Masukภพสวรรค์
เซียนผู้เฝ้าหออาวุธโบราณเพิ่งสังเกตได้ว่าดวงเนตรอำพันหายไปจึงคิดรายงานเทียนจวิน แต่กลับถูกสัตว์อสูรเขาแหลมตัวเขื่องขวิดจนร่างแตกสลายไปเสียก่อน
สวีต้าเฟิงเห็นจอมมารยิ้มมุมปากได้แต่นึกสงสัยว่าผู้ที่โดนรุมล้อมสังหารมีเหตุอันใดให้รื่นรมย์ใจถึงเพียงนี้ ทั้งยังแววตาท้าทายที่มองมายังเขาไม่วางตาราวกับบรรลุเป้าหมายบางอย่าง
ครั้นจะปลีกตัวออกมาจากที่แห่งนั้นเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจกลับถูกดาบเขี้ยวอสูรเหวี่ยงเข้ามาขวางทางเอาไว้ในพริบตา
“จะหนีไปที่ใดกันเล่า” กงจื่อเย่แสยะพลางเรียกดาบประจำกายกลับมา
“...” เทพวายุไม่เอ่ยอันใดแต่หันไปสบตากับเทียนจวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้ากังวลรู้สึกว่าตนเองกำลังตกหลุมพรางของมารเจ้าเล่ห์ผู้นี้
“ไปเถิด” เทียนจวินเอ่ยปากบอกแล้วดันพลังของตัวเองมาต้านทานพลังมารของกงจื่อเย่แทนเทพวายุ
จอมมารเห็นช่องว่างช่วงเปลี่ยนผันไม่รอช้าเขวี้ยงดาบเขี้ยวอสูรใส่ทั้งคู่โดยไม่แยแสเพื่อสลายพลังที่ตรึงกายมารส่วนล่างของเขาเอาไว้
กระนั้น เทพอาวุโสอีกคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีหลบเอี้ยวตัวเข้าห้ามส่งผลให้เพลี่ยงพล้ำจนร่างเทพสลายต่อหน้าต่อตาเทียนจวิน
กระบวนทัพขาดตอนทำให้กงจื่อเย่ฉวยโอกาสสะบัดร่างหลุดจากวงล้อมกองทัพสวรรค์ แต่ไม่ทันไรจอมมารเกิดใหม่กลับโดนแส้กักมารตวัดเกี่ยวเอวของเขาติดกับแท่นเสาศักดิ์สิทธิ์
“เฮอะ” จอมมารส่งเสียงฮึดอัดไม่พอใจคิดจะทำลายสิ่งกีดขวางแต่กลับขยับตัวไม่ได้ เวลานี้จึงมีเพียงสมุนของตนเองและดาบเขี้ยวอสูรกวัดไกวตามคำสั่งเจ้านายของตน
“เห็นทีคงถ่วงเวลาได้ไม่นาน” เทียนจวินกระซิบบอกเทพวายุให้รีบตามหาสิ่งที่สงสัย
แม้แท่นเสาศักดิ์สิทธิ์จะดูดกลืนพลังมารได้คราวละหลายส่วน แต่ก็ใช้แก่นวิญญาณของเทพอาวุโสถึงสามองค์อัญเชิญขึ้นมา เทียนจวินประเมินกงจื่อเย่มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าพลังมารของเขาไม่มีวันหมด
สวีต้าเฟิงรับปากจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดแล้วหายตัวไปจากสนามรบพริบตาเดียว
กงจื่อเย่แสยะยิ้มอีกครั้งสั่งการปีศาจสาวมือขวาให้รีบขวางทางสวีต้าเฟิงเอาไว้และหากเป็นไปได้ก็ทรมานเขาจนกว่าจะตายยิ่งดี
เมื่อหลุดจากที่แห่งนั้นแล้ว เทพวายุจึงเริ่มค้นหาเบาะแสที่เหลืออยู่ เขานึกไม่ถึงเลยว่าสมุนของจอมมารจะสร้างความเสียหายในภพสวรรค์ได้มากถึงเพียงนี้เพราะสภาพของเหล่าเทพเซียนที่ไม่ได้อยู่ด่านหน้าต้านทานจอมมารก็บาดเจ็บสาหัสไม่น้อยไปกว่ากัน
