LOGIN“เอ่อ... คือ...”
“ถ้าไม่อยากตายก็อย่ามีข้อแม้!” ไม่พูดเปล่า รพียังเอามือขึ้นบีบคอหญิงสาวด้วย เธอหายใจติดขัด แม้ว่าเขาจะบีบไม่แรงแต่ก็พอรู้ว่าถ้าเธอปฏิเสธ คอเล็กๆ ของเธอคงแหลกละเอียดคามือเขาเป็นแน่
“มะ... ไม่... ไม่มีค่ะ”
“ดี! ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าเธอต้องมาที่นี่ มาดูแลแม่ฉัน แล้วอย่าคิดเผ่นล่ะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็...” เขาพูดค้างไว้แค่นั้น เธอยกมือไหว้ผงกๆ ทำตัวน่าสงสาร แต่ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าจะไม่ใจอ่อนเลยสักนิด
“ไม่หนีค่ะ ไม่หนีแน่นอน หนูขอตัวก่อนนะคะ” พอเธอสะบัดตัวออกจากการจับกุมของชายหนุ่ม เธอก็วิ่งหนีออกไปทันที แม้ปากจะบอกว่าไม่หนี แต่สองขาวิ่งไม่หยุด ตอนนี้เขายังอารมณ์ไม่ดี ยังคงโกรธเธออยู่ เธอเองก็ไม่พร้อมที่จะรองรับมือเท้าเขาด้วย
โธ่... เป็นใครก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา ขับรถไปชนแม่เขาทั้งคน แถมยังชนรถเขาด้วย ประเด็นคือนอกจากจะชนแล้วประกันยังไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย เพราะเธอยังไม่มีใบขับขี่ ประกันเลยเซย์กู๊ดบายไปทันที ทั้งค่าเสียหายแผงขายของขายผักในตลาดเธอก็ต้องจ่ายเอง รวมทั้งค่าซ่อมรถของตัวเองและของรพีอีก
เพียงแค่คิดน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มไม่หยุดไม่หย่อน เธอเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน เพิ่งทำงานได้ไม่ถึง 6 เดือน เงินเก็บที่มีก็ไม่ใช่ว่าจะมีมากนัก เพราะเมื่อเดือนที่แล้วนำเงินเก็บไปดาวน์รถ ตอนนี้ก็เริ่มผ่อนเดือนละหมื่นต้นๆ ไม่นับรวมภาระค่าใช้จ่ายที่บ้านอีก ไม่รู้ว่าค่าซ่อมรถของรพีจะต้องจ่ายเท่าไหร่ คิดคำนวณยังไงก็ไม่มีทางพอ
เพียงขวัญคิดอย่างปลงตก จะขอแม่ก็ไม่ได้ เพราะทุกวันนี้เธอเองยังเป็นกำลังหลักในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวอยู่เลย หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าโรงพยาบาล โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาด้วยความสนใจ
เพียงขวัญรีบตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางเข้ามายังตัวเมือง เนื่องจากบ้านเธออยู่ในอำเภอดอยสะเก็ด บ้านอยู่ติดเขาและติดลำน้ำกวง ตอนนี้เธอเอารถเข้าซ่อมในศูนย์ ยังไม่รู้ว่าจะได้รถเมื่อไหร่ เลยต้องหาที่พักในแถบตัวเมืองเป็นการชั่วคราว หลังจากตัดสินใจเอาเงินเก็บมาดาวน์รถอีโค่คาร์มาหนึ่งคัน เพื่อใช้เดินทางระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลในเมือง เธอเป็นพยาบาลที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ยังตั้งตัวไม่ได้เท่าไหร่ แต่ที่ตัดสินใจซื้อรถเนื่องจากต้องพายายที่ป่วยเป็นอัมพาตไปหาหมอเกือบทุกสัปดาห์ เมื่อคำนวณเงินดูแล้ว เงินค่าจ้างรถที่เรียกมา กับเงินค่าผ่อนรถแบบผ่อนถูกที่สุดก็ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังได้กลับบ้านทุกวัน ไม่ต้องอยู่หอพักข้างโรงพยาบาลอีกด้วย
“เพียงขวัญ” เสียงมารดาของเธอเรียกหลังจากที่ยืนคิดอะไรอยู่เรื่อยเปื่อย น้ำตาใสๆ ไหลอาบนวลแก้มเปล่งปลั่ง
“คะ?” เธอหันไปตามเสียงเรียก
“เรื่องนั้นสรุปว่ายังไง ลูกต้องไปช่วยเขาดูแลแม่ที่โรงพยาบาลด้วยเหรอ” บัวระวง แม่ของเพียงขวัญถามขึ้น
“คงจะต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ”
“แล้วลูกจะเอายังไง ตอนนี้ก็ไม่มีรถใช้...” หล่อนถามลูกสาวด้วยแววตาเป็นห่วง
“หนูคงต้องย้ายไปอยู่หอข้างๆ โรงพยาบาลก่อนค่ะ เมื่อคืนหนูโทรไปบอกป้าเจ้าของหอพักแล้ว หนูสามารถไปพักได้ตั้งแต่วันนี้เลย” เธอตอบเสียงแผ่วลง ดวงตามีแต่ความวิตกกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ
“ไปเช่าหอพักอยู่คงต้องเสียเงินหลายบาท...” มารดาบ่นพึมพำเบาๆ แต่ไม่พ้นหูของลูกสาว
“ฮึก... หนูรู้ หนูก็ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นนี่คะ ตอนนี้เงินเก็บของหนูหมดแล้ว ต้องไปมัดจำค่าหอพักอีก ไหนจะค่าซ่อมรถตัวเองและซ่อมรถป้าที่หนูขับรถชน...” เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น บัวระวงเห็นลูกสาวน้ำตาไหลไม่ขาดสาย หล่อนจึงดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดปลอบประโลม
“จะขายทองไหม ตอนนี้เรามีทองเหลืออยู่ 5 บาท ขายตอนนี้คงได้ประมาณแสนกว่าๆ” บัวระวงเสนอลูกสาว
“แต่นี่คือทองสองเส้นสุดท้ายของเราแล้วนะคะแม่ หนูไม่อยากขาย”
“ถ้าไม่อยากขายแล้วจะทำยังไง ลูกต้องจ่ายค่าซ่อมรถคุณป้าอีกด้วยนะ จะกี่บาทก็ไม่รู้” บัวระวงย้อนถาม ยิ่งทำให้เพียงขวัญกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มือเล็กกำแน่นด้วยความเครียด
“เอาไว้ค่ารักษาพยาบาลออกมาก่อนค่อยว่ากันค่ะ ถ้าเงินเราไม่พอ หนูอาจจะขอผ่อนกับเขาไปก่อน”
“แบบนั้นจะดีเหรอ”
“น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ดีที่สุดแล้วค่ะแม่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ”
เพียงขวัญเดินทางมาถึงโรงพยาบาลในช่วงเวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ เนื่องจากเธอต้องแวะหอพักเอาเสื้อผ้าไปเก็บ เธอโทรหารพี เขาบอกเลขห้อง เธอจึงเดินขึ้นไปทันที เธอรู้จักโรงพยาบาลแห่งนี้ดี เพราะเป็นโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่นั่นเอง
“ทำไมมาสาย”
พอเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยแบบพิเศษ เสียงสวรรค์ที่ไม่น่ารื่นหูสักเท่าไหร่ก็ลอยมาทันที
“เมื่อเช้าหนูไปธุระมาค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว ทำหน้าตาสำนึกผิด ซึ่งเขาไม่ได้รู้สึกเห็นใจเธอเลยแม้แต่น้อย
“มีธุระอะไรสำคัญกว่าการที่จะต้องรับผิดชอบการกระทำชุ่ยๆ ของตัวเองด้วยเหรอ” รพีย้อนถาม เพียงขวัญเม้มริมฝีปากแน่น
“มีค่ะ” เธอตอบกลับจ้องตาไม่เกรงกลัวแม้ในใจจะหวาดหวั่นก็ตาม
“อะไร”
“หนูต้องเอาเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวไปเก็บที่หอพักค่ะ เพราะตอนนี้หนูต้องย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองชั่วคราว...”
