LOGINช่างปลายยามเหม่า (05.00-06.59 น.)วันรุ่งขึ้นหยางฉีก็มารับเหอฟ่านชิงตรงตามเวลาที่เขาได้เอ่ยบอกกับเด็กสาวเอาไว้ ซึ่งคนบ้านสกุลเหอเองก็พากันออกมายืนส่งเด็กสาวที่ทำราวกับว่านางนั้นจะไปออกรบอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งบิดามารดายังเอ่ยฝากฝังให้ชายหนุ่มช่วยดูแลนางให้อีกด้วย
นั้นทำให้เหอฟ่านชิงต้องเอ่ยขอโทษชายหนุ่มหลังจากที่พากันออกเดินทางเพื่อขึ้นเขาอย่างรู้สึกเกรงใจที่ต้องมาเสียเวลาเพราะคนในครอบครัวของตัวเอง
"เอ่อ..ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่ทำให้เสียเวลาเพราะครอบครัวของข้าเป็นห่วงข้ามากจนเกินไป"
"อืม...พวกท่านย่อมต้องเป็นห่วงบุตรสาวกับน้องสาวเพียงคนเดียวอยู่แล้ว เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจข้ามิได้คิดมากถึงเพียงนั้น" หยางฉีที่กำลังเดินนำเหอฟ่านชิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีท่าทีถือสาอย่างที่เขาเอ่ยมา
"ขอบคุณพี่หยางฉีมากเจ้าค่ะ" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ติดใจอย่างที่พูดจริง ๆ เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายอย่างจริงใจอีกครั้ง
"อืม.." เสียงตอบรับเพียงสั้น ๆ จากชายหนุ่มทำให้เหอฟ่านชิงเงียบเสียงลงอย่างรู้หน้าที่ อีกทั้งในตอนนี้พวกเขาทั้งสองต่างก็พากันเดินเข้ามาถึงยังเขตป่าชั้นกลางแล้วจึงเป็นการดีที่จะไม่ส่งเสียงเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา
ในระหว่างที่เดินตามแผ่นหลังกว้างอยู่นั้นเหอฟ่านชิงเองก็ลอบมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าไปด้วย ชายหนุ่มนั้นเป็นบุรุษที่เรียกได้ว่าสมกับเกิดมาเป็นชายชาตรีเลยก็ว่าได้ ร่างสูงโปร่งแต่ดูแข็งแกร่ง ไหล่กว้างดูปลอดภัย ช่วงลำตัวเองก็ดูสมส่วนออกไปทางมีกล้ามเนื้อ ยิ่งเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกรวบมัดเอาไว้ครึ่งหัวด้วยผ้าผูกผมสีน้ำเงินเข้ม
ยิ่งทำให้บุรุษตรงหน้าดูดีจนราวกับหลุดออกมาจากโลกนิยาย ส่วนผิวภายใต้เสื้อผ้าที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดดนั้นก็ขาว เนียน ละเอียดราวกับผิวของสตรี จนเหอฟ่านชิงคิดว่าครอบครัวสกุลหยางคงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปอย่างพวกนางเป็นแน่ พวกเขาคงจะมีฐานะในอดีตที่ไม่ธรรมดาเพียงแต่ต้องมาใช้ชีวิตอย่างเช่นชาวบ้านธรรมดา ๆ เพียงเท่านั้น
ซึ่งเหตุผลเหล่านั้นนางเองก็ไม่ได้สนใจ ขอเพียงพวกเขาไม่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ครอบครัวของนางก็เป็นพอ ในวันนี้ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ผ้าปิดบังใบหน้าเหมือนอย่างที่หยางหลิงชอบบอกว่าเขามักจะใส่ผ้าคลุมหรือไม่ก็หมวกสานเพื่อปิดบังใบหน้าของตัวเองเอาไว้
นางจึงได้สังเกตใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ เพื่อหาคำตอบของสาเหตุรอยดำที่ขึ้นอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย จนเหอฟ่านชิงหลงลืมไปว่าในตอนนี้ตนเองนั้นกำลังเดินอยู่ในป่าชั้นกลางที่เริ่มมีสัตว์ออกมาหากิน เช่นไก่ป่า กระต่ายป่า หรือแม้แต่กระรอกก็มีออกมาให้ชายหนุ่มได้แสดงฝีมือในการล่าสัตว์ ทำเอาเหอฟ่านชิงที่คิดว่าตัวเองยิ่งธนูเก่งแล้วนั้นต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากพร้อมกับแอบสบถอยู่ในใจ