“ท่านพี่” เสียงหวานอันคุ้นเคยเรียกสวีต้าเฟิง ปีศาจสาวแปลงกายเป็นสวีลู่ชิงทั้งยังทำท่าทางเลียนแบบนางได้อย่างแยบยลจนสวีต้าเฟิงเกือบตกหลุมพรางเพราะคิดว่าน้องสาวผ่านด่านเคราะห์เรียบร้อยแล้ว
ทว่า ร่างแปลงยังมีสิ่งที่แตกต่างจากน้องสาวตัวจริงหนึ่งอย่างที่ปีศาจสาวไม่เคยรู้มาก่อน
สายใยระหว่างพี่น้องที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อวัยเด็กของสวีต้าเฟิงไม่อาจรู้สึกได้ถึงตัวตนของสวีลู่ชิงแม้แต่น้อย
เขาจึงไม่รีรอหลอมรวมพลังเข้ากับอาวุธประจำกายซัดสาดเข้าใส่ร่างน้องสาวตัวปลอมอย่างทวีความรุนแรง “บังอาจใช้ร่างนางเพื่อหลอกข้า”
สวีต้าเฟิงมองไปที่ด้านหลังของนางเห็นม่านศักดิ์สิทธิ์รอบต้นไม้แห่งโชคชะตาถูกทำลายไปบางส่วนจึงเข้าใจได้ว่าปีศาจตนนี้ต้องเห็นร่างเทพและชะตาบางส่วนของน้องสาวอย่างแน่นอน
“สมกับเป็นพี่น้องกันแต่สายไปเสียแล้วล่ะ” นางพูดเช่นนั้นแต่ยังคงรูปลักษณ์ของเทพดาราเอาไว้ “ท่านพี่ เหตุใดจึงเหวี่ยงอาวุธนั่นทำร้ายข้าอยู่เล่า”
หลิวอิงอิงใช้น้ำเสียงของสวีลู่ชิงพูดกับเขาอย่างสนุกสนานแต่คนตรงหน้าไม่คิดหลงกล ซ้ำยังขยะแขยงที่ปีศาจอย่างนางใช้เล่ห์กลต่ำช้าหลอกลวงเขา “หน้าตาปีศาจอย่างเจ้าคงดูไม่ได้เลยสิท่าถึงไม่ยอมละจากใบหน้าน้องสาวผู้เลอโฉมของข้าเสียที”
แม้หลิวอิงอิงจะเป็นปีศาจแต่นางเคยเป็นมนุษย์มาก่อนย่อมมีอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างจากจอมมารที่กำเนิดจากสิ่งชั่วร้ายดั้งเดิม นางจึงรู้สึกฉุนเฉียวไม่น้อยที่ถูกเทพปรามาสรูปลักษณ์ของนาง ทั้งยังหงุดหงิดจนกลับมาใช้ใบหน้าและรูปร่างของตัวเองดังเดิม
“พูดจากปากคอเราะราย เจ้าเป็นเทพประสาอะไร สังหารข้าให้ตายยังดีเสียกว่า” หลิวอิงอิงคิดในใจว่านางจะไม่ยอมตายด้วยน้ำมือของเทพปากเปราะตรงหน้าเด็ดขาดเพราะถือคติฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ยิ่งหยามว่านางไม่งดงาม ยิ่งไม่อาจให้อภัย
“ปีศาจเช่นเจ้าจำเป็นต้องยกยอด้วยหรือ” สวีต้าเฟิงยังคงไม่หยุดร่ายพลังพุ่งใส่นาง “น้องสาวข้างามทั้งใจและกาย เจ้าน่ะเทียบไม่ได้แม้เพียงนิด”
คิ้วข้างซ้ายของหลิวอิงอิงกระตุกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“ปีศาจปากร้าย หน้าตาอัปลักษณ์ จิตใจมืดมัว การกระทำต่ำช้า...” เขาร่ายยาวราวกับอัดอั้นที่นางบังอาจแปลงกายเป็นสวีลู่ชิงเพื่อดักเขาลงหลุม
ทว่า คำพูดแต่ละอย่างที่เทพวายุพ่นออกมายิ่งจุดไฟและบรรยากาศมาคุกว่าเดิม
