Partager

ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!
ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!
Auteur: ต้นไม้แห้ง

๐๑ โอกาสอีกครั้ง

last update Date de publication: 2025-10-17 22:13:26

สายลมปลายฤดูสารทปี 1998 หอบเอาอากาศอันหนาวเย็นที่เสียดแทงถึงกระดูกแทรกซึมผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าซอมซ่อเข้ามาในห้องเช่าขนาดเท่ารูหนู ซูเยว่ซิน ในวัยสามสิบห้าปีนอนขดตัวอยู่บนเตียงแข็งกระด้าง ร่างกายผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้แห้งที่รอวันแหลกสลาย กับผ้าห่มผืนบางเฉียบที่ทั้งเก่าและเปื่อยยุ่ย จนแทบไม่อาจมอบไออุ่นใด ๆ ให้แก่เธอได้เลย

เสียงหอบหายใจของเธอดังครืดคราดอยู่ในลำคอ แต่ละครั้งที่ไอออกมาก็ราวกับจะขย้อนเอาเครื่องในออกมาด้วยอย่างไรอย่างนั้น เลือดสีคล้ำที่กระเซ็นเปรอะผ้าเช็ดหน้าผืนเก่านั้นเปรียบดั่งสิ่งที่บ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ของชีวิต

เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปรือขึ้น ภาพเพดานที่มีหยดน้ำเกาะพราวและคราบเชื้อราสีดำทะมึนเป็นสิ่งที่เธอเห็นจนชินตามาตลอดห้าปีสุดท้ายของชีวิต มันช่างแตกต่างจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับในคฤหาสน์ตระกูลซูราวฟ้ากับเหว บ้านที่เธอเคยคิดว่าเป็นของตัวเอง!

ภาพความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับมาฉายชัดในมโนสำนึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...

วันนั้นฝนตกพรำ ๆ เช่นกัน แต่เป็นฝนในฤดูร้อนที่นำพาความอับชื้นน่ารำคาญใจ เธอยืนตัวเปียกปอนอยู่กลางห้องโถงโอ่อ่าของบ้านตระกูลซู ตรงหน้าคือบิดา กับมารดาผู้ให้กำเนิดที่เธอเพิ่งได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยเพียงสิบกว่าปี พวกเขามองเธอด้วยสายตาเย็นชาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและรังเกียจเดียดฉันท์

“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเลือดในอกของฉันจะกลายเป็นอสรพิษเสียเอง แกกล้าดียังไงถึงได้ยักยอกเงินของบริษัท!?” ซูเจิ้งกั๋ว หรือพ่อผู้บังเกิดเกล้าตวาดลั่น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยโทสะ นิ้วที่ชี้มาที่เธอนั้นสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด

“พ่อคะ มันไม่ใช่...” เยว่ซินพยายามจะอธิบาย แต่เสียงของเธอกลับสั่นเครือและแผ่วเบาจนน่าสมเพช

“ยังจะแก้ตัวอีก!” เผยฮุ่ยหลัน ผู้เป็นแม่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ พลางชี้นิ้วมาที่กองเอกสารบนโต๊ะ “หลักฐานมัดตัวขนาดนี้ แกยังจะปากแข็งอีกหรือ! ฉันอุตส่าห์รักและเอ็นดูแกมากกว่าเหม่ยลี่ตั้งเท่าไหร่ ทำไมแกถึงทำกับพวกเราได้ลงคอ!”

น้ำเสียงนั้นเปรียบเสมือนคมมีดกรีดเฉือนหัวใจของเยว่ซินจนเป็นแผลเหวอะหวะ ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือสายตาของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายเผยฮุ่ยหลัน ซูเหม่ยลี่ น้องสาวต่างสายเลือดที่ถูกสลับตัวกันไปเมื่อครั้งยังเป็นทารก

ในขณะที่ทุกคนกำลังเกรี้ยวกราด เหม่ยลี่กลับมีเพียงรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ดวงตาของเธอฉายแววแห่งผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด เป็นรอยยิ้มที่เยว่ซินจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต

“พี่เยว่ซินคะ ฉันไม่คิดเลยว่าพี่จะลำบากถึงขั้นต้องทำเรื่องแบบนี้ ถ้าพี่ต้องการเงินทำไมไม่บอกฉันดี ๆ ล่ะคะ” น้ำเสียงของหล่อนหวานล้ำ “ถึงแม้ว่าพี่จะมาจากบ้านนอกคอกนา แต่พ่อกับแม่ก็รักพี่มากนะคะ ทำไมถึงไม่รู้จักพอเสียที”

คำพูดของเหม่ยลี่เป็นดั่งการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซูเจิ้งกั๋วคำรามลั่น

“นับแต่นี้ต่อไป ตระกูลซูจะไม่มีลูกสาวที่ชื่อซูเยว่ซินอีก! รีบไสหัวออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้!”

