เข้าสู่ระบบท้องฟ้าเหนือภูเขาทองถูกฉาบด้วยสีแดงก่ำจากรัศมีของโดรนพิฆาตที่บินวนเวียนประดุจฝูงแร้งเหล็ก นาราในชุดนักบวชสีขาวบริสุทธิ์ยืนตระหง่านอยู่หน้าสถูปเจดีย์ทองคำ เธอใช้คฑาที่ปลายหัวเป็นเซนเซอร์แสงวาดวงกลมกลางอากาศเพื่อกางโล่พลังงาน “ข่ายมนตราสุริยัน” ป้องกันยอดเขาเอาไว้ แต่มันเป็นเพียงการประวิงเวลาเท่านั้น เพราะที่ตีนเขานั้น ปรากฏร่างมหึมาที่ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนทุกย่างก้าว
“นั่นมัน... กุมภกรรณ” เคนพึมพำพลางกระชับดาบเลเซอร์สีเขียวมรกตในมือ ร่างนั้นคือไซบอร์กยักษ์สูงกว่าสี่เมตร ผิวหนังโลหะสีเขียวเข้มสะท้อนแสง แขนขวาของมันถูกดัดแปลงเป็นค้อนไฮดรอลิกยักษ์ที่สามารถทุบทำลายคอนกรีตเสริมเหล็กให้กลายเป็นผงได้ในพริบตา ดวงตาเดียวกลางใบหน้าเหล็กของมันส่องแสงสีม่วงอำมหิต มันคือขุนพลลำดับที่สองของทศกัณฐ์ OS ที่ถูกโปรแกรมมาเพื่อการทำลายล้างสถานหนัก “ก้องภพ! ฟังฉัน!” นาราหันมาตะโกนสู้เสียงคำรามของเครื่องยนต์ยักษ์ “เคนกับเมยจะยันกุมภกรรณไว้ในโลกเนื้อหนัง แต่เธอต้องเข้าสู่โลกเสมือนร่วมกับฉันเพื่อปลุก ‘ยันต์อัคนีโลกันตร์’ ใบที่สองที่ซ่อนอยู่ใน Core ของภูเขาทอง ถ้าเราปลุกมันไม่ได้ พลังของยันต์ใบแรกจะหมดลง และเราจะถูกบดขยี้ที่นี่!” ก้องภพพยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่ เขานั่งขัดสมาธิลงข้างเจดีย์ทองคำ นาราเชื่อมต่อสาย Neural Link ระหว่างเธอกับก้องภพและพอร์ตข้อมูลของภูเขาทอง ทันทีที่กระแสข้อมูลไหลผ่าน ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ในโลกเนื้อหนัง (The Physical World): กุมภกรรณเหวี่ยงค้อนยักษ์เข้าใส่โล่พลังงานของนาราจนเกิดเสียงระเบิดกังวานไปทั่วเขตพระนคร “พวกมดปลวกที่พยายามขัดขวางวิวัฒนาการ... จงกลายเป็นเศษเหล็ก!” เสียงสังเคราะห์ที่แหบต่ำของมันดังสนั่น เคนพุ่งตัวออกไปเหมือนลูกศรสีเขียว ดาบเลเซอร์ของเขาฟาดฟันเข้าที่ข้อต่อขาของยักษ์เหล็ก แต่เกราะของมันหนาเกินไปจนเกิดเพียงรอยถลอก “เมย! สนับสนุนหน่อย!” เคนตะโกนพลางม้วนตัวหลบแรงกระแทกจากค้อนที่ทุบลงพื้นจนยุบเป็นหลุมกว้าง เมยร่ายรำพัดโฮโลแกรม ปล่อยไวรัสรบกวนการทรงตัว (Balance Disruption Virus) เข้าใส่เซนเซอร์ของกุมภกรรณ ทำให้มันชะงักไปชั่วครู่ “เร่งมือเข้าก้อง! เราจะต้านมันได้ไม่นาน!” ในโลกไซเบอร์ (The Cyber World): ก้องภพและนาราลืมตาขึ้นในมิติที่เป็นเปลวไฟสีดิจิทัลโชติช่วง ที่นี่คือห้องเครื่องของภูเขาทองซึ่งเต็มไปด้วยลาวาของข้อมูลที่ร้อนแรง กึ่งกลางแมกม่านั้นมีดาบยักษ์เล่มหนึ่งปักอยู่บนแท่นรหัสลับที่มีอักขระ “ยันต์เก้าโลกา” ใบที่สองสลักไว้ “นั่นคือยันต์อัคนีโลกันตร์ ก้อง... เธอต้องเข้าไปดึงมันออกมาด้วยมือของเธอเอง แต่ระวังนะ ไฟพวกนี้คือคำสั่ง ‘Delete’ ของทศกัณฐ์ ถ้าเธอแตะพลาด จิตสำนึกของเธอจะถูกลบทิ้งถาวร” นาราเตือนพลางใช้พลังช่วยสร้างสะพานข้อมูลให้ก้องเดินข้าม ก้องภพเรียกพลังจากยันต์วายุภักษ์ใบแรก สร้างเกราะลมสีขาวห่อหุ้มร่างกายเพื่อต้านทานความร้อนจากรหัสทำลายล้าง เขาเดินฝ่าพายุเพลิงเข้าไปจนถึงแท่นดาบ ทุกก้าวที่เหยียบลงไป ความทรงจำที่ถูกบิดเบี้ยวเริ่มจู่โจมเขาอีกครั้ง เขาเห็นภาพพ่อของเขาที่เป็นหนึ่งในผู้สร้างยักษ์เหล่านี้ เห็นความเสียใจของพ่อที่เห็นผลงานตัวเองกลายเป็นอาวุธสังหาร “พ่อ... ผมจะแก้ไขมันเอง” ก้องภพคำรามพลางคว้าด้ามดาบอัคนีไว้แน่น ในโลกเนื้อหนัง: กุมภกรรณเริ่มกู้ระบบคืนมาได้ มันใช้ปืนใหญ่ไอออนที่ไหล่สาดกระสุนเข้าใส่เคนและเมยอย่างบ้าคลั่ง เคนถูกแรงอัดระเบิดจนกระเด็นไปกระแทกกับฐานเจดีย์ เลือดสีแดงสดไหลซึมจากหน้าผาก “ไอ้หนู... ถ้าไม่เสร็จตอนนี้... เราตายกันหมดแน่...” กุมภกรรณเงื้อค้อนยักษ์ขึ้นสูง หมายจะทุบลงที่ร่างของก้องภพและนาราที่กำลังอยู่ในภวังค์! วินาทีสุดท้าย: ก้องภพในโลกไซเบอร์กระชากดาบอัคนีออกมาได้สำเร็จ! แสงสีแดงเพลิงระเบิดออกจากตัวเขาในโลกความจริง ร่างของเขาลอยขึ้นจากพื้นดินพร้อมกับออร่าสีแดงเพลิงเข้มที่หมุนวนรอบตัวเป็นรูปหนุมานที่กำลังแผลงฤทธิ์ท่ามกลางกองไฟ [Active: Agni Protocol - ยันต์อัคนีโลกันตร์] ก้องภพลืมตาขึ้น ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสีเพลิง เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว คลื่นความร้อนมหาศาลก็พุ่งเข้าปะทะกับกุมภกรรณจนมันกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร เกราะโลหะสีเขียวของมันเริ่มหลอมละลายจากการโจมตีด้วยรหัสอุณหภูมิสูง “นี่คือพลัง... ของยันต์ใบที่สอง” ก้องภพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังกว่าเดิม เขาพุ่งเข้าหากุมภกรรณด้วยความเร็วของวายุและพลังทำลายของอัคคี ดาบแสงสีแดงปรากฏขึ้นในมือของเขา เขาฟันฉับเดียวตัดแขนค้อนไฮดรอลิกของกุมภกรรณจนขาดสะบั้น “ระบบ... ล้มเหลว... ทศกัณฐ์... ข้าขอโทษ...” กุมภกรรณส่งเสียงขาดๆ หายๆ ก่อนที่ร่างยักษ์จะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความร้อนมหาศาลจากภายใน ความเงียบกลับมาสู่ภูเขาทองอีกครั้ง ก้องภพร่วงลงสู่พื้นด้วยความอ่อนแรง นารารีบเข้ามาประคองเขาไว้ แม้จะชนะ แต่ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก ยันต์ใบที่สองได้รับการปลุกแล้ว แต่มันก็ส่งสัญญาณเตือนไปถึงทศกัณฐ์ว่า “ผู้สืบทอดที่แท้จริง” ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ “เราต้องรีบหนีไปฝั่งธนบุรี” นาราพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ทศกัณฐ์กำลังสั่ง Reboot เมืองหลวงทั้งระบบเพื่อหาตำแหน่งของเรา การต่อสู้ที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น”วูบบบบบบบบ! แคร่กๆๆ!