สวีต้าเฟิงคิดในใจว่านางกำลังถูกหันเหความสนใจมาหาเขาเพียงคนเดียวและต้องหาวิธีดึงความทรงจำเรื่องร่างเทพดาราออกมาจากนางก่อนจะสายเกินไป
เทพวายุยังส่งสัญญาณให้เซียนที่เหลือรอดชีวิตช่วยกันซ่อมแซมม่านศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะดึงหลิวอิงอิงออกไปจากที่แห่งนั้น
“หยุดนะ!” นางตะโกนเสียงดังเพราะจู่ ๆ ก็ถูกพลังวายุหมุนพัดออกมาจนคลื่นเหียนเผลอเอ่ยปากเรียกคนตรงหน้าว่า “ท่านพี่” ทั้ง ๆ ที่ยังคงรูปร่างของหลิวอิงอิงไว้เช่นเดิม
“...” เทพวายุเบ้ปากเพราะรู้สึกขนลุกที่ได้ยินเสียงนางเรียกเขาเช่นนั้น
ครั้นหลิวอิงอิงรู้สึกตัวได้ว่าทำพลาดไปจึงเบือนหน้าหนีพลางกัดปากทำโทษตัวเองจนเลือดไหลแล้วนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบบอกเจ้านายของตนเรื่องเทพดารา
ปีศาจสาวไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ร่างของนางกลับหมุนปลิวอยู่ในวงพายุลูกใหญ่สร้างความปั่นป่วนในท้องเป็นอย่างยิ่ง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงแหลมปรี๊ดตะโกนออกมาจากแกนกลางพายุหมุนสีหมอกแต่สวีต้าเฟิงไม่สนใจทำตามที่นางพูด
เวลานั้นเซียนตำหนักเทพบุปผาวิ่งหน้าตื่นกระหืดกระหอบมาหาเขาพร้อมเมล็ดพันธุ์กลม ๆ หนึ่งเม็ดอันเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของนาง รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของสวีต้าเฟิง
เขาร่ายพลังฝังความทรงจำที่ผิดเพี้ยนลงไปในเมล็ดพันธุ์นั้นอย่างแยบยลแล้วฉวยโอกาสตอนที่หลิวอิงอิงกำลังเวียนศีรษะหน้ามืดเปลี่ยนถ่ายความทรงจำที่แท้จริงเรื่องเทพดาราโดยที่นางไม่รู้ตัว
“ข้าบอกให้หยุด!” นางร้องเสียงดังโวยวาย คิดแล้วก็แค้นที่แพ้ทางเทพวายุอย่างเขาก่อนจะร้องให้กงจื่อเย่ช่วยนาง
น้ำเสียงเยือกเย็นตอบกลับมา “ไม่ได้เรื่อง” แต่กระนั้นพลังมารกลับโอบรอบตัวนางหยุดพายุหมุนของเทพวายุได้ในทันที
“นายท่าน ข้ามีเรื่องจะรายงาน” นางเลิ่กลั่กรีบบอกเขากลัวว่าจะถูกลงโทษเพราะทำพลาดครั้งที่สองโดยหารู้ไม่ว่านางกำลังจะทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สามเพราะบอกเรื่องสวีลู่ชิงเพี้ยนไปจากเดิม
กงจื่อเย่ไม่ได้เฉลียวใจเพราะมัวแต่ใช้พลังมารดันตัวเองออกมาจากแท่นเสาศักดิ์สิทธิ์จึงเชื่อว่าสิ่งที่ลูกน้องมือขวาพูดเป็นเรื่องจริง
เขาส่งต่อเรื่องราวปลอม ๆ ที่สวีต้าเฟิงสร้างขึ้นให้ฝ่ายที่ลงไปตามล่าสวีลู่ชิงในแดนมนุษย์ แล้วเอ่ยปากบอกนางว่า “หากครั้งนี้มีปัญหาให้ข้าเหนื่อยใจอีก ข้าจะกัดกินวิญญาณของเจ้าแทนอาหารมื้อค่ำ”