เธอยังจำได้ดีถึงสัมผัสหยาบกระด้างของคนรับใช้ที่ลากตัวเธอออกไปนอกประตูรั้วใหญ่โตมโหฬาร แล้วโยนกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กตามหลังออกมา หรือเสียงปิดประตูเหล็กดัดที่ดังสนั่นนั้น ไม่เพียงแต่ปิดกั้นไม่ให้เธอกลับเข้าไป แต่ยังปิดฉากชีวิตอันสวยหรูที่เธอเคยหลงระเริงไปกับมันด้วย

นับจากวันนั้น ชีวิตของเธอก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำอย่างถึงที่สุด ถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขโมย อกตัญญู ไม่มีแม้ใครที่จะรับเข้าทำงาน ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย จนเธอกลายเป็นเพียงเศษธุลีที่สังคมรังเกียจ จนสุดท้ายต้องมาจบชีวิตลงในห้องเช่าแห่งนี้เพียงลำพัง

หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็อยากจะถามเหลือเกินว่าความผิดของเธอคืออะไร คือการที่เธอไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของบ้านตระกูลหลินที่แสนยากจนงั้นหรือ? หรือคือการที่เธอหลงเชื่อคำหวานของครอบครัวเศรษฐีที่มารับเธอกลับไป โดยทอดทิ้งครอบครัวที่กัดก้อนเกลือเลี้ยงดูเธอมาตลอดสิบเจ็ดปีเต็ม

ใช่แล้ว ครอบครัวหลิน

น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินจากหางตาอันแห้งผาก ภาพใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความรักของพ่อหลิน แม่หลิน พี่ต้าเฉียง และพี่ซิวอิงพลันปรากฏขึ้นมาในห้วงคำนึงสุดท้าย พวกเขาคือคนที่ยอมอดเพื่อให้เธอได้อิ่ม คือคนที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อเธอเสมอมา แต่เธอกลับตอบแทนพวกเขาด้วยการจากมาอย่างไม่ไยดี

ช่างโง่เขลา ช่างน่าสมเพชสิ้นดี

ซูเยว่ซินเอ๋ยซูเยว่ซิน มีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัวแท้ ๆ แต่กลับมองไม่เห็น กลับไล่ตามคว้าเงาในน้ำ จนสุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย

ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดห้วงไปพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดสนิท ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์เข้าครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง

***

“เยว่ซิน! เยว่ซิน! ตื่นได้แล้วลูก!”

เสียงที่คุ้นเคยแต่ห่างหายไปนานเกือบยี่สิบปีดังขึ้นข้างหู ปลุกให้สติที่กระจัดกระจายของหลินเยว่ซินค่อย ๆ รวมตัวกันอีกครั้ง เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง บัดนี้กลับขยับเปิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานผุพังชื้นแฉะ แต่เป็นหลังคาไม้สีเข้มที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเก่า ๆ แม้จะมีใยแมงมุมเกาะอยู่บ้างประปราย แต่มันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างน่าประหลาด

เมื่อเธอลองขยับร่างกาย ความเจ็บปวดทรมานที่เคยเกาะกินอยู่ทุกอณูก็พลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงความรู้สึกเมื่อยขบเล็กน้อยเท่านั้น เธอยกมือขึ้นมาดู เห็นฝ่ามือเรียวเล็ก ขาวสะอาด ปราศจากร่องรอยกร้านงานหนักและริ้วรอยแห่งวัย นี่มันมือของเด็กสาวชัด ๆ

“ตื่นแล้วหรือลูก? ฝันร้ายเหรอ เห็นเหงื่อออกเต็มหน้าผากเลย”

เยว่ซินหันไปตามเสียงนั้น แล้วหัวใจของเธอก็พลันกระตุกวูบราวกับจะหยุดเต้น สตรีวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงมีใบหน้าซูบตอบ ดวงตาโหลลึกจากการทำงานหนักและพักผ่อนน้อย แต่แววตาที่มองมายังเธอนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง...