'นี่เขาจะยิ่งธนูเก่งเกินไปหรือไม่นะ ทำเอาข้ารู้สึกเป็นมือสมัครเล่นไปเลย'
แต่แล้วในขณะที่เหอฟ่านชิงกำลังกวาดสายตาไปรอบ ๆ ตัวเพื่อมองหาเหยื่อเป็นของตัวเองบ้าง ดวงตากระจ่างใสก็พบเข้ากับไก่ป่าตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติกำลังยืนเกาะอยู่บนต้นไม้ถัดจากนางไปเพียงสองช่วงตัว เมื่อเห็นเป้าหมายอยู่ไม่ไกลมือหยาบกร้านของเหอฟ่านชิงก็รีบหยิบลูกธนูจากกระบอกที่สะพายไว้ด้านหลัง
จากนั้นก็เล็งธนูไปยังจุดตายของไก่ป่าตัวที่เป็นเป้าหมายก่อนที่นางจะง้างสายธนูจนสุดแรงแล้วปล่อยออกไปในชั่วอึดลมหายใจลูกธนูของเหอฟ่านชิงก็พุ่งเข้าไปปักตรงส่วนของลำคอไก่ป่าตัวนั้นจนร่างของมันร่วงตกลงมาที่พื้นจนเกิดเสียงดัง
ฟิ้วว พรึบ ตุ๊บบ
"ฮู่ว...ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ทำไม่ร่างกายนี้ถึงได้อ่อนแอเช่นนี้กัน กลับไปคงต้องออกกำลังกายเรียกพลังเสียแล้ว" เด็กสาวที่เอ่ยพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่ขาก็ก้าวตรงไปยังร่างของไก่ป่าที่นางเพิ่งจะสังหารมันลงเมื่อครู่ ท่ามกลางสายตาเรียวคมสีน้ำตาลอ่อนที่จ้องมองทุกการกระทำของเด็กสาวตั้งแต่ที่นางเริ่มหยิบลูกธนูออกมาจากด้านหลังแล้วนั่นเอง
เพียงแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเขาทำเพียงจ้องมองเด็กสาวที่สามารถสังหารไก่ป่าตัวใหญ่ลงได้ ด้วยฝีมือการยิ่งธนูที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่านางจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ เขาคงจะดูนางผิดไปเสียแล้ว
"พี่หยางฉีข้าเองก็ล่าไก่ป่าได้เหมือนกันเจ้าค่ะ แถมตัวใหญ่มากด้วย" เหอฟ่านชิงที่ยังคงมัวแต่ดีใจกับการล่าในครั้งแรกรีบนำไก่ป่าที่สังหารมาได้มาให้ชายหนุ่มได้ดูราวกับเด็กที่ต้องการคำชมไม่มีผิด
"อื้ม...ฝีมือไม่เลวเลยนี่ เช่นนั้นเจ้าลองสังหารกระต่ายป่าสองตัวนั้นดูสิ"
นอกจากหยางฉีจะทำเป็นเมินต่อสายตาวิบวับของอีกฝ่ายแล้วนั้น เขายังจงใจเอ่ยหยั่งเชิงอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าด้านหน้าห่างไปไม่ไกลได้มีกระต่ายป่าสองตัวที่ตัวอวบอ้วนกำลังกินหญ้าอยู่เขาจึงได้เอ่ยกับเด็กสาวเพื่อต้องการดูฝีมือของอีกฝ่ายอีกครั้ง
"ว้าว....กระต่ายป่าสองตัวนั้นดูอวบอ้วนยิ่งนัก เนื้อของมันคงจะอร่อยมาเป็นแน่"
เอ่ยจบร่างผอมบางของเหอฟ่านชิงก็ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปให้ใกล้กับเจ้ากระต่ายน้อยทั้งสองตัวด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนคิดว่าได้ระยะที่พอเหมาะ
มือหยาบกร้านก็คว้าหยิบลูกธนูออกมาถึงสองดอก ก่อนที่นางจะขึ้นสายธนูจนสุดแรงแล้วปล่อยออกไปยังเป้าหมายที่เล็กเอาไว้นั้นก็คือส่วนลำคอ
ฟิ้วว ฟิ้ว ปึกก ปึกก
เสียงแหวกอากาศของลูกธนูทั้งสองดอกที่ถูกปล่อยออกไปด้วยความแรงและรวดเร็วพุ่งปักเข้าไปที่ต้นคอของเจ้ากระต่ายสองตัวที่โชคร้ายตัวนั้นอย่างแม่นยำจนร่างของมันแน่นิ่งสิ้นลมในเวลาไม่นาน
เมื่อเหอฟ่านชิงเห็นว่าเป้าหมายล้มลงสิ้นใจก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากจนลืมตัวกระโดดกอดแขนของชายหนุ่มด้วยความดีใจ ก่อนจะผละออกมาเหมือนที่ตนเองชอบทำเมื่อดีใจมาก ๆ
"!!!"
