ที่กำลังพ่นออกมา แววตาเปลี่ยนจากความเป็นมิตรเป็นความฉงน
"ลาออก กริชคุณบ้าไปแล้วเหรอ โปรเจกต์หมื่นล้านกำลังจะเริ่มและเงินโบนัสก้อนโตก็รอคุณอยู่"
"เงินโบนัสที่ต้องแลกกับหยาดน้ำตาของคนในหมู่บ้าน และการทำลายป่าต้นน้ำที่เลี้ยงชีพคนนับร้อย... ผมรับไม่ได้ครับ" กริชตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"ผมเป็นสถาปนิกที่ออกแบบอาคารให้คนอยู่อาศัย ไม่ได้ออกแบบหลุมศพเพื่อฝังจิตวิญญาณบ้านเกิดตัวเอง"
"กริช คุณทำแบบนี้คุณหมดอนาคตแน่" เชอรี่แผดเสียงหลง
"เชอรี่อุตส่าห์ปูทางให้คุณขนาดนี้ คุณจะกลับไปคลุกโคลนคลุกธุลีกับยัยเด็กนั่นอีกล่ะสิ" กริชหันมามองเชอรี่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช
"สิ่งที่เชอรี่ดูถูก โคลนตมมันคือความจริงใจที่ผมหาไม่ได้จากที่นี่... และผมขอบอกไว้ก่อน ข้อมูลทุกอย่างที่พวกคุณซ่อนไว้ ผมส่งถึงมือ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว" คำพูดของกริชทำเอาวิโรจน์หน้าถอดสี
"แก ไอ้กริช"
กริชไม่รอฟังคำด่าทอ เขาหมุนตัวเดินออกมาจากตึกกระจกที่ดูไร้ค่าในสายตาเขาอีกต่อไป เขาทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งตำแหน่ง หน้าที่การงาน และความหรูหราจอมปลอม เพื่อมุ่งหน้าสู่ "หัวใจ" ที่แท้จริง
ในขณะที่กริชกำลังขับรถฝ่าความมืดมุ่งหน้าสู่อุบลราชธานี เดชาที่ได้รับโทรศัพท์รายงานจากวิโรจน์ก็นั่งไม่ติด เขาขว้างแก้วเหล้าลงพื้นด้วยความโมโหสุดขีด
"ไอ้กริช มึงมันวอนหาที่ตาย" เดชาคำรามพลางกดโทรศัพท์หาบักรุ่ง
"รุ่ง แผนประท้วงมันช้าไปแล้ว ไอ้กริชมันหักหลังกู ก่อนที่มันเอาข้อมูลไปแจ้งทางการ มึงจัดการปิดปากมันซะก่อนที่มันจะถึงหมู่บ้าน อย่าให้มันได้เอาหลักฐานอะไรมาโชว์ชาวบ้านได้เด็ดขาด"
"ได้ครับนาย... ผมสิจัดการให้มันไปนอนเฝ้าทางโค้งก่อนถึงโคกอีแหลวเอง" บักรุ่งตอบเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิต
รถของกริชแล่นเข้าสู่เขตอำเภอบ้านโคกอีแหลวในเวลาใกล้รุ่ง แสงอาทิตย์เริ่มรำไรที่ขอบฟ้า ประคำไม้พะยูงที่ห้อยคอสั่นไหวตามจังหวะรถที่สั่นสะเทือนบนทางลูกรัง กริชกัดฟันสู้กับความเหนื่อยล้า ในใจเขาภาวนาขอให้ถึงหมู่บ้านทันเวลา และขอให้พละกำลังที่เขามีเพียงพอที่จะปกป้องย่าและอิปิ๊จากพายุที่เขากำลังหอบกลับมาด้วยเขารู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่เข้าใจผิด แต่คืออำนาจมืดที่พร้อมจะเก็บเขาให้พ้นทาง
บรรยากาศของหมู่บ้านโคกอีแหลวในยามสายที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยรังสีของความเกลียดชังที่แผ่กระจายไปทั่ว ทันทีที่รถยนต์ของกริชเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลักของหมู่บ้าน ฝุ่นแดงตลบอบอวลตามหลังรถมา เหมือนกับพายุแห่งความขัดแย้งที่เขานำกลับมาด้วย