“แม่...” คำ ๆ นี้หลุดออกจากปากของเธออย่างแผ่วเบา น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วกลับทะลักทลายออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างไม่อาจควบคุม

นี่คือแม่หลิน แม่ผู้เลี้ยงดูเธอมาสิบเจ็ดปี!

จ้าวซู่เฟิน หรือ แม่หลิน ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักจู่ ๆ ก็ร้องไห้โฮออกมา “โอ๋ ๆๆ เป็นอะไรไปลูกรัก บอกแม่มาสิว่าใครทำอะไรให้หนูเสียใจ” เธอดึงร่างของเยว่ซินเข้ามากอดปลอบโยน พลางลูบหลังบางเบา ๆ

ไออุ่นจากอ้อมกอดนี้ กลิ่นดินจาง ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของผู้เป็นแม่บ่งบอกได้ว่ามันคือของจริง ทุกอย่างเป็นความจริง! เยว่ซินกอดตอบผู้เป็นแม่แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายไป

“หนู... หนูแค่ฝันร้ายค่ะแม่” เธอตอบเสียงอู้อี้ ซุกใบหน้ากับอกอุ่น ๆ ของมารดาเพื่อซ่อนความสับสนตื่นตระลึงของตัวเอง

“ฝันก็คือฝัน ตื่นมาก็ลืมมันไปนะลูก” แม่หลินลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน “ลุกไปล้างหน้าล้างตาเถอะ พ่อกับพี่ ๆ เขารอมันต้มฝีมือลูกอยู่นะ วันนี้ต้าเฉียงไปขุดมาได้หัวใหญ่เชียว”

เยว่ซินค่อย ๆ คลายอ้อมกอดแล้วพยักหน้ารับ สติของเธอเริ่มกลับมาทำงานเต็มที่อีกครั้ง เธอมองไปรอบ ๆ ห้องนอนเล็ก ๆ ที่คุ้นเคย ทั้งเตียงไม้ โต๊ะหนังสือเก่า ๆ ที่พ่อเป็นคนต่อให้ และปฏิทินกระดาษที่แขวนอยู่บนผนัง

ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นตัวเลขบนปฏิทิน...

วันที่ 12 เดือนกันยายน ปี 1983

หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ปี 1983 เธอได้ย้อนกลับมาเมื่อตอนอายุสิบเจ็ดปี และวันที่ 12 เดือนกันยายน นั่นหมายความว่า...

พรุ่งนี้!

พรุ่งนี้คือวันที่ 13 กันยายน วันที่รถยนต์คันหรูของตระกูลซูจะมาจอดที่หน้าบ้านหลังนี้ วันที่พวกเขาจะมาพรากเธอไปจากครอบครัวที่แท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งหมดในชาติที่แล้ว

ฟ้ายังมีตา! สวรรค์ยังเมตตาเธอ!

เยว่ซินกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด โอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว โอกาสที่จะได้แก้ไขความผิดพลาดทั้งหมด โอกาสที่จะได้ปกป้องครอบครัวนี้ และโอกาสที่จะได้เอาคืนคนพวกนั้นอย่างสาสม!

หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ๆ ในกะละมัง เยว่ซินก็เดินออกมายังห้องโถงเล็ก ๆ ซึ่งใช้เป็นทั้งที่กินข้าวและที่นั่งเล่น กลิ่นหอมหวานของมันเทศต้มลอยอบอวลไปทั่ว พ่อหลินกำลังนั่งซ่อมเครื่องมือทำไร่อยู่ที่มุมหนึ่ง หลินต้าเฉียง พี่ชายคนโตกำลังเช็ดเหงื่อบนใบหน้าคมเข้ม และ หลินซิวอิง พี่สาวคนรองกำลังช่วยแม่หลินจัดเตรียมชามข้าวอยู่

“เยว่ซินมาแล้วรึ” พ่อหลิน หรือ หลินเจี้ยนกั๋ว เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ลูกสาวคนเล็กอย่างรักใคร่ “หน้าตาดูไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายหรือเปล่าลูก”

“เปล่าค่ะพ่อ หนูสบายดี” เธอยิ้มตอบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ภายในใจ

