LOGINหลังจากที่ครอบครัวเหอทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงก็ให้ทุกคนนั่งรออยู่ที่หน้าบ้านเพื่อเอ่ยเรื่องสำคัญที่จะปรึกษาหารือ จนเมื่อนางจัดการเก็บครัวเสร็จแล้วก็ได้เดินออกมาสมทบกับทุกคนและเริ่มพูดเข้าเรื่องที่จะบอกทุกคนในทันที
"คืออย่างนี้เจ้าค่ะข้าคิดว่ากระท่อมหลังเพียงเท่านี้คงไม่สามารถพาพวกเราทุกคนผ่านหน้าหนาวที่แสนจะโหดร้ายนี้ไปได้อย่างแน่นอน ข้าจึงคิดว่าพวกเราต้องสร้างบ้านใหม่เพียงแต่ข้าอยากรู้ว่าพวกเราควรจะสร้างห้องนอนกี่ห้องดีจะเอา 3หรือ4 ห้องเจ้าคะ"
"ชิงเอ๋อร์แต่บ้านของพวกเราไม่มีเงินมากพอที่จะสร้างบ้านใหม่หรอกนะลูก" เหอหลวนซานรีบเอ่ยทักบุตรสาวของตนด้วยในตอนนี้บ้านของพวกเขามีเงินอยู่เพียงแค่ไม่ถึงห้าตำลึงเลยด้วยซ้ำจะสร้างบ้านใหม่ได้อย่างไรกัน
"เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากจะถามว่าต้นไผ่ที่ภูเขา เราสามารถนำมาใช้ได้เลยหรือไม่ หรือว่าต้องขออนุญาตจากหัวหน้าหมู่บ้านก่อนเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงไม่ได้คิดที่จะใช้เงินที่มีอยู่น้อยนิดของบ้านมาสร้างบ้านใหม่อยู่แล้วจึงไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เพียงแต่นางกลับถามคำถามที่ต้องการจะรู้ในตอนนี้แทน
"ป่าไผ่นั่นเป็นของสวนรวมใครที่ต้องการจะใช้ก็สามารถตัดมาใช้ได้เลย อีกอย่างต้นไผ่พวกนั้นมันโตไวมากจนรกทุกปีพวกชาวบ้านจึงต้องไปช่วยกันตัดพวกมันเพื่อลดจำนวนด้วยซ้ำ ลูกถามทำไมรึ" เหอหลวนซานเอ่ยอธิบายให้กับบุตรสาวฟังก่อนจะถามกลับด้วยความสงสัย
"ดียิ่งเจ้าค่ะ เพราะเราจะสร้างบ้านจากต้นไผ่พวกนั้นกัน พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้านั้นมีความสามารถสร้างบ้านใหม่ให้งดงามได้อย่างแน่นอนขอเพียงพวกท่านเชื่อมั่นในตัวของข้าก็พอ"
"ได้ เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าว่ามา มีอะไรให้พ่อกับแม่หรือพี่ ๆ ของเจ้าช่วยก็พูดมาได้เลย"เหอหลวนซานที่มองเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของบุตรสาวเขาก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านในเรื่องนี้อีกด้วยเชื่อว่าบุตรสาวคนนี้มีความสามารถจริง ๆ
"ขอบคุณท่านพ่อและทุกคนมากนะเจ้าคะ เช่นนั้นอย่างแรกเลยพี่ชายทั้งสองพวกท่านตามข้าไปตัดไม้มาทำเสาบ้านหน่อยเถิด เอาเป็นว่าข้าจะสร้างห้องนอนให้กับพวกเราทั้งหมด 4 ห้องก็แล้วกันนะเจ้าคะ"
"แบบบ้านคร่าว ๆ ก็คือบ้านทรงยกสูงชั้นเดียวที่มี 4 ห้องนอน หนึ่งห้องน้ำและหนึ่งห้องโถง ส่วนชานบ้านจะต่อเติมออกไปให้มีที่สำหรับนั่งเล่นพักผ่อน รับรองว่าพอสร้างเสร็จมันจะต้องสวยมากอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่คิดเรื่องบ้านมาตลอดสามวันก็ได้ข้อสรุปว่าจะสร้างบ้านแบบบ้านเรือนไทยในสมัยก่อนที่ตัวบ้านยกสูงขึ้นมาเล็กน้อยให้มีลมผัดผ่านจะได้ถ่ายเทอากาศไม่ให้ร้อนอบอ้าวจนเกินไป
บ้านทั้งหลังจะสร้างจากไม้ไผ่ ไม่ว่าจะเป็นผนังบ้าน ประตู หน้าต่าง หรือแม้แต่หลังคาก็จะมุงด้วยไม้ไผ่ก่อนแล้วค่อยนำหญ้าคามามุงทับเพื่อลดความร้อนในช่วงหน้าร้อนและเพิ่มความอบอุ่นในช่วงหน้าหนาวนั่นเอง
"ได้เช่นนั้นพ่อกับแม่ต้องทำสิ่งใดบ้าง" นางมี่ซือที่ไม่คิดจะอยู่เฉย ๆ จึงได้เอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กออกไป
"ท่านแม่ที่นี่มีต้นนุ่นหรือไม่เจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยถามถึงสิ่งที่นางต้องการมากที่สุดที่จะทำให้ครอบครัวของนางไม่หนาวจนเกินไปกับมารดาเพื่อจะได้ไปเก็บ
"ต้นนุ่นคือสิ่งใดหรือ?" นางมี่ซือเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
'นั่นปะไร คิดไว้แล้วเชียวว่าท่านแม่จะต้องไม่รู้จัก เฮ้อ...'