กริชลดความเร็วลง สายตาเขามองผ่านกระจกหน้าเห็นชาวบ้านที่เคยยกมือไหว้ทักทาย เคยยิ้มแย้มแบ่งปันกับข้าวให้กัน บัดนี้กลับมีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและชิงชัง
"มาทำไมอีก ไอ้คนลืมกำพืด" เสียงตะโกนด่าดังมาจากซุ้มม้านั่งหน้าร้านค้าชุมชน
เมื่อรถแล่นผ่าน ร้านกาแฟยกล้อของป้าแดง กริชเห็นกลุ่มชาวบ้านที่กำลังล้อมวงดื่มกาแฟโบราณพากันชะงักกึก ป้าแดงที่เคยแถมปาท่องโก๋ให้เขาเป็นประจำ ถึงกับสะบัดหน้าหนีแล้วสาดน้ำล้างแก้วลงพื้นดินดัง ซ่า! ราวกับจะขับไล่สิ่งอัปมงคล
"เบิ่งเอาเด้อพี่น้อง หน้าด้านกลับมาทำไมอีก" เสียงป้าแดงแผดด่าไล่หลัง
"คนขายชาติ ขายที่นาปู่ย่าตายายกิน มันยังกล้าโผล่หัวมาให้คนเขาถุยน้ำลายใส่อยู่น้อ"
กริชกำพวงมาลัยแน่นจนขาวซีด ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจ ยิ่งกว่าคำด่าคือความรู้สึกที่ว่าเขาถูกตราหน้าว่าเป็น "คนทรยศ" ทั้งที่เขากำลังแบกความจริงมาเพื่อช่วยทุกคน รถยนต์ของเขาแล่นผ่านฝูงชนที่บางคนถึงกับถ่มน้ำลายลงพื้นแสดงความรังเกียจ บางคนรีบจูงลูกหลานเข้าบ้านปิดประตูใส่ราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรค
เขาเห็นบักรุ่งยืนพิงมอเตอร์ไซค์อยู่ริมทาง แสยะยิ้มอย่างผู้ชนะพลางชูนิ้วโป้งลงดินเป็นการถากถาง กริชไม่ได้โต้ตอบเขาเพียงแค่มุ่งหน้าไปที่จุดหมายเดียว... บ้านย่าบุญมา
ที่นั่น เขาเห็นคนของลุงพ่อผู้ใหญ่บ้านยังคงถือปืนลูกซองเฝ้าอยู่โคนต้นไม้ และเห็น อิปิ๊ ที่นั่งกอดเข่าอยู่บนบันไดขั้นล่างสุด สภาพมอมแมมและรอยฟกช้ำที่ไหล่ทำให้กริชแทบจะเหยียบเบรกไม่ทัน
"ปิ๊..." กริชพึมพำกับตัวเอง เขารีบก้าวลงจากรถท่ามกลางเสียงด่าทอที่ยังดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
เขารู้ดีว่าตอนนี้ ต่อให้เขาพูดว่า "ผมกลับมาช่วย" ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเอกสารของเขา คือพยานหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะกระชากหน้ากากคนชั่ว และดึงเอาศรัทธาของชาวบ้านโคกอีแหลวกลับคืนมา
กริชก้าวลงจากรถโดยไม่สนใจสายตาจิกกัดหรือเสียงก่นด่าที่ดังไล่หลังมาจากร้านป้าแดง เขาเดินฝ่าม่านความตึงเครียดขึ้นสู่เรือนไม้ที่คุ้นเคย ทันทีที่เห็นร่างผอมบางของย่าบุญมานั่งเอนกายอยู่บนแคร่ไม้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตก และลุงผู้ใหญ่ที่มานั่งคุยกับย่า กริชก็โผเข้าสวมกอดย่าไว้แน่นราวกับกลัวว่าที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตจะเลือนหายไป
"ย่าครับ... ผมกลับมาแล้ว ผมไม่ได้ทิ้งย่าไปไหน" กริชกระซิบเสียงสั่น
ย่าบุญมาลูบหลังหลานชายด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาแห่งความโล่งอกไหลอาบแก้ม