“มา ๆๆ น้องเล็กมานั่งนี่เร็ว วันนี้พี่ใหญ่ขุดมันหัวใหญ่ที่สุดในแปลงมาให้เธอเลยนะ!” ต้าเฉียงพูดพลางตบที่นั่งว่างข้าง ๆ เขาด้วยท่าทีแข็งขันแต่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู

ครอบครัวหลินมีกันห้าชีวิต แม้จะยากจนข้นแค้นชนิดที่เรียกว่ากัดก้อนเกลือกิน แต่ความรักความผูกพันกลับเหนียวแน่นยิ่งกว่าสิ่งใด ทุกคนทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้เยว่ซินได้เรียนหนังสือ เพราะเธอเป็นความหวังเดียวของครอบครัว

แม่หลินตักมันเทศต้มสีเหลืองทองที่ร้อนกรุ่นใส่ชามให้ทุกคน ในหม้อมีมันอยู่เพียงไม่กี่หัว แต่ชามของเยว่ซินกลับได้รับชิ้นที่ใหญ่และดูน่ากินที่สุดเสมอ

“กินเยอะ ๆ นะลูก จะได้มีแรงอ่านหนังสือ” ซิวอิงคีบมันชิ้นเล็ก ๆ จากชามของตัวเองมาใส่ให้เยว่ซินเพิ่ม

ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเยว่ซินอุ่นซ่านและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน นี่คือความรักอันบริสุทธิ์แบบที่เธอโหยหามาตลอดชีวิตในชาติที่แล้ว ครอบครัวที่ยอมสละทุกอย่างได้เพื่อเธอโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

เธอก้มหน้าลงกินมันต้มในชาม รสชาติหวานอร่อยของมันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก มันอร่อยกว่าอาหารเหลาหรูหราจานไหน ๆ ที่เธอเคยกินในบ้านตระกูลซูเสียอีก เพราะมันคือรสชาติของบ้าน

เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของทุกคนอีกครั้ง ใบหน้าของพ่อที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจากการตรากตรำกลางแดดฝน ใบหน้าของแม่ที่ซูบซีดแต่แววตายังคงอ่อนโยน ใบหน้าของพี่ชายที่เปื้อนดินแต่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และใบหน้าของพี่สาวที่เรียบง่ายแต่แฝงความเสียสละ

น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงในชามข้าวโดยที่เธอไม่รู้ตัว

ไม่! เธอเปล่งเสียงในใจอย่างเด็ดเดี่ยว ชาตินี้ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเขาอีกแล้ว!

ตระกูลซูงั้นหรือ? ความร่ำรวยมั่งคั่งงั้นหรือ? มันก็แค่ภาพลวงตาจอมปลอมที่เคยทำลายชีวิตเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง น้ำบ่อหน้าย่อมสู้น้ำบ่อน้อยหลังบ้านไม่ได้ ความสุขจอมปลอมที่อยู่ไกลตัว จะเทียบกับความอบอุ่นที่แท้จริงตรงนี้ได้อย่างไร

เธอจะใช้ความทรงจำและความรู้จากอนาคต พลิกชะตาชีวิตของครอบครัวนี้ให้จงได้ เธอจะทำให้พ่อแม่และพี่น้องได้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องลำบากลำบนอีกต่อไป

ส่วนตระกูลซูและซูเหม่ยลี่ หนี้แค้นที่เคยติดค้างกันไว้ ชาตินี้เธอจะขอทวงคืนกลับมาทั้งหมด ทั้งต้นทั้งดอก!

หลินเยว่ซินกำหมัดที่อยู่ใต้โต๊ะแน่น แววตาที่เคยสับสนและอ่อนแอ บัดนี้ทอประกายกล้าแกร่งและเย็นเยียบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ชาตินี้ฉันจะไม่ไปจากที่นี่เด็ดขาด!”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๖ จุดจบของตัวร้าย

    กาลเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของปี 1989 โลกได้หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง...ณ กรุงปักกิ่ง หลินเยว่ซิน หลินต้าเฉียง และหลินซิวอิงได้กลายเป็นนักศึกษาที่โดดเด่นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ บริษัทหลิวเยว่ แฟชั่นกรุ๊ปได้เปิดสำนักงานใหญ่และสาขาแฟล็กชิปที่เมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อย และได้กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับชาติที่ทรงอิทธิพลทว่าณ อำเภอหลิวอันที่ห่างไกล ช่วงนี้ได้มีข่าวลือระลอกใหม่เกิดขึ้นในวงน้ำชาของเหล่าแม่บ้าน ข่าวลือที่เกี่ยวกับบุคคลที่แทบจะถูกลบหายไปจากความทรงจำของผู้คนแล้ว“นี่เธอได้ยินเรื่องนั้นหรือยัง?” หญิงคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนบ้าน “เห็นว่านังหนูซูเหม่ยลี่อะไรนั่นกำลังจะกลับมาแล้วนะ”“หา?! กลับมาอะไรกัน?” อีกคนถามด้วยความไม่ใส่ใจ“ก็ฉันได้ยินมาว่าเธอไปเจอผู้อุปถัมภ์คนใหม่ เป็นถึงเถ้าแก่จากต่างเมืองที่ร่ำรวยมากเลยล่ะ เห็นว่าเธอกำลังจะกลับมาทวงทุกอย่างคืน เธอบอกกับคนไปทั่วว่าความจริงทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดโปง ที่แท้หลินเยว่ซินนั่นแหละคืออสรพิษตัวจริง!”ในอดีต ข่าวลือที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้คงจะกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดไปแล้ว แต่ในวันนี้ปฏิกิริยาของผู้คนกลับแตกต

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๕ คำตอบรับ

    วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ท่านนายพลลู่และภรรยาเดินทางกลับไปแล้ว บ้านของตระกูลหลินก็ยังคงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขและความตื่นเต้นไม่จางหาย ทุกคนต่างพูดคุยกันถึงเรื่องงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขท่ามกลางความชื่นมื่นนั้น หลินเยว่ซินกลับรู้สึกว่าหัวใจของตนเองยังคงมีม่านหมอกบาง ๆ ปกคลุมอยู่ เธอยอมรับการสู่ขอ แต่ทว่าเธอยังไม่เคยได้ให้คำตอบแก่เขาจากหัวใจของเธออย่างแท้จริงเลยบ่ายวันนั้น ขณะที่เธอกำลังนั่งออกแบบเสื้อผ้าชุดใหม่อยู่ในห้องทำงาน ลู่เฟิงในชุดลำลองสบาย ๆ ก็เดินเข้ามาหาอย่างเงียบ ๆ“เยว่ซิน” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “ไปเดินเล่นกับฉันหน่อยได้ไหม?”แม้จะเป็นคำเชิญที่เรียบง่าย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้ง นี่คือการนัดหมายครั้งแรกของพวกเขาในฐานะคู่หมั้นอย่างเป็นทางการเยว่ซินพยักหน้ารับเบา ๆ เธอรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเสียทีทั้งสองเดินเคียงข้างกันออกจากตัวเมือง ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่สวยงามหรือโรแมนติกใด ๆ แต่กลับเดินไปตามเส้นทางดินสายเก่าที่ทอดตัวมุ่งตรงไปยังหมู่บ้านหงซิง จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดส

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๔ คำขอจากใจจริง

    ฤดูสารทของปี 1988 ได้นำพาสายลมเย็นสบายและใบไม้สีทองโปรยปรายมาสู่เมืองหลิวอัน ครอบครัวหลินกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เปี่ยมสุขและวุ่นวายที่สุด พวกเขากำลังเตรียมการใหญ่สำหรับการย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองหลวงของต้าเฉียง ซิวอิง และเยว่ซินในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง จดหมายฉบับหนึ่งจากลู่เฟิงก็ได้ถูกส่งมาถึง ซึ่งเนื้อหาข้างในนั้นก็ค่อนข้างที่จะสั้นกระชับ แต่ทว่ากลับทำให้หัวใจของเยว่ซินเต้นไม่เป็นส่ำ เขาเขียนว่าเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านในสัปดาห์หน้า และครั้งนี้เขาจะไม่ได้มาคนเดียวสัญชาตญาณของเยว่ซินร้องบอกว่าการมาเยือนในครั้งนี้จะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และดูเหมือนว่าทุกคนในบ้านก็จะรู้สึกได้เช่นเดียวกัน แม่หลินถึงกับลงมือทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่และสั่งให้พ่อหลินไปซื้อใบชาต้าหงเผาชั้นดีที่สุดมาเตรียมไว้ต้อนรับแขกเช้าวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส รถยนต์เก๋งหงฉีสีดำมันวาวสองคันแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูบ้านทรงลานสี่ทิศของตระกูลหลินอย่างเงียบเชียบแต่แฝงไว้ด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม การปรากฏตัวของรถยนต์ระดับผู้นำประเทศเช่นนี้ทำให้เพื่อนบ้านที่สัญจรผ่านไปมาถึงกับต้องหยุดยืนมองด้วยความตก

