LOGINมาร์คัสพาเอวารินวิ่งหนีมาถึงกลางสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งคู่หยุดยืนพิงราวสะพานหายใจเหนื่อยหอบ
“คุณเป็นใคร แล้วมาช่วยฉันทำไม”
มาร์คัสยังไม่ทันได้ตอบอะไรก็ถูกกระสุนของคนร้ายที่วิ่งตามมาเจาะเข้าที่ไหล่ขวาจนเลือดไหลอาบ
“คุณถูกยิง!” หญิงสาวตกใจหน้าซีดเผือด
“ผมไม่เป็นไร” มาร์คัสใช้มือข้างซ้ายกดไหล่ห้ามเลือดเอาไว้แล้วจะพาเอวารินวิ่งหนีไปอีกทาง แต่พอหันไปก็เห็นว่าคนร้ายอีกคนถือปืนเล็งอยู่พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับตอนนี้ทั้งคู่โดนดักไว้ทั้งสองด้านของสะพาน ทางเดียวที่จะหนีรอดไปได้ก็คือต้องกระโดดสะพาน
“คุณว่ายน้ำเป็นใช่มั้ย” มาร์คัสถาม
“เป็นค่ะ”
“งั้นโดด!”
“นี่มันแม่น้ำเจ้าพระยานะคุณ กระโดดลงไปก็มีแต่ตายกับตาย” เอวารินมองลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่างแล้วนึกกลัว
“คุณจะยอมให้พวกมันยิงตายอยู่ตรงนี้หรือไง”
เอวารินมองคนร้ายทั้งสองคนสลับกับมองลงไปยังผืนน้ำกว้างใหญ่ที่ดำมืดด้วยท่าทางครุ่นคิดลังเลใจ ในขณะเดียวกันคนร้ายก็กำลังสืบเท้าก้าวเข้ามาใกล้อย่างเยือกเย็นคล้ายความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกวินาที
“ถ้าไม่ยอมบอกว่าของที่ไอ้เจสันมันให้เธออยู่ที่ไหน ก็ตายอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” คนร้ายคนหนึ่งเล็งปืนมาที่กลางหน้าผากของเอวารินและกำลังจะเหนี่ยวไก
“ไม่มีเวลาคิดแล้ว โดด!”
มาร์คัสอุ้มเอวารินขึ้นไปยืนบนราวสะพานแล้วพาเธอกระโดดหนีลงน้ำ พร้อมกับกระสุนที่เฉี่ยวขมับของหญิงสาวไปเพียงแค่เสี้ยวมิลลิเมตร เรียกว่ารอดตายอย่างหวุดหวิด
“กรี๊ด!” เอวารินหลับตาปี๋ กรีดร้องสุดเสียง ในใจคิดว่าต่อให้ไม่โดนยิงตายก็ต้องจมน้ำตายแน่ๆ
ร่างของทั้งคู่กระทบผิวน้ำเสียงดังตูมจนเกิดระรอกคลื่นเป็นวงกว้าง ทั้งคู่จมดิ่งลงไปในความมืดมิดและเยียบเย็นของสายน้ำ ยิ่งดิ่งลึกไปมากเท่าไร หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามือของมาร์คัสที่จับมือเธอไว้แน่นตั้งแต่ตอนที่กระโดดลงมาจากสะพานค่อยๆ คลายออกอย่างช้าๆ จนกระทั่งสัมผัสของเขาหายไปจากการรับรู้
เอวารินพยายามถีบตัวขึ้นเหนือน้ำ แต่ยากเย็นเหลือเกิน แม้ใจจะสู้แต่ร่างกายที่บอบบางก็ไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ร่างที่กำลังจะขาดอากาศหายใจถูกดึงให้จมดิ่งลงไปในความมืดมิดและเหน็บหนาว
ลึกลง...ลึกลง...จนในที่สุดทุกอย่างก็หยุดนิ่งและดำมืด
มาร์คัสนั่งเฝ้าเอวารินที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดและแพงที่สุดอย่างใกล้ชิด เมื่อคืนนี้กว่าที่เขาจะช่วยเอวารินขึ้นมาจากน้ำได้เธอก็หยุดหายใจไปแล้วชั่วขณะ เขาต้องทำ CPR อยู่เกือบนาทีกว่าเธอจะกลับมาหายใจอีกครั้ง และหลังจากลืมตาขึ้นมามองหน้าเขาแวบหนึ่ง เธอก็หมดสติไปอีก จนกระทั่งบ่ายแก่ของวันนี้ก็ยังไม่ฟื้น แต่นายแพทย์ที่เข้ามาตรวจอาการเป็นระยะก็บอกว่าอาการของเธอไม่น่าเป็นห่วง ไม่มีบาดแผลทางร่างกาย แต่ที่ยังไม่ฟื้นอาจเป็นเพราะอ่อนเพลียหรือไม่ก็ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากเท่านั้น
ชายหนุ่มนั่งมองใบหน้าสวยเก๋ของคนที่ยังนอนไม่ได้สติอย่างหลงใหล ตอนที่เห็นรูปถ่ายเธอครั้งแรกว่าสวยมากแล้ว แต่ตัวจริงสวยกว่าในรูปล้านเท่า
ใบหน้าของเธอเรียวได้รูปสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ หน้าผากที่รอดพ้นจากลูกตะกั่วมาได้แบบเฉียดฉิวโหนกนูนเกลี้ยงเกลารับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน มองแล้วน่ามันเขี้ยวจนเขานึกอยากจะลองกัดเล่นดูสักครั้ง อีกทั้งริมฝีปากเต็มอิ่มสีชมพูระเรื่อแม้ไม่ได้ทาลิปสติกก็น่าลิ้มลองเหลือเกินว่าจะมีรสชาติหวานล้ำเพียงใด
และทันใดนั้น มาร์คัสก็ลุกจากเก้าอี้แล้วโน้มตัวแนบริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มสีหวานอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้บ้าและไม่ใช่พวกโรคจิตที่มีรสนิยมชอบลักหลับ แต่ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์เย้ายวนจนยากจะห้ามใจ
เซ็กซ์แอบเพียลของเธอมีพลังทำลายล้างสูงมาก!
เอวารินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งที่อ่อนนุ่มทว่าร้อนผ่าวเคลื่อนไหวอยู่บนริมฝีปาก และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งแนบชิดอยู่กับใบหน้าของเธอ หญิงสาวเห็นหน้าเขาไม่ชัดเพราะอยู่ในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะเห็นใบหน้าทั้งหมดของเขา เธอเห็นเพียงเปลือกตาที่ปิดสนิทด้วยความเคลิบเคลิ้มกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสจากปลายจมูกโด่งเป็นสันที่ปัดอยู่ข้างแก้มเท่านั้น
เธอควรจะตกใจกลัวและกรีดร้องให้คนช่วย ทว่ากลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขาที่ลอยมากระทบปลายจมูกนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
“ฉันกำลังฝันว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงนิทราที่ถูกเจ้าชายปลุกด้วยจูบอยู่ใช่มั้ย” เธอขยับปากพึมพำแนบชิดกับริมฝีปากของผู้รุกรานจนเขาตกใจรีบผละออกแล้วปั้นหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่เอวารินก็ยกมือแตะริมฝีปากของตัวเองอย่างไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่นี้เธอถูกเขาจูบจริงหรือแค่ฝันไปกันแน่
“เป็นยังไงบ้าง คุณหมดสติไปนานมากจนผมใจคอไม่ดี” เขาถามด้วยความเป็นห่วงแล้วช่วยประคองเธอให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแต่ทำได้ไม่ถนัดนักเพราะไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงอีกทั้งยังมีสายพยุงแขนคล้องคออยู่ด้วย
เอวารินจ้องหน้าเขานิ่งนาน พยายามนึกว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงมานั่งเฝ้าเธออยู่ข้างเตียง แล้วยังถามไถ่ราวกับรู้จักกันเป็นอย่างดีอีก แต่ก็นึกไม่ออกจึงถามเขาไปตามตรง “คุณเป็นใคร”
“ผมชื่อมาร์คัส นีโอเนลสัน คุณจะเรียกผมว่ามาร์คก็ได้”
หญิงสาวพยักหน้ารับแบบไม่ใส่ใจนักแล้วกวาดตามองไปรอบห้องจากนั้นก้มลงมองชุดคนไข้ที่ตนสวมอยู่ “ทำไมฉันถึงมาอยู่โรงพยาบาล ฉันไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย”
“เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อย แล้วคุณก็สลบไปไง”
“มีเรื่องอะไรเหรอคะ” เธอถามงงๆ
“คุณจำไม่ได้เหรอ”
เอวารินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “จำไม่ได้ค่ะ”
“แล้วคุณจำผมได้มั้ย”
เอวารินมองหน้าคนถามพลางนิ่วหน้าคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ก่อนตอบ “ฉันจำได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน แล้วฉันก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนด้วย”
“คุณจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไม่ได้เลย เหรอ” มาร์คัสแปลกใจ เธอไม่น่าที่จะความจำสั้นถึงขนาดจำไม่ได้ว่าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
“ฉันจำคุณไม่ได้จริงๆ ค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าจนเส้นผมที่ยาวถึงกลางหลังซึ่งย้อมไว้ด้วยสีมะฮอกกานีปลิวไสว “เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลย”
มาร์คัสเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างจึงลองถามคำถามเพื่อพิสูจน์สิ่งที่กำลังสงสัย “คุณชื่ออะไร จำตัวเองได้หรือเปล่า?”
“ฉันชื่อ...” เอวารินนิ่งคิดอยู่นานมากแต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ยิ่งพยายามคิดมากเท่าไหร่หัวคิ้วเรียวสวยก็ยิ่งขมวดมุ่นอย่างตึงเครียดมากขึ้นเท่านั้น “ฉันชื่ออะไร ฉันเป็นใคร ทำไมฉันจำตัวเองไม่ได้”
มาร์คัสทำหน้าเครียด
เวรละ...หรือว่าเธอจะความจำเสื่อม!
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