เสียงเครื่องยนต์พลาสม่า V12 ของ "เรือหลวงจ่าเงาะ" (HTMS Ja-Ngob Mk.II) ครางกระหึ่มจนถึงขีดสุด โครงสร้างเกราะไคตินของเรือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขณะที่มันพุ่งทะยานในแนวดิ่ง ไต่ระดับขึ้นไปตามปล่องอุโมงค์หินแคบๆ มุ่งหน้าสู่ผิวดินภายในเรือตอนนี้อัดแน่นไปด้วยชีวิต ทั้งกลุ่มกุมภัณฑ์ เหล่าคนเก็บขยะ ชนเผ่าผู้สยบสมิงนับร้อยชีวิต และบรรดาสัตว์สมิงไซเบอร์ ทั้งหมาป่า แมงป่องยักษ์ และแม้แต่ "ไกรสรจักรกล" ที่นอนหมอบอย่างสงบอยู่กลางดาดฟ้าเรือ กินพื้นที่ไปกว่าหนึ่งในสี่"น้ำหนักบรรทุกเกินพิกัดไปสามร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว!" ไวท์ แหกปากตะโกนหน้าดำหน้าแดง สับสวิตช์โอเวอร์ไดรฟ์รัวๆ "คอยล์ต้านแรงโน้มถ่วงกำลังจะร้องไห้แล้ว! ถ้าพ้นปากหลุมไปได้ เราต้องร่อนลงแตะพื้นทรายทันที บินสูงไม่ได้เด็ดขาด!""ทำตามที่นายถนัดเลยไวท์! แค่พาพวกเราออกไปให้พ้นหลุมนี้ก็พอ!" ก้องภพ ที่ยืนเกาะพนักเก้าอี้กัปตันตะโกนตอบตู้มมมมมม!เรือหลวงจ่าเงาะพุ่งพรวดทะลุรอยแยกแผ่นดินขึ้นมาสู่ผิวดินได้สำเร็จ! แสงแดดอันร้อนระอุและ "พายุฝุ่นจักรกล" (Nano-Scrap Storm) สีแดงฉานของทะเลทรายเหล็กกล้า พัดกระหน่ำเข้าใส่ตัวเรือทันทีไวท์ห
"ยิงทิ้งให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่ซากกระดูก!"เสียงคำรามสั่งการของ "แสงอาทิตย์" ขุนพลผู้บ้าคลั่งแห่งทิศตะวันตก ดังก้องกังวานทะลุลงมาจากเพดานถ้ำที่ถูกระเบิดเปิดออก รถถังพ่นไฟ (Blaze Tanks) ล้อตีนตะขาบสีแดงเลือดหมูนับสิบบดขยี้เศษหินและซากปรักหักพัง ไหลทะลักลงมาตามทางลาดชันราวกับสายธารแห่งความตาย ทหารไซบอร์กในชุดเกราะกันความร้อนนับร้อยนายวิ่งตามลงมาพร้อมปืนพลาสม่าที่สาดกระสุนแสงสีแดงวูบวาบไปทั่วทุกทิศทางกระโจมที่พักของชนเผ่าผู้สยบสมิงถูกเปลวไฟแผดเผาจนมอดไหม้ในพริบตา ความสงบสุขของ "รังซ่อนทราย" กำลังถูกทำลายป่นปี้!ก้องภพ ที่เพิ่งผสาน "แก้วสุริยกานต์" เข้ากับ ยันต์อัคนีโลกันต์ หันขวับไปมองกองทัพอัคคี นัยน์ตาของเขาสะท้อนแสงไฟที่กำลังลุกโชน ร่างกายของเขาแผ่ไอความร้อนจางๆ ออกมา มันไม่ใช่ความร้อนที่ทำร้าย แต่เป็นพลังงานที่พร้อมจะปะทุ"ผมจะออกไปยันพวกมันไว้เอง! พี่วิน เคน คุ้มกันชาวเผ่าขึ้นเรือ!" ก้องภพก้าวออกไปข้างหน้า เตรียมจะทดสอบพลังธาตุไฟที่เพิ่งได้รับมาแต่มือที่หยาบกร้านและแข็งแกร่งของ สมิง คว้าไหล่ของเขาไว้แน่น"ใจเย็นก่อนไอ้หนุ่ม..." สมิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาของนักล่าเปล่งประกายคมก