“นั่นมันเป็นธุระของเธอ ไม่ใช่ธุระของฉัน” รพีบอกปัดอย่างไม่ใคร่สนใจเท่าไหร่นัก
“พี่จะไม่สนใจเรื่องของหนูแบบนี้ไม่ได้นะคะ พี่รพีต้องฟังหนูและคุยกับหนูให้รู้เรื่องก่อน” เธอเริ่มเสียงดัง เพราะชายหนุ่มตรงหน้ากำลังทำตัวไร้เหตุผลและเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด
“เสียเวลา! เอ้า... รีบๆ คุยก่อนที่แม่ฉันจะตื่น” เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วเคาะนิ้วบนโต๊ะเบาๆ แถมยังนั่งไขว่ห้างเต๊ะท่าอย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด
“หนูจะมาดูแลคุณแม่ของพี่ได้เฉพาะตอนที่ไม่ได้ทำงานเท่านั้นนะคะ เมื่อไหร่ที่เลิกงานแล้วหนูจะมาดูแลคุณแม่พี่ทันที” เพียงขวัญบอก รพีนิ่วหน้าขมวดคิ้วขึ้น
“ทำไม...”
“หนูต้องทำงานหาเงินนี่คะ”
“ลาออก... เธอก็ลาออกไปซะสิ!” เขาพูดอย่างไม่ยีหระ เพียงขวัญเบิกตากว้าง
“พี่รพีบ้าไปแล้วหรือเปล่า หนูเป็นกำลังหลักในการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวนะคะ หนูไม่ได้ทำงานแล้วใครจะหาเงินไปให้ที่บ้าน ใครจะหาเงินส่งเสียน้องๆ เรียนหนังสือล่ะคะ” เพียงขวัญถามเสียงดัง รพีจ้องหน้าหญิงสาว เธอสวมแว่นตากรอบบางสีเงิน แววตาดื้อรั้นกลายๆ ไม่ยอมคนอยู่ภายใต้เลนส์คู่นั้น
“เรื่องนั้นเอาเป็นว่าฉันเข้าใจก็ได้...”
“ส่วนเรื่องค่าซ่อมรถ หนูอาจจะขอผ่อน...” พอมาถึงข้อนี้ เพียงขวัญเริ่มพูดตะกุกตะกัก รพีหนวดกระตุกทันที
“จะบ้าหรือไง!”
“ก็ตอนนี้หนูมีเงินไม่พอ จะเป็นไปได้ไหมคะถ้าหนูจะขอผ่อน...”
“ไม่ได้โว้ย!” รพีสวนกลับทันที ชักเริ่มจะมีข้อแม้มากเกินไปแล้ว เขาลุกขึ้นไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวแล้วสาวเท้าเข้าไปหาเธอใกล้ๆ เพียงขวัญถอยหลังกรูดอย่างหวาดกลัว
“ได้คืบจะเอาศอก ถ้าไม่มีเงินจ่ายงั้นก็ต้องจ่ายเป็นอย่างอื่น” เขาขู่ฟ่อๆ เพียงขวัญเริ่มตัวสั่น ยิ่งเห็นแววตาดุดันน่ากลัวของเขาด้วยแล้วยิ่งหวาดระแวง
“จ่ายเป็นอย่างอื่น... หมายความว่ายังไงคะ”
“ก็หมายความว่า... เธอต้องตามไปดูแลแม่ฉันที่บ้านจนกว่าแม่ฉันจะถอดเฝือกและหายกลับมาเป็นปกติ หน้าที่ของเธอคือต้องทำอาหารเช้าให้ทุกคนในบ้านกิน ต้องพาแม่ฉันไปอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ คอยดูแลไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ” รพีบอก เพียงขวัญกำลังคิดไตร่ตรองข้อเสนอ แต่เขาก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“แต่หนูต้องกลับบ้าน...”
“มันใช่เวลาที่เธอจะเรียกร้องโน่นนี่นั่นไหม ฉันไม่เอาเธอเข้าคุกก็ดีแค่ไหนแล้ว เอ๊ะ! หรือว่าที่จริงแล้วเธออยากจะเข้าไปนอนในซังเต!”