เพียงแต่การกระทำที่ไม่รู้ตัวของเด็กสาวนั้นทำให้ใบหน้าของหยางฉีถึงกับแดงเถือกลามไปจนถึงใบหูทั้งสองข้างอย่างเขินอาย
เพราะนอกจากมารดาและน้องสาวเขาก็ไม่เคยให้สตรีคนไหนได้ใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้มาก่อน จึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะแสดงอาการเช่นนี้ออกมาหลังจากที่ถูกเด็กสาวสวมกอดเข้าที่ต้นแขนเมื่อครู่ แต่ตัวต้นเหตุกลับไม่มีท่าทางจะรับรู้ได้เลย
"อะแฮ่ม...เจ้าไปเรียนการยิงธนูมาจากผู้ใดกัน" หลังจากที่ปรับสีหน้าให้เป็นปกติหยางฉีจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าคล้ายสงสัย
ทำเอาเด็กสาวถึงกับตกใจเพราะนางมัวแต่สนใจในการล่าสัตว์จนหลงลืมตัวไปแสดงฝีมือเสียเต็มที่ชายหนุ่มจึงได้สงสัยขึ้นมาเช่นนี้
"เอ่อ..คือข้าได้รับความเมตตามาจากท่านตาผู้หนึ่ง ข้าเคยช่วยเหลือท่านตาเอาไว้ท่านจึงได้สอนวิชายิงธนูนี้ให้กับข้าน่ะเจ้าค่ะ"
เหอฟ่านชิงรีบเค้นสมองเพื่อหาทางรอดให้กับตัวเองได้อย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะเอ่ยแก้ตัวกับชายหนุ่มตรงหน้าได้อย่างลื่นไหล
"เช่นนั้นรึ?"
เพียงแต่ทำไมบุรุษผู้นี้จึงได้มีความเฉลียวฉลาดถึงกับมองออกว่าเป็นเพียงคำโกหกของเด็กสาว แต่เขาเองก็ไม่คิดที่จะซักไซ้ให้เด็กสาวต้องลำบากใจด้วยเขาเองก็รู้ว่าทุกคนล้วนมีความลับและเหตุผลเป็นของตนเอง
"เจ้าค่ะ"
"...." ไร้เสียงใด ๆ จากอีกฝ่ายมีเพียงใบหน้าของชายหนุ่มที่จ้องมองไปยังกระต่ายสองตัวที่นอนนิ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนที่เขาจะหันกลับมาหาเหอฟ่านชิงอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยขึ้นอีกหนึ่งประโยค
"เจ้า....."
"......."
************************************************************************************************
ตัดฉับบ เอะอิพี่จะพูดอะไรกับยัยน้องกันน๊ามีใครเดาได้บ้างไหมเอ่ย
เสียงสะดุ้งสุดตัวของทั้งสามคนทำเอาเหอฟ่านชิงกับเหอชงหยวนถึงกับตกใจตาม ด้วยไม่คิดว่าทั้งสามคนจะมีอาการหนักถึงเพียงนี้"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านยังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ" เด็กสาวรีบเอ่ยถามอาการของทั้งสามคนด้วยความเป็นห่วงเพียะ!แต่กลับได้ฝ่ามือมารดาที่ฟาดลงมายังต้นแขนของนางแทนคำตอบเสียอย่างนั้น"นี่แหนะโทษฐานที่ทำให้แม่เกือบหัวใจวายตาย" นางมี่ซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดโทษ พร้อมกันนั้นเหอหลวนซานและเหอชงอี้เองก็ยังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำพูดของนางมี่ซือ"โอ๊ยยท่านแม่เจ้าคะ ลูกไม่ได้ตั้งใจเพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะเอ่ยบอกพวกท่านจริง ๆ " เหอฟ่านชิงเอ่ยขอโทษมารดาพร้อมทั้งใช้มือลูบไปมาบริเวณที่โดนตี ราวกับว่าเจ็บปวดมากมายนางมี่ซือเห็นการแสดงของบุตรสาวก็ถึงกับอยากจะตีซ้ำลงไปอีกสักครั้งด้วยความหมั่นเคี้ยวกับท่าทางที่เด็กสาวแสดงละครอยู่ในตอนนี้"เอาเถิด ๆ ตอนนี้เรามาคุยเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า ชิงเอ๋อร์เจ้าคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรก็ว่ามา"เหอหลวนซานที่เห็นว่าภรรยารักจะลงมือฟาดบุตรสาวของตนอีกครั้งจึงได้รีบเอ่ยห้ามทั