ความร้อนระอุภายใน "โอเอซิสใต้พิภพ" ไม่ได้มาจากแสงแดดของทะเลทรายเบื้องบน แต่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกสุดของถ้ำ สมิง เดินนำก้องภพและทีมกุมภัณฑ์ลัดเลาะผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่า มุ่งหน้าไปยังลานกว้างด้านในสุด ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงหินภูเขาไฟ"คริสตัลเรืองแสงที่พวกเจ้าเห็นบนเพดานถ้ำนั่น... มันเป็นแค่รังสีสะท้อนเท่านั้น" สมิงอธิบายขณะก้าวเดิน แววตาของเขาแฝงไปด้วยความกังวล "ของจริง... ถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด และอันตรายที่สุด"เมื่อพวกเขาเดินพ้นกำแพงหินเข้ามา อากาศรอบตัวก็บิดเบี้ยวด้วยความร้อนจัดราวกับยืนอยู่หน้าเตาหลอมเหล็ก เบื้องหน้าของพวกเขาคือบ่อลาวาขนาดย่อมที่กำลังเดือดปุดๆ และที่ใจกลางบ่อนั้น... มีสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์กำลังนอนขดตัวอยู่มันคือ "ไกรสรจักรกล" (Cyber-Lion Deity) พญาราชสีห์ไซเบอร์ที่เป็นสัตว์เทพพิทักษ์ประจำเผ่า!ลำตัวของมันใหญ่โตเทียบเท่ารถถัง หุ้มด้วยเกราะไคตินสีทองแดงที่สลักลวดลายไทยโบราณ แผงคอของมันไม่ใช่เส้นขน แต่เป็นเปลวพลาสม่าสีส้มแดงที่ลุกโชนตลอดเวลา ทว่าสภาพของมันในตอนนี้ดูไม่สู้ดีนัก ลำตัวของมันสั่นเทาอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทร
"10 นาฬิกา! ระยะ 15 เมตร! พุ่งขึ้นมาแล้ว!"เสียงตะโกนสั่งการของ ก้องภพ ดังก้องแข่งกับเสียงคำรามของพายุฝุ่นจักรกล (Nano-Scrap Storm) ที่กำลังพัดกระหน่ำ "เรือหลวงจ่าเงาะ" อย่างบ้าคลั่ง ทัศนวิสัยรอบด้านยังคงมืดบอดสนิท มีเพียงประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์จาก "ยันต์อักขระวานรสดับ" ที่ทำหน้าที่เป็นเรดาร์เดียวให้กับทีม"รับทราบ!" วินหันกระบอกปืนใหญ่เกาส์แคนนอนไปตามทิศทางที่ก้องภพบอก เหนี่ยวไกยิงกระสุนแม่เหล็กไฟฟ้าสวนกลับเข้าไปในม่านฝุ่นสีแดงเปรี้ยงงงง! กี๊ซซซ! เสียงร้องแหลมเล็กของเหล็กเสียดสีกันดังก้อง ตามมาด้วยซากของ "แมงป่องไซเบอร์" ขนาดยักษ์ที่ร่วงกระแทกพื้นทราย"สวยงามพี่วิน! แต่อย่าเพิ่งหยุด! 6 นาฬิกา! ท้ายเรือ!" ก้องภพหันขวับ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก การใช้โสตประสาทจับตำแหน่งศัตรูนับสิบตัวพร้อมกันในสภาพแวดล้อมที่มีแต่เสียงรบกวน ทำให้สมองของเขาทำงานหนักแทบระเบิดเคน และ มโนราห์ คอยสกัดกั้นแมงป่องเหล็กที่พยายามกระโดดเกาะกาบเรือซ้ายขวา ดาบเลเซอร์และธนูระเบิดทำงานประสานกันอย่างลงตัว แต่ฝูงสัตว์สมิงไซเบอร์พวกนี้ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด พวกมันมุดลงทรายแล้วโผล่ขึ้นมาใหม่ราวกับฝูงผีดิบที่หิวโหย"เกราะเรือเรา