"คือต้นไม้ที่มีความสูงมากระดับหนึ่งเจ้าค่ะ มันจะออกลูกเป็นลูกยาว ๆ ตอนยังไม่แก่มันจะมีสีเขียว แต่พอมันแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ข้างในจะมีปุยนุ่นสีขาวอยู่ พวกท่านเคยเห็นต้นไม้ลักษณะแบบนี้หรือไม่เจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยอธิบายถึงลักษณะเด่น ๆ ที่คิดว่าทุกคนจะเข้าใจมากที่สุด และในที่สุดพี่ชายคนโตของนางก็รับรู้ถึงความพยายามนั่นของนางจนได้
"พี่เคยเห็นต้นไม้แบบนี้อยู่นะ มันอยู่เลยป่าไผ่ไปไม่ไกลมากเจ้าจะลองไปดูหรือไม่พี่จะได้พาไป" เหอชงหยวนที่นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยพบต้นไม้ตามที่น้องสาวของตนเองบอกเมื่อสามสี่วันก่อนจึงได้เอ่ยถามน้องสาวว่าต้องการจะไปดูให้แน่ใจหรือไม่
"ไปเจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นข้ากับพี่ใหญ่พี่รองจะไปดูหน่อยนะเจ้าค่ะเพื่อใช่จะได้เก็บกลับมาให้ท่านแม่ช่วยจัดการเลย" เด็กสาวเอ่ยบอกกับบิดามารดาที่ยืนมองหน้ากันไปมา จากนั้นเหอหลวนซานก็ได้พยักหน้าเพื่อเป็นการอนุญาต
"ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ท่านพี่พวกท่านเตรียมตะกร้าไปด้วยนะเจ้าคะ ถ้าใช่พวกเราจะได้ขนพวกมันกลับมาบางส่วน" เมื่อได้รับคำอนุญาตเหอฟ่านชิงจึงได้หันไปเอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองก่อนจะเดินกลับเข้าไปในกระท่อมเพื่อหาผ้าคลุมหัวด้วยในตอนนี้อาการมันค่อนข้างที่จะร้อนนางกลัวว่าผิวของตนเองจะคล้ำแดดไปมากกว่านี้
หลังจากที่เตรียมตัวกันพร้อมแล้วเหอฟ่านชิงกับพี่ชายทั้งสองก็เร่งเดินเท้าไปยังจุดที่พี่ชายคนโตของนางได้พบเห็นเจ้าต้นนุ่นหรือต้นงิ้วในทันทีโดยไม่ยอมแวะที่ไหน ใช้เวลาราว ๆ 2 เค่อคนทั้งสามก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีผลสีน้ำตาลทั้งต้น
ซึ่งต้นงิ้วที่เหอฟ่านชิงต้องการก็คือต้นไม้ที่พี่ชายของนางเอ่ยมานั่นเอง เพียงแต่นางไม่คิดว่ามันจะมีอยู่ถึง 5 ต้นและแต่ละต้นยังออกผลดกมากเช่นนี้ เมื่อเห็นแบบนั้นดวงตาของเด็กสาวก็ถึงกับเปล่งประกายขึ้นมาอย่างดีใจ ถ้ามีนุ่นจำนวนมากถึงเพียงนี้นางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผ้าห่ม หมอนหรือแม้แต่ฟูกนอนก็ยังได้เลย
"พี่ใหญ่ข้ารักท่านที่สุดเลยเจ้าค่ะ" พูดจบร่างบอบบางก็โผลเข้าไปกอดพี่ชายคนโตด้วยความรักใคร่ ทำเอาเหอชงหยวนที่ไม่คาดคิดว่าน้องสาวของตนจะกระโดดเข้ามากอดนั้นทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