"กริชเอ๊ย... ย่าฮู้ ย่าฮู้ว่าเจ้าต้องกลับมา แสงสว่างของย่ามาถึงแล้ว"
กริชค่อยๆ คลายอ้อมกอดจากย่า แล้วหันไปมองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าอยู่นิ่งๆ ตรงขั้นบันได อิปิ๊ ไม่ได้โวยวายหรือตะโกนด่าเหมือนทุกครั้ง เธอเพียงแต่นั่งจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำและบอบช้ำ กริชสะดุดตากับรอยเขียวช้ำที่ต้นแขนและไหล่บางที่โผล่พ้นสายเดี่ยวผ้าฝ้ายออกมา รวมถึงรอยถลอกเล็กๆ บนแก้วใส
กริชขยับเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวลงนั่งในระดับเดียวกับเธอ แววตาที่เคยนิ่งสงบของสถาปนิกหนุ่มบัดนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยและรู้สึกผิดอย่างจับใจ เขายื่นมือออกไปหวังจะสัมผัสรอยช้ำนั้นเบา ๆ แต่อิปิ๊กลับเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ
"ปิ๊... เจ็บมากไหม" กริชเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือ
"ผมขอโทษ... ขอโทษที่ไม่อยู่ตรงนี้ตอนที่ปิ๊ต้องสู้เพื่อนาของย่าผม ของพ่อผม"
อิปิ๊เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอจ้องมองกริชเนิ่นนานก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"เจ็บกายมันบ่ท่อใด๋ดอกจ้ะอ้าย... แต่มันเจ็บใจที่คนเขาด่าอ้าย ด่าน้าไกร ด่าย่าบุญมา ปิ๊เถียงจนสิขาดใจแต่ไม่มีใครฟัง... อ้ายกลับมาทำไมป่านนี้ กลับมาเบิ่งซากความเชื่อใจที่มันพังเบิดแล้วบ่"
กริชมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความตัดพ้อที่ปนมากับความดีใจที่ซ่อนไม่มิด เขาจึงหยิบแท็บเล็ตและกระเป๋าเอกสารขึ้นมาวางตรงหน้าเธอ
"อ้ายบ่ได้กลับมาตัวเปล่าปิ๊... อ้ายกลับมาเพื่อสิเอาศักดิ์ศรีของพวกเฮาคืนมา" กริชพูดพลางเอื้อมมือไปกุมมือเล็กที่สั่นเทาของเธอไว้อย่างมั่นคง
"รอยช้ำของปิ๊มื้อนี้ อ้ายสิให้นายทุนมันเป็นคนชดใช้... ด้วยคุก"
กริชเล่าความจริงทั้งหมดให้อิปิ๊และพ่อผู้ใหญ่ฟังถึงแผนชั่วของเดชาและบริษัทที่กรุงเทพฯ ขณะที่อิปิ๊ฟังไปก็น้ำตาไหลไป ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เพราะความแค้นที่ถูกคนเมืองเหล่านั้นปั่นหัว
"พ่อผู้ใหญ่ครับ... ผมต้องการให้พ่อเรียกประชุมลูกบ้านด่วนที่สุดที่ลานวัดเย็นนี้" กริชพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"ผมจะเปิด 'หน้ากาก' ของเดชาให้ทุกคนเห็นด้วยตาตัวเอง"
อิปิ๊ปาดน้ำตาทิ้งแล้วลุกขึ้นยืน แววตาเธอกลับมาสู้ยิบตาอีกครั้ง
"ปิ๊สิเป็นคนขี่ซาเล้งไปตามพวกแม่ใหญ่ ป้าใหญ่มาเองจ้ะอ้าย ไผบ่มา ปิ๊สิสวดคาถาเรียกวิญญาณมาให้เบิด อ้ายเตรียมหลักฐานให้ดีเถอะ มื้อนี้หมู่บ้านโคกอีแหลวสิต้องตื่นจากฝันร้ายเสียที!"
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