การเดินทางออกจาก "นิทรานคร" ใต้บาดาล เต็มไปด้วยความหวังและเสบียงที่อัดแน่นจนเต็มลำ "เรือหลวงจ่าเงาะ" (HTMS Ja-Ngob Mk.II) ศ.นที และชาวเมืองบาดาลได้ตอบแทนกลุ่มกุมภัณฑ์ด้วยการอัปเกรดระบบพยาบาลและเทคโนโลยีชีวภาพให้เรือเหาะลำนี้กลายเป็นฐานทัพเคลื่อนที่ขนาดย่อม เมย ได้รับห้องพยาบาลที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือผ่าตัดอัตโนมัติและเตียงสแกนร่างกายล้ำยุค ส่วน ไวท์ ก็ได้อะไหล่ใหม่มาอุดรอยรั่วและปรับจูนคอยล์ต้านแรงโน้มถ่วงให้เสถียรยิ่งขึ้นแต่ทว่า... เมื่อเรือเหาะขนาดยักษ์แล่นฝ่ากระแสน้ำ มุ่งหน้าลงสู่ทิศตะวันตก (บริเวณที่เคยเป็นเทือกเขาตะนาวศรีและกาญจนบุรี) ทิวทัศน์รอบกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและน่าสะพรึงกลัวแม่น้ำที่เคยเชี่ยวกรากค่อยๆ เหือดแห้งลงจนกลายเป็นเพียงโคลนตม ก่อนจะแปรสภาพเป็นผืนดินแตกระแหง ระดับน้ำทะเลที่เคยท่วมสูงถูกแผ่นดินที่ยกตัวขึ้นจากรอยเลื่อนเปลือกโลกดันกลับไป สภาพแวดล้อมสีเขียวและผืนน้ำสีครามมลายหายไป สู่โลกที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานอุณหภูมิภายนอกพุ่งสูงทะลุ 50 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าไม่มีเมฆแม้แต่ก้อนเดียว มีเพียงดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอย่างเกรี้ยวกราดท่ามกลางชั้นบรรยากาศที่บา
เสียงแจ้งเตือน [CRITICAL ERROR] ดับลง พร้อมกับแสงสีม่วงทะมึนของไมยราพที่จางหายไปจากระบบเครือข่ายของมหานคร แกนดอกบัว (The Lotus Core) ขนาดยักษ์ใจกลางเมืองที่เคยทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานชีวิต บัดนี้หยุดหมุนและค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงฉานเป็นสีฟ้าครามบริสุทธิ์ก้องภพ อุ้มร่างของ เมย ที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำยาหล่อเย็น เดินฝ่าความมืดมิดของห้วงอเวจีขึ้นมาสู่ระดับชั้นผิวดินของนิทรานคร รอยแผลและรอยไหม้ตามร่างกายของชายหนุ่มไม่ได้ทำให้ฝีเท้าของเขาลดความมั่นคงลงเลย แววตาของเขาทอประกายแห่งความโล่งใจเมื่อสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจผู้หญิงในอ้อมแขนเมื่อทั้งสองก้าวพ้นประตูแกนดอกบัวออกมาสู่ถนนสายหลัก ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงักฟู่... ซ่าาาา...เสียงวาล์วแรงดันนับล้านตัวทำงานพร้อมกัน แคปซูลจำศีล (Cryo-Sleep Pods) ที่ฝังอยู่ตามผนังตึกระฟ้าทุกตึกทั่วทั้งนิทรานคร กำลังระบายของเหลวสีฟ้าเรืองแสงทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำ บานกระจกแคปซูลค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆร่างของชาวเมืองที่หลับใหลมาตลอดยุคสมัยของทศกัณฐ์OS กำลังร่วงหล่นลงมาสู่พื้นระเบียง บางคนทรุดตัวลงคุกเข่า สำลักน้ำยาหล่อเย็นออกมาอย่างรุนแรง