“เจ้าค่ะนายท่าน” หลิวอิงอิงนิ่วหน้ามองเทพวายุที่สร้างเรื่องวุ่นวายให้นางแล้วร่ายพลังมารพร้อมสั่งเหยี่ยวเพลิงหลายร้อยตัวเข้าโจมตีคนตรงหน้า
ถึงอย่างนั้นแล้ว บางครั้งกงจื่อเย่กลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ แม้เมื่อครู่จะเป็นน้ำตาจระเข้แต่เวลานี้กลับเป็นน้ำตาที่หลั่งออกมาจากส่วนลึกในใจ“โอ๊ะ...” เทพดาราประหลาดใจขมวดคิ้วเล็กน้อยที่สัมผัสได้ถึงความเศร้าจริง ๆ ของเขา กระซิบถามด้วยความห่วงใยว่า “ข้าจะทำอย่างไรกับจอมมารที่จิตใจอ่อนไหวง่ายเพียงเพราะกลัวว่าข้าจะไม่รักดีหนอ”“ข้า...”นางเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา เห็นแบบนี้แล้วอยากแกล้งคืนบ้างแต่สุดท้ายต้องยอมใจอ่อนทุกที“จื่อเย่” น้ำเสียงหวานเรียกจอมมาร “ตราบใดที่แก่นวิญญาณของข้ายังคงอยู่ ข้าสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”“รักข้าหรือไม่ ลู่ชิง”“อืม รักเจ้ามารน้อยทั้งสองด้วย” นางปลอบโยนเขาพลางลูบแผ่นหลังเขาราวกับปลอบใจเด็กน้อย“รักข้ามากกว่าเจ้ามารน้อยนิดหนึ่งได้หรือไม่”“มารปีศาจคิดกันอย่างนี้หรือ” สวีลู่ชิงแกล้งถามเพราะปกติแล้วบิดามารดามักจะรักลูกกว่าผู้ใด แต่นางรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ที่ต้องการความรักของนางมากกว่าใครคงจะเป็นเขาผู้นี้“อืม” จอมมารพยักหน้ายอมรับ “เมื่อถึงเวลาอีนั่ว ลี่เซียนและสวีซือจะมีคู่แห่งโชคชะตาอยู่เคียงข้าง เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”“เมื่อครู่ยังห้ามไม่ให้ลู
จอมมารพาสวีลู่ชิงกลับมายังดินแดนสุญญตาที่เวลานี้แปรเปลี่ยนกลายเป็นบ้านของเราอย่างที่เขาพูด ที่รกร้างกว้างใหญ่แต่เดิมไม่มีอะไรอยู่ข้างในนั้นเลย กลับมาครั้งนี้สวีลู่ชิงได้เห็นว่าเรือนไม้หลังใหญ่สองชั้นลอยโดดเด่นอยู่ใจกลาง ดอกจื่อเถิงสีม่วงขาวเลื้อยประดับห้อยระย้าสวยงามยิ่งนักพื้นน้ำโดยรอบสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าระยิบระยับ และหากท้องฟ้าสดใสถูกแทนที่ด้วยจันทรา ผืนฟ้าก็จะเต็มไปด้วยละอองดาวกงจื่อเย่เนรมิตสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อรอต้อนรับนางกลับมายังที่ที่เป็นบ้านของเราดินแดนตรงกลางระหว่างภพมารกับภพสวรรค์ บ้านที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์“อีนั่ว ข้าฝากให้เจ้าดูแลไข่ใบนั้นให้ดี ยังจำได้หรือไม่” จอมมารถามบุตรชายเพราะเห็นเขามักจะพาลี่เซียนเที่ยวเล่นกับเทพจันทรา หายไปทางโน้นที ทางนี้ทีอยู่ร่ำไป“จำได้ขอรับ” มารน้อยพยักหน้าแล้วบอกอีกว่า “นางกำลังหลับใหล ไม่มีเรื่องใดต้องกังวล”“อืม เจ้ารู้แล้วหรือว่าเป็นมังกรตัวเมีย” เจ้าตัวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย นึกไว้แล้วว่าอีนั่วมีพลังบางอย่างที่สามารถสัมผัสได้ว่าไข่ใบใหญ่นั้นเป็นไข่มังกร“มังกรผู้หญิงต่างหากเล่า” เจ้าเด็กน้อยแย้งขึ้นมาทันใด “เพียงแต่ว่า