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๓ ตระกูลใหม่ที่รุ่งโรจน์

    ฟ้าหลังฝนสำหรับครอบครัวหลินแล้ว ท้องฟ้าของพวกเขาในตอนนี้ไม่เพียงแต่จะสดใสไร้เมฆหมอกบดบัง แต่มันยังประดับประดาไปด้วยดวงดาวแห่งเกียรติยศที่ส่องประกายเจิดจรัสอีกด้วยเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของปี 1988 หนึ่งปีกว่านับตั้งแต่การล่มสลายของตระกูลซู ช่วงเวลาที่ปราศจากมารผจญนี้เองที่ทำให้ธุรกิจใบไหวดีไซน์ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดราวกับมังกรทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์บัดนี้ หลิวเยว่ แฟชั่นกรุ๊ป ไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าในอำเภอเล็ก ๆ อีกแล้ว แต่ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีโรงงานตัดเย็บเป็นของตัวเอง มีสาขากระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ทั่วทั้งมณฑล และกำลังจะเริ่มขยายตลาดไปยังเมืองหลวงอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ แบรนด์ใบไหวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นที่ทันสมัย คุณภาพดี และเป็นความภาคภูมิใจของสินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างแท้จริงครอบครัวหลินเองก็ได้ย้ายออกจากบ้านหลังเดิมมาอาศัยอยู่ในบ้านทรงลานสี่ทิศ หลังใหญ่ที่เยว่ซินทุ่มเงินซื้อมันมาแล้วตกแต่งใหม่ทั้งหมด ที่นี่กว้างขวางและงดงามราวกับจวนของขุนนางในสมัยก่อน กลางลานบ้านมีสวนหย่อมที่จัดแต่งอย่างสวยงาม มีสระปลาคาร์ปเล็ก ๆ และต้นไหวที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ปร

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๒ เปิดโปงสู่สาธารณะ

    หากคิดจะจับ ก็ต้องแสร้งปล่อยไปก่อนนี่คือกลยุทธ์ที่หลินเยว่ซินและลู่เฟิงได้วางไว้ร่วมกัน...สองวันหลังจากที่ซูเหม่ยลี่ได้จ่ายเงินก้อนสุดท้ายของเธอไป บทความชิ้นเอกอันแสนสกปรกของเฒ่าเหมาก็ได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ใต้ดินฉบับหนึ่ง มันถูกนำไปแจกจ่ายตามร้านน้ำชาและแผงลอยต่าง ๆ ทั่วทั้งเมือง เรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างสุดฝีมือได้สร้างความสับสนให้กับผู้คนอีกครั้ง ความสงสัยระลอกใหม่เริ่มซัดสาดเข้าใส่ชื่อเสียงของหลินเยว่ซินอีกคราทางฝั่งร้านใบไหวดีไซน์ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ยอดขายตกลงเล็กน้อย และมีเสียงซุบซิบนินทาจากลูกค้ามากขึ้น หลินเยว่ซินดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะตั้งรับ เธอเก็บตัวเงียบ ไม่ได้ออกมาโต้ตอบใด ๆ ท่าทีที่ดูเหมือนยอมจำนนนี้เองที่ทำให้ซูเหม่ยลี่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ แต่แล้ว ในขณะที่ข่าวลือกำลังคุกรุ่นถึงขีดสุด ร้านใบไหวดีไซน์ก็ได้เคลื่อนไหวในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดบัตรเชิญที่ถูกออกแบบอย่างสวยหรูได้ถูกส่งไปยังสำนักข่าวทุกแขนง ทั้งสื่อท้องถิ่นและสื่อสิ่งพิมพ์ระดับมณฑล เนื้อหาในบัตรเชิญระบุว่าทางร้านจะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๒๑ สิ้นไร้หนทาง