รพีปล่อยให้เพียงขวัญนอนหลับพักผ่อน เพราะเธอต้องเหนื่อยหลายอย่าง ไหนจะให้นมลูก ไหนจะพาอุ้มเดินในตอนกลางวัน รพีจึงเสียสละดูแลลูกตอนกลางคืน เธอมีหน้าที่แค่ถลกเสื้อแล้วเอาลูกเข้าเต้าเท่านั้นเองปัจจุบันนี้รพียังคงทำงานสอนหนังสือเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืนนอนน้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่ละวันนอนติดกันได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมงเท่านั้น เขาคิดอย่างเศร้าๆ เพราะลูกชายเพิ่งจะมานอนยาวไม่กี่วันที่ผ่านมา“เดี๋ยวอีกพักเดียวลูกเราก็โตแล้วค่ะ ถ้าพี่รพียังไม่พร้อม หนูว่าเราควรคุมกำเนิดนะคะ เอาอย่างนี้ไหม หนูจะไปฝังยาคุม...”“ไม่ๆๆๆ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น” รพีรีบแทรกก่อนที่ภรรยาจะเสนอไอเดียมากกว่านี้“ก็พี่รพีบอกว่ายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้เราก็ไม่ได้ป้องกัน” เธอเปรยขึ้น พอมดลูกเข้าอู่สามีก็จัดหนักทุกคืน ปากก็บ่นว่าไม่ค่อยมีเวลานอน แต่พอสบโอกาสลูกหลับก็ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทุกวี่ทุกวัน เพียงขวัญชักเริ่มงงกับชายหนุ่มแล้ว“ฉันไม่ได้ไม่พร้อมขนาดนั้น เฮ้อ... อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยดีกว่า เอ้า! เฮ้ย! เจ้าพัฒน์!” รพีวิ่งปราดไปที่ลูกชายตัวแสบ เขากำลังจะคลานลงบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยกอบัวเสียแล้ว รพีวิ่งหน้าต
เพียงขวัญนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ตอนนี้อายุครรภ์เธอย่างเข้า 35 สัปดาห์แล้ว ใกล้คลอดเต็มทน เธอเอามือลูบท้องตัวเองไปมาแล้วเล่นกับลูกชายที่ชอบตื่นกลางดึก แรงเตะถีบทำให้เพียงขวัญยิ้มกว้าง พูดคุยกับลูกชายเล่น“เป็นยังไง ตื่นแล้วเหรอจ๊ะลูก” เธอถามเสียงหวาน รพีเดินออกมากห้องน้ำ ได้ยินเสียงเมียก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาชอบดูเวลาที่เธอเล่นกับลูกในท้อง“เจ้าตัวแสบดิ้นเหรอ”“ค่ะ วันนี้ดิ้นแรงด้วย”“ไหน... มาให้พ่อดูหน่อยสิว่าเป็นยังไง อยู่ในท้องเมื่อยเหรอ โอ้ว... ดูสิ ท้องเธอเขยื้อนเป็นลูกคลื่นเลย เอ... ตรงนี้เข่าหรือข้อศอกกันแน่เนี่ย” รพีเอามือลูกท้องขนาดใหญ่ เพียงขวัญหัวเราะคิก“น่าจะเป็นข้อศอกนะคะ”“อืม... นั่นสินะ ไหนเรามาจุ๊บกันหน่อยเป็นไง ขอเหม่งหน่อย โหม่งมาเลยพ่อจะจุ๊บ” รพีเอาสองมือกุมหน้าท้องแล้วจรดริมฝีปากลงไปยังท้องนูนเด่น เด็กในท้องดิ้นหยุบหยับไปหมด รพีเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่แสนอัศจรรย์เหลือเกินที่เด็กตัวน้อยดิ้นอยู่ในท้องอย่างนี้ รพีนอนหนุนตักเมียแล้วกุมมือเล็กไว้แน่น“เหนื่อยไหมที่ต้องอุ้มท้องแบบนี้” เขาถามหลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่ง เพียงขวัญส่ายหน้า“ไม่เลยค่ะ หนูชอบด้วยซ้ำที่ตัวเองตั