ความกังวลใจหนึ่งเดียวของเขาถูกคลายออกไปในวาระสุดท้ายของชีวิตพอดิบพอดี จอมมารกอดนางอันเป็นที่รักเอาไว้พลางกระซิบบอก “ข้ารักเจ้าลู่ชิง”หญิงสาวซบใบหน้าในอ้อมแขนคนรักพลันได้ยินเสียงหัวใจของกงจื่อเย่เต้นช้าลงเรื่อย ๆ รู้สึกเศร้าอีกครั้งแต่พยายามไม่แสดงออกมาเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง“ข้าไปตามหมอมาได้หรือไม่ จื่อเย่”“ข้าอยากอยู่กับเจ้าลู่ชิง” เขาไม่ยอมปล่อยนางและยิ่งกอดแน่นกว่าเดิม “หากข้าไม่อยู่แล้ว อย่ามีผู้ใด ข้าขอร้อง”“...” เจ้าตัวสะอื้นไห้พูดไม่ออกทั้งคู่นั่งอยู่อย่างนั้นตามลำพัง ฟังเสียงสายลมที่พัดผ่านมาในฤดูใบไม้ผลิ กลีบดอกไม้สีชมพูปลิวมาตามทาง โปรยปรายลงมาจากฟ้าราวกับต้องการเอ่ยคำลากงจื่อเย่ไอเป็นเลือดมากขึ้นกว่าเดิมแต่ไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดจากสวีลู่ชิงเพราะไม่อยากให้นางเห็นเขาสภาพนั้น“จื่อเย่ ข้า...”“...” ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบาไปเรื่อย ๆ“ข้ารักเจ้า จื่อเย่” นางพึมพำบอกเขา “ข้ารักเจ้า”จอมมารยิ้มได้เพราะคำบอกรักของนางเหมือนเป็นยาชั้นดีที่ทำให้เขาลืมว่ากำลังเจ็บปวด ก่อนจะรวบรวมแรงฮึดครั้งสุดท้ายเพื่อบอกนางว่า “ข้ารักเจ้ามากกว่าผู้ใด สวีลู่ชิง ภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”หนึ่งลมหายใจส
นับตั้งแต่การจากไปของบุตรสาว สวีลู่ชิงตกอยู่ในความเศร้าสร้อย ความรู้สึกของนางในเวลานี้เหมือนกระตุ้นความทรงจำบางอย่างที่หลงลืมไปแล้ว สัมผัสได้เพียงว่าครั้งหนึ่งนางคงเคยสูญเสียลูกไปในช่วงเวลานี้กงจื่อเย่คอยอยู่เคียงข้างและดูแลนางไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทำหน้าที่สามีเป็นอย่างดีเพื่อให้นางข้ามผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปให้ได้หญิงสาวเอนศีรษะพิงไหล่กว้างของคนข้างกาย เอ่ยพึมพำว่า “ลูกสาวของเราคงจะสุขสบายดีอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่หรือไม่”สามีของนางจึงตอบอย่างมั่นใจ “อืม ลูกสาวของเรากำลังเล่นสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ของนาง