    ลมหนาวในช่วงปลายปี พัดพาเอากลิ่นอายของเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงให้ลอยอบอวลไปทั่วทั้งเมือง บนถนนหนทางประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงสดใส ผู้คนต่างมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสจับจ่ายซื้อของเพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวันปีใหม่ แต่สำหรับตระกูลซูแล้วฤดูหนาวในปีนี้มันช่างหนาวเหน็บและโหดร้ายเสียเหลือเกินธุรกิจที่เคยยิ่งใหญ่ของพวกเขาได้ล่มสลายลงโดยสมบูรณ์แล้ว...การที่ข่าวในหนังสือพิมพ์ถูกระงับไปอย่างรวดเร็วผิดปกติ เป็นดั่งสิ่งสุดท้ายที่ทำให้คู่ค้าและธนาคารต่างหมดสิ้นความเชื่อมั่นในตระกูลซู พวกเขารู้ดีว่าตระกูลซูไม่เพียงแต่กำลังจะล้มละลาย แต่ยังไปเหยียบตาปลาของผู้มีอำนาจระดับสูงเข้าให้อีกด้วย ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาอีกตอนนี้พวกเขาอยู่ในสภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างแท้จริง คฤหาสน์หลังงามกำลังจะถูกยึดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทรัพย์สินเงินทองที่เคยมีก็ร่อยหรอลงไปจนแทบไม่เหลือ พวกเขาไม่มีทางไปอีกแล้วค่ำคืนหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสมเพชภายในคฤหาสน์ที่เคยโอ่อ่า ซูเจิ้งกั๋วที่บัดนี้ดูแก่ชราลงไปนับสิบปีได้เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ“เรายังเหลือหนทางสุดท้าย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งแ

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๐๙ พลิกสถานการณ์

    ณ คฤหาสน์ตระกูลซูอันโอ่อ่า บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความเย็นชาและตึงเครียดราวกับฤดูเหมันต์มาเยือนก่อนกาล นับตั้งแต่วันที่ถูกหลินเยว่ซินหักหน้ากลับมา ซูเจิ้งกั๋วก็เอาแต่เก็บตัวเงียบด้วยโทสะที่ยังคุกรุ่น ส่วนเผยฮุ่ยหลันก็จมอยู่กับความเศร้าสร้อยและความรู้สึกผิดหวังที่ถูกลูกในไส้ปฏิเสธมีเพียงซูเหม่ยลี่เ

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๐๘ กิจการแรกของครอบครัว

    เช้าวันรุ่งขึ้นหลังงานฉลอง ควันหลงแห่งความสุขยังคงอบอวลจาง ๆ อยู่ในอากาศ แต่คำประกาศทิ้งท้ายของหลินเยว่ซินเมื่อคืนนี้ก็ได้เข้ามาแทนที่ความปลาบปลื้มยินดีด้วยความสงสัยใคร่รู้ระลอกใหม่ เพราะคำ ๆ นั้นช่างดูห่างไกลจากวิถีชีวิตชาวนาของพวกเขาเหลือเกินหลังมื้อเช้าอันเรียบง่าย เยว่ซินก็ขอให้ทุกคนมารวมตัวกั

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๐๗ ผลสอบ

    เวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือนเต็ม ฤดูใบไม้ร่วงได้แผ่พรมสีเหลืองทองของมันไปทั่วทั้งหุบเขา อากาศเริ่มเย็นลงในยามเช้าและค่ำคืน แต่บรรยากาศภายในบ้านตระกูลหลินกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากการเรียนรู้และความหวังทุกค่ำคืน ภาพของสี่ชีวิตที่โน้มตัวเข้าหาแสงตะเกียงดวงน้อยเพื่ออ่านหนังสือได้กลายเป็นเรื่องปกติ ทว่าภ

  • ย้อนเวลากลับมาครั้งนี้ฉันไม่ขอกลับไปตระกูลเดิม!   ๐๖ แรกพบ

    ดวงตะวันคล้อยต่ำ แสงแดดยามบ่ายที่เคยร้อนแรงเริ่มอ่อนกำลังลง ทอแสงสีอำพันอาบไล้ไปทั่วท้องทุ่งนาสองข้างทาง หลินเยว่ซินเดินถือห่อเกลือเล็ก ๆ กลับบ้านด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอ ในใจของเธอกำลังประเมินสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในตลาดอย่างเงียบ ๆชัยชนะในสมรภูมิน้ำลายเมื่อครู่นี้ไม่ได้ทำให้เธอลิงโลดใจแม้แต่น้อย

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status