เพียงขวัญนั่งดูคลิปวีดิโอผ่านเฟซบุ๊กแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ดีใจเหลือเกิน ในที่สุดเตชินท์กับวิมลรัตน์ก็คืนดีกันได้เสียที แต่เป็นการคืนดีที่มีฟางเส้นสุดท้ายเป็นเดิมพัน หลังจากนี้คงต้องแล้วแต่การกระทำของเตชินท์เท่านั้น หากก้าวพลาดไปสักก้าวเดียว เตชินท์คงหมดโอกาสที่จะดูแลลูกเมีย และคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกเป็นแน่แท้“ดูอะไรอยู่” รพีเดินเข้ามาหาเมียสาว เธอหันมายิ้มให้กับเขา“นั่งดูผลงานของนักการทูตจำเป็นไงคะ พี่รพีทำได้ดีมาก ในที่สุดพี่หมอก็ได้คืนดีกับภรรยา” เธอเอ่ยปากชม รพียิ้มกว้าง หยิกแก้มของเพียงขวัญเล่นอย่างหมั่นเขี้ยว“ไม่ใช่เพราะพี่คนเดียวหรอก สองคนนั้นเขารักกันมาก ทั้งรักและผูกพันมาตั้งแต่ต้น เลยทำให้อะไรๆ ง่ายดายขึ้น ว่าแต่เราเถอะ กินข้าวหรือยัง”“ยังค่ะ รอพี่รพีอยู่”“จะรอทำไม ก็รู้อยู่ว่าพี่กลับค่ำ ไม่หิวหรือไง” รพีมองระอา เธอส่ายหน้าเล็กน้อย“ไม่ค่ะ รู้สึกอิ่มด้วยซ้ำ วันนี้กินผลไม้ไปเยอะมาก”“เธอจะกินแต่ผลไม้อย่างเดียวไม่ต้อง ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลูกเราจะได้แข็งแรง” เขาบ่น เพียงขวัญพยักหน้ารับ“รู้แล้วค่ะ พี่รพีอย่างลืมสิคะว่าหนูเป็นพยาบาลนะ”“ไม่ได้ลืม แต่เธอนั่นแหละชอบลืมท
“คุณทราบใช่ไหมว่าผมเป็นสามีของเพียงขวัญ” รพีถาม ทำเอาวิมลรัตน์ชะงักหยุดใช้ความคิดไปเล็กน้อย“ดิฉันไม่แน่ใจ ช่วงนั้นดิฉันกำลังวุ่นวายกับหลายๆ เรื่อง” เธอตอบแบบไม่หลบสายตา“คงเป็นเรื่องเตรียมหลักฐานฟ้องหย่ากับคุณหมออยู่สินะครับ” เขาเปรย วิมลรัตน์ไม่ตอบ เธอยกน้ำเปล่าขึ้นดื่ม“เข้าเรื่องเถอะค่ะ ฉันมีเวลาไม่มากนัก”“ตอนนี้คุณหมอเตชินท์คิดถึงคุณกับลูกมาก เขาอยากให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม อยากใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณและน้องลูกตาล”“หึ! คุณมาพูดกับฉันแบบนี้คงไม่รู้สินะคะว่าเขาทำอะไรกับฉันไว้บ้าง” วิมลรัตน์กระแทกเสียงใส่ รพีแย้มรอยยิ้ม แววตามีแต่ความเห็นอกเห็นใจคู่สนทนา“ผมทราบทุกอย่างครับว่าคุณต้องเผชิญกับความเลวร้ายต่างๆ ที่คุณหมอเตชินท์มอบให้กับคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของคุณขาด แต่ผมอยากบอกคุณว่าที่เขาทำแบบนั้น เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นคุณ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รักเพียงขวัญ เขารู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วว่าเพียงขวัญเป็นของผม และไม่มีวันที่เพียงขวัญจะไปแต่งงานกับเขา แต่ก็อยากจะลองเล่นกับความรู้สึกเพียงขวัญ เขาแค่ปลาบปลื้มชื่นชอบที่เพียงขวัญเป็นเด็กขยัน กตัญญู และรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้