ไม่มีเรื่องใดให้เจ้าต้องกังวลเลยลู่ชิง”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว “เจ้าช่างสรรหาคำปลอบใจได้แปลกยิ่งนัก ลี่เซียนกำลังเล่นกับเพื่อนใหม่อย่างนั้นหรือ”กงจื่อเย่ไม่ได้พูดคำโป้ปดอันใดเพราะเวลานี้นางกำลังนั่งพูดคุยเจื้อยแจ้วกับหานเยว่ เทพจันทราที่เป็นสหายเพียงคนเดียวของอีนั่ว“เชื่อใจข้าเถอะนะลู่ชิง สักวันหนึ่งเราต้องได้เจอกับลูกอีกครั้งอย่างแน่นอน” เขากุมมือนางไว้แล้วจูบหลังมืออย่างแผ่วเบาสวีลู่ชิงรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางจึงกล่าวกับเขาว่า “จื่อเย่ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่”“.
สุดท้ายแล้ว สวีลู่ชิงก็ไม่ได้ไปตลาดอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะกงจื่อเย่ออดอ้อนทำตาเป็นประกายจนนางใจอ่อนอีกตามเคยสามปีต่อมาจู่ ๆ กงลี่เซียนที่สุขภาพแข็งแรงเริ่มเจ็บป่วยจนสวีลู่ชิงร้อนรนใจเป็นห่วงบุตรสาว นางบิดผ้าชุบน้ำหมาด ๆ โปะหน้าผากเด็กน้อยเอาไว้พลางหันมาหากงจื่อเย่ที่นั่งบดสมุนไพรอยู่ข้างกัน“จื่อเย่ ข้าควรทำเช่นไรดี” นางเอ่ยถามผู้เป็นสามี น้ำเสียงเศร้าสร้อยหากแต่กงจื่อเย่ได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินมากอดนางไว้ ปลอบใจว่านางฟ้าตัวน้อยจะหายไข้ในเร็ววัน แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าต้นเหตุที่ทำให้นางป่วยออดแอดเกิดจากอะไรก็ตาม“ท่านพ่อ ท่านแม่” อีนั่วรีบวิ่งมาหาพวกเขาทันทีที่หนีจากเทพวายุมาได้เพราะได้ยินว่าช่วงเวลาสำคัญของน้องสาวจวนเจียนจะมาถึงแล้วเมื่อเห็นว่ามารดาโศกเศร้ามากแค่ไหนจึงกางแขนโอบกอดนางด้วยอีกคน “ท่านแม่ ลี่เซียนจะไม่เป็นอะไรขอรับ”อีนั่วมองบิดาด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย ถามไถ่เขาผ่านกระแสจิตตามประสาพ่อลูก“ไม่ทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ ข้ากลัวน้องเจ็บ” ดวงตาสีฟ้ากำลังร้องขอให้ผู้เป็นพ่อใจอ่อนปล่อยผ่าน“ข้าบอกแล้วว่าไม่มีเรื่องใดที่เจ้าต้องกังวล อีกอย่างข้าไม่ทำเหมือนที่เคยทำกับเจ้าหรอก อีนั่ว”
เก้าเดือนต่อมาเด็กครึ่งมารคนที่สองได้ฤกษ์ถือกำเนิด เด็กหญิงตัวน้อยมีดวงตาสีม่วงแดงเหมือนบิดา เรือนผมสีขาวคล้ายมารดา หน้าตาน่ารักน่าชังยิ่งนักสวีลู่ชิงมองหน้าลูกสาวพลางนึกถึงอีนั่วจึงเอ่ยปากบอกสามีที่นั่งอยู่ข้างกัน “เจ้าเคยอยากรู้ว่าลูกสาวของเราจะหน้าตาเหมือนผู้ใดใช่หรือไม่”“อืม” กงจื่อเย่ยิ้มกว้าง“นางหน้าตาเหมือนเจ้าไม่มีผิด” สวีลู่ชิงไล้แก้มเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูทันใดนั้นจึงได้ยินเสียงคุ้นเคยร้องเรียกนางจากหน้าบ้าน