"เจ้าว่าอย่างไรนะชิงเอ๋อร์!" เหอหลวนซานที่หายจากอาการตกใจแล้วนั้นก็ได้เอ่ยถามบุตรสาวของตนเองเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครู่"ข้าบอกว่าข้าขายเห็ดหลินจือดำสามดอกได้เงินมาหนึ่งร้อยตำลึงทองเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าอยากจะขอแบ่งให้กับพี่หยางฉีสักห้าสิบตำลึงทอง เพราะถ้าข้าไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพี่หยางฉีข้าก็คงจะไม่ได้พบกับเห็ดหลินจือดำพวกนี้หรอกเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกราคาที่ขายเจ้าเห้ดหลินจือดำได้ให้กับผู้เป็นบิดาฟังอีกครั้งพร้อมทั้งนางยังต้องการขออนุญาตในการแบ่งเงินอีกจำนวนหนึ่งให้กับชายหนุ่มที่เป็นผู้พาตนเองขึ้นเขาในครั้งนี้อีกด้วย"จะได้อย่างไรกันนั่นเป็นเงินของเจ้าหาได้เกี่ยวข้องกับบุตรชายของลุงไม่ เจ้าไม่ต้องแบ่งให้เจ้าหน้าตายนี่หรอกเก็บเอาไว้เสีย" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบอนุญาตหรือไม่กับคำขอของเด็กสาว หยางเฟิงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทนด้วยเขาเองก็ไม่คิดว่าจะต้องจำเป็นถึงขนาดที่เด็กสาวจะต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับบุตรชายของตนเองเพียงเพราะเขาเป็นผู้พาขึ้นไปเท่านั้น"แต่ว่า....""ท่านพ่อพี่พูดถูกต้องแล้วละเจ้าไม่จำเป็นจะต้องแบ่งเงินส่วนแบ่งที่เจ
"เอาละ ๆ อาซานเจ้าพาพี่หยางกับผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าหนุ่มนี่เข้าไปคุยตกลงเรื่องหมั้นหมายกับข้าด้านในเสีย ส่วนเจ้ายายแก่จะเข้าไปฟังด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ก็พากันกลับไปเสีย" เหอหานตงที่ยืนเงียบเฝ้ามองภาพสองครอบครัวที่ดูมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเพียงแต่ชายชรากับเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเอ่ยบอกกับบุตรชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เขาที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของเด็กสาวจึงต้องอยู่ร่วมรับฟังด้วย"ขอรับท่านพ่อ เชิญท่านลุงหยางกับพี่หยางเฟิงด้านในบ้านเลยขอรับ" เหอหลวนซานเองก็เอ่ยรับคำของบิดาด้วยความดีใจที่อย่างน้อย ๆ บิดาของตนก็ยังคงใส่ใจลูก ๆ ของเขาอยู่ไม่น้อย"ข้าไม่ขออยู่ฟังก็แล้วกัน เรื่องงามหน้าเช่นนี้ข้าฟังแล้วรู้สึกเป็นเสนียดหูยิ่ง ไปกันเถิดหลานรักพาย่ากลับบ้านที" นางจางที่ไม่พอใจตั้งแต่ที่นางถูกสามีดุด่าต่อหน้าผู้คนเพียงเพราะหลานสาวคนเล็กอยู่ก่อนแล้วจึงได้เอ่ยปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จากนั่นก็บอกให้หลานสาวอันเป็นที่รักมาช่วยพยุงตนเองกลับบ้านในทันทีเมื่อนางจาง นางจูและเหอลี่ถิงจากไปแล้วผู้ใหญ่ทั้ง
เหอฟ่านชิงเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้างุนงง ว่าตนเองไปทำเรื่องเสื่อมเสียอะไรให้กับคนสกุลเหอบ้านใหญ่ จนทำให้ต้องยกกันมาถึงที่บ้านของนาง"หึ ก็แกเมื่อวานไปนอนกกกอดกับผู้ชายบนเขาจนถึงเช้าไม่ใช่หรืออย่างไรกัน"เป็นนางจางที่เป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของหลานสาวที่นางไม่เคยคิดจะรัก"หะ! เมื่อวานข้าเพียงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่พอตอนจะกลับลงมาฝนดันตกหนักจนมองไม่เห็นเส้นทางจึงได้พากันไปหลบฝน""อีกทั้งมันยังตกหนักยาวนานกว่าจะหยุดก็เกือบรุ่งเช้าแล้ว