“ไม่มีทาง ฉันไม่มีทางเบื่อเธอเป็นอันขาด” รพียืนยัน จับข้อมือทั้งสองข้างของเธอยกขึ้นแล้วถลกกระโปรงชุดนอนออกจากร่าง เธอนอนเปล่าเปลือยตรงหน้าชายหนุ่ม รพีไล่สายตามองด้วยความปรารถนา ท้องนูนเด่นทำให้เขาต้องก้มลงไปจูบปลอบใจเจ้าลูกชายที่อยู่ในท้องให้ไม่ตื่นตระหนกเวลาที่เขากับเธอร่วมรักและส่งเสียงร้องครวญครางกันอย่างดัง รพีจูบหน้าท้องแล้วไล่เรื่อยลงมายังกลีบกายสาว“อะ... อื้อ...”เพียงขวัญขยุ้มกลุ่มผมดกดำของรพี เธอบิดกายกระเส่า ท้องน้อยเสียวมวนไปหมด รพีเร่งปลายลิ้นฉกาจฉกเจ้าดอกไม้งามที่เต็มตื้นไปด้วยน้ำหวานหอมกรุ่นเรื่อยๆ แถมยังสอดนิ้วเข้าหาอีกต่างหาก เพียงขวัญครางไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งเสร็จไปหลายรอบ แต่เขายังไม่หยุดเลีย จนเธอต้องกระเถิบกายหนี แต่เขารั้งสะโพกเอาไว้แน่น เรียวขาทั้งสองข้างบีบรัดศีรษะชายหนุ่มเอาไว้ เด้งกายขึ้นจนตัวลอยแผ่นหลังไม่ติดที่นอน“อ่าส์...”เสียงครางผะแผ่วเป็นสัญญาณบอกได้ว่าเธอได้เสร็จอีกครั้งแล้ว รพีผละใบหน้าออก เขาลุกขึ้นเปลื้องผ้าตัวเองแล้วเอาความเป็นชายไปจ่อยังริมฝีปากของหญิงสาว เพียงขวัญกลืนกินตัวตนอันใหญ่โตเข้าไปในปาก ดูดเลียจนต้นขาสั่นสะท้าน รพีเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจ
เพียงขวัญมองคนข้างกายอย่างใช้ความคิด กลับมาคราวนี้เขามีเหตุผลและใจเย็นขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง เพียงขวัญนั่งเงียบๆ จนกระทั่งเขาพาเธอมากินมื้อเย็นที่ร้านโปรดของเธอ รพีอยากให้เธอได้กินอาหารทะเลมากๆ กลับไปเชียงใหม่ก็ไม่ค่อยมีอาหารพวกนี้ให้กินแล้ว ถึงมีก็ไม่อร่อยเท่าชายทะเลแบบนี้“หรือว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่หนูควรจะต้องกลับไปอยู่เชียงใหม่” หญิงสาวเปรย รพีหันขวับ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ในใจตื่นเต้นเหลือคณา เขาพยายามหลบซ่อนความดีใจไว้ในอกไม่ให้เธอสังเกตเห็น“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”“หนูคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่หนูจะต้องกลับไปเชียงใหม่ กลับไปดูแลครอบครัว กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง” เพียงขวัญตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่รพีต้องการมาก่อนหน้านี้ เขาหันไปลอบยิ้มให้กับตัวเองแล้วหันกลับมาหาเธอด้วยความเป็นห่วง“ตัดสินใจแบบนี้ แน่ใจแล้วใช่ไหม”“ค่ะ” เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แววตามั่นคงไม่สับสนเลยแม้แต่น้อย“โอเค ฉันจะโทรไปบอกแม่บัวพรุ่งนี้ แล้วเธอจะเอายังไงกับงานต่อ”“หนูจะต้องเข้าไปคุยกับคุณหมอเบญ คุณหมอให้โอกาสหนูมากมายเหลือเกิน จนหนูรู้สึกติดหนี้บุญคุณหลายเรื่อง หากมีโอกาสหนูคงจะต้องตอบแทนบุญคุณ อ้อ... รวมทั้