สวีลู่ชิงเดินไปดูลาดเลาจึงได้เห็นคนที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจออีกครั้ง“ท่านแม่” อีนั่ววิ่งเข้ามากอดนางด้วยความคิดถึงเพราะถูกกักบริเวณจึงแอบออกมาหามารดาไม่ได้เลย ยิ่งเห็นว่ากงจื่อเย่อุ้มเด็กน้อยตาสีม่วงแดงออกมายิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ “น้องสาวข้าหรือ”แม้เขาจะพูดอะไรที่ทำให้สับสนอยู่บ้างแต่สวีลู่ชิงก็ปล่อยไป หากการเล่นละครพ่อแม่ลูกให้เด็กน้อยคนหนึ่งมีความสุขมากถึงเพียงนี้ นางยินดีทำให้ได้“ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องสาวข้ามีนามว่าอันใดหรือ” ดวงตาสีฟ้าของเขาเป็นประกายมองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า“กงลี่เซียน” จอมมารบอกบุตรชาย “น้องสาวเจ้าหน้าตาน่ารักเหมือนเทพดาราใช่หรือไม่ ข้าจึงตั
จอมมารที่เหลือเพียงเงาดำจาง ๆ เดินทางร่อนเร่กลับภพมารตัวคนเดียว ระหว่างทางคอยสูบกินพลังชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมาทีละนิดเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างมารปีศาจของตนเองหากแต่ครั้งนี้ทำไปเพื่อกลับคืนร่างเดิมให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ปกป้องครอบครัวเวลานั้นเขาลืมนึกไปเลยว่าตำแหน่งผู้ปกครองภพมารสามารถสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ
หลายวันต่อมาจู่ ๆ หลินซีเวยอารมณ์ดีนึกชวนอู๋เยว่ซินไปขอพรที่วัดบนเขา ทั้งสองจึงตระเตรียมข้าวของไปสักการะตามธรรมเนียม“เสด็จพี่ ทรงคิดถึงสิ่งใดอยู่หรือเพคะ” นางเอ่ยปากถามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ หลินซีเวยหลับตาคิ้วขมวดราวกับครุ่น
ผ่านไปสามวันหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดีขึ้นจากแต่เดิมอยู่มาก แม้กระทั่งฮ่องเต้และฮองเฮายังรู้สึกแปลกใจที่จู่ ๆ บุตรชายเปลี่ยนไปมากเพียงนั้นกระนั้นก็ทำให้พวกเขาทั้งคู่พอจะวางใจไปได้บ้างเพราะสุดท้ายแล้วการแต่งงานแก้เคล็ดในครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่าแรก
เมื่อได้ยินดังนั้นหลินซีเวยจึงถามต่ออีกว่า “หากนางรักข้า ข้าควรทำเช่นไรให้นางรักจนยอมตายเพื่อข้าได้เล่า”เรียวคิ้วของเฉินซือหยางขมวดชนกัน “ข้าเป็นปีศาจอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ความรู้สึกของมนุษย์ได้แน่ชัด นายท่านลองอ่านหนังสือพวกนั้นดูเ