ข้ากับพี่หยางฉีไม่ได้นัดกันขึ้นเขาไปพอดรักกันเสียหน่อยนะเจ้าคะท่านย่า"เหอฟ่านชิงเอ่าบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปตามความจริงให้กับทุกคนได้รับรู้แต่ว่าจะมีคนเชื่อถือหรือไม่ก็สุดแล้วแต่พวกเขาเถิด นางเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งสนใจคำพูดของผู้ที่ไม่ได้หาเลี้ยงดูนางและครอบครัวอยู่แล้ว"เหอะ แล้วไหนเล่าหลักฐานที่จะเอามายืนยันว่าพวกเจ้าทั้งสองไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสียกัน ชายหญิงอยู่กันเพียงลำพังบนเขา ซ้ำฝนยังตกหนักเช่นนั้นอีก"แต่แล้วจู่ ๆ คำพูดที่ดูจะกร้านโลกนี้ของเหอลี่ถิงก็ดังขึ้น นางพูดออกมาเป็นห
"ว่ายังไง ทำไมเจ้าไม่ตอบคำถามของข้ากัน หรือว่านังเด็กนั่น.....บัดซบ!"เมื่อนางจางเห็นว่าคนทั้งสามเอาแต่นิ่งเงียบไม่เอ่ยโต้ตอบเหมือนเช่นทุกครั้ง จึงได้เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาเหี่ยวย่นของนางจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อคาดเดาคำตอบได้จากท่าทางของคนทั้งสามจนนางจางถึงกับหลุดด่าคำหยาบออกมา"นังเด็กสารเลวนั่นอยู่ที่ไหน! ไปเรียกนังตัวดีออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้นะเจ้าลูกอกตัญญู"หญิงชราเอ่ยตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธที่พุ่งจนถึงที่สุด นางแทบอยากจะจับหลานสาวไม่รักดีมาทุบตีที่หายอับอายยิ่งนัก"อาซานเจ้าบอกข้ามาสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง"ท่ามกลางความตึงเครียดจู่ ๆ เสียงแหบแห้งของผู้เฒ่าเหอก็เอ่ยถามกับบุตรชายด้วยใบหน้านิ่งสงบ ชายชรายังคงไม่เชื่อว่าเรื่องที่ชาวบ้านเอ่ยมาจะเป็นความจริงเพราะเขานั้นรู้ดีที่สุดว่าลูกชายคนเล็กของตนไม่มีทางให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเพราะพวกเขานั้นรกและทะนุถนอมบุตรีเสียยิ่งกว่าอะไรดี คงไม่มีทางยอมให้เด็กสาวทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้ได้อย่างแน่นอน"ท่านพ่อ.....ชิงเอ๋อร์ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแบบนั้นอย่างแน่นอน
อีกด้านของหมู่บ้านเป่าหนิงหลังจากที่พวกของเหอฟ่านชิงเดินทางเข้าเมือง เหอชงอี้ก็ได้นำไก่ป่ากับกระต่ายป่าบางส่วนที่ผู้เป็นน้องสาวล่ามาได้เดินกลับไปยังบ้านของตัวเองด้วยความสบายใจโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าเมื่อครู่นี้ในตอนที่หยางฉีกับเหอฟ่านชิงเดินออกมาจากป่าด้วยกันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสามคนที่พบเห็นแต่ยังมีสองสามีภรรยาบ้านจวงที่ออกมาหาผักป่าตั้งแต่เช้าพบเห็นเข้าเช่นกัน นางจวงที่เป็นพวกปากตลาดอยู่แล้วจึงได้นำเรื่องที่เห็นเมื่อช่วงเช้าไปพูดต่อกับเหล่าแม่บ้านภายในหมู่บ้านจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในเวลาต่อมาข่าวลือว่าบุตรสาวคนเล็กของบ้านเหอนั้นแอบไปนอนค้างอ้างแรมกับชายหนุ่มในป่าจนถึงเช้า ไม่รู้ว่าบิดามารดาจะรู้เห็นเรื่องนี้หรือไม่ อีกทั้งตอนที่ออกมายังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยทำเอาเหล่าแม่บ้านทั้งหลายที่ได้ฟังคำบอกเล่าที่ใส่สีตีไข่เข้าไปอีกนั้นถึงกับรับไม่ได้กับพฤติกรรมไร้ยางอายของเด็กสาวจนต้องนำเรื่องนี้ไปเอ่ยบอกแก่นางจางผู้เป็นท่านย่าของเหอฟ่านชิง"ท่านป้าจางอยู่หรือไม่เจ้าคะ"หนึ่งในแม่บ้านที่ได้ยินข่าวลือของเหอฟ่านชิงมาที่ต้องการ