"น้องเล็ก! เจ้าลำเอียงยิ่งนักทำไมถึงกอดแต่พี่ใหญ่เล่า แล้วพี่คนนี้ไม่ดีหรืออย่างไรกัน หึ" เหอชงอี้ที่ทนต่ออาการน้อยใจจากน้องสาวไม่ได้จึงต้องเอ่ยตัดพ้อเด็กสาวด้วยสีหน้าน้อยอกน้อยใจราวกับเด็กน้อย
" ฮ่า ฮ่า พี่รองเอาไว้ท่านสามารถหาสิ่งที่ข้าต้องการมาได้เหมือนอย่างพี่ใหญ่ข้าจะกอดท่านเป็นรางวัลนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงที่รู้สึกขบขันกับท่าทางของพี่ชายคนรองจนต้องหัวเราะออกมาเอ่ยบอกพี่ชายของตนด้วยสีหน้าขบขัน พร้อมกับผละตัวออกจากร่างของพี่ชายคนโตเช่นเดียวกัน
"ชิ..."
"ชิงเอ๋อร์ อีกไม่กี่เดือนเจ้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้วนะยังจะมากระโดดกอดบุรุษเช่นนี้ หากท่านแม่รู้เข้าเจ้าจะต้องโดนดุจนต้องร้องไห้เป็นแน่" เหอชงหยวนเองหลังจากที่ตั้งสติได้จึงได้เอ่ยเตือนน้องสาวของเขาด้วยความเป็นห่วงแต่ภายในใจเขากลับมีความสุขมากที่น้องสาวของเขาแสดงออกกับพวกเขาเช่นนี้
"เจ้าค่ะ ๆ อย่ามัวแต่พูดเล่นกันอยู่เลยท่านพี่พวกท่านจงเก็บผลสีน้ำตาลพวกนั้นให้หมดเลยเจ้าค่ะ เอาไปให้ได้มากที่สุด ถ้าไม่หมดวันหลังค่อยกลับมาเก็บใหม่อีกรอบก็ได้เจ้าค่ะ" เมื่อเห็นว่าถ้าช้ากว่านี้อาจจะทำให้กลับถึงบ้านมืดค่ำเหอฟ่านชิงจึงรีบเอ่ยบอกกับพี่ชายของตนด้วยสีหน้าจริงจัง
"ได้ /ได้" ชายหนุ่มทั้งสองเองก็เอ่ยตอบรับคำของน้องสาวที่น่ารักจากนั้นสามพี่น้องสกุลเหอก็แยกกันไปคนละมุมแล้วเริ่มลงมือเก็บผลนุ่นใส่ตะกร้าของตนเองไปอย่างเงียบ ๆ จนทั้งสามตะกร้านั้นเต็มไปด้วยผลนุ่นนั่นเอง
"นี่ก็น่าจะพอแล้วสำหรับวันนี้ถ้างั้นพวกเราก็กลับบ้านกันดีกว่าเจ้าค่ะประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองเมื่อเห็นว่าตะกร้าของทุกคนนั้นเต็มหมดแล้ว
"ได้ /ได้" จบคำทั้งสามคนจึงได้สะพายตะกร้าแล้วออกเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมที่เดินมาเพื่อกับบ้านของพวกเขาด้วยเวลานี้ก็ใกล้จะเข้าปลายยามเซิน (15.00-16.59 น.)แล้วจึงต้องเร่งฝีเท้ากลับเพราะถ้ามืดแล้วอาจจะมีสัตว์ร้ายออกมาหากินก็เป็นได้
************************************************************************************************
มาแล้ว ๆ ยัยน้องเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวแล้ว อย่าลืมเอาใจช่วยยัยน้องกันด้วยนะคะ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







