เข้าสู่ระบบ“ทำไมต้องรีบขนาดนี้ด้วยคะมาร์ค ฉันยังดื่มไวน์ไม่หมด เลย” คนที่ติดใจรสชาติไวน์บ่นอุบอิบขณะก้าวตามร่างสูงเข้าไปในลิฟต์
“ผมอยากเข้าหอกับคุณเร็วๆ ไง” วงแขนแข็งแกร่งรั้งเอวบางเข้ามาแนบชิดกับลำตัวแล้วก้มลงจุ๊บที่ริมฝีปากเธอครั้งหนึ่งอย่างอดใจไม่ไหว “ให้ตายสิ...ผมอยากมีอะไรกับคุณลิฟท์นี่จัง”
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก อายเค้า” เธอบอกยิ้มๆ “แต่ถ้าแค่จูบก็พอได้นะคะ เราน่าจะมีเวลาหนึ่งนาทีกว่าลิฟต์จะลงไปถึงชั้นล่าง”
มาร์คัสกระตุกยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะดันหลังเธอไปชิดกับผนังลิฟต์แล้วประกบริมฝีปากลงบนเรียวปากนุ่มอย่างอ่อนโยนจากนั้นแทรกลิ้นเข้าไปไล้วนจนทั่วแล้วดูดลิ้นเล็กอย่างแรงเพื่อกวาดเอารสชาติไวน์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปากเธอ
“อื้อ” เอวารินหลุดครางเสียงแผ่วหวาน รู้สึกร้อนวูบวาบบริเวณกึ่งกลางร่างกาย ในใจนึกอยากให้ลิฟต์ค้างสักชั่วโมงเพื่อจะได้มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากจูบ
เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นก่อนที่ลิฟต์จะเปิดออกทำให้ทั้งคู่ต้องรีบผละออกจากกัน จากนั้นมาร์คัสก็โอบเอวภรรยาผู้เร่าร้อนของเขาออกจากลิฟต์ด้วยมาดหล่อสวยแบบเนียนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ทำแบบนี้ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกันนะคะ” เธอเอนตัวซบไหล่หนาแล้วกระซิบบอกเขาด้วยแววตาเป็นประกายซุกซน
“คุณเล่นแบบนี้ผมจะทนไม่ไหวก่อนถึงบ้านนะ” เขากัดฟันบอกแล้วแอบเลื่อนมือที่เกาะอยู่บนสะโพกไปตีก้นเธอเบาๆ
“ห้ามทำอะไรฉันในรถนะคะ มันแคบ...ฉันไม่ถนัด” เธอกัดปากพร้อมขยิบตาให้เขาแบบนางแมวน้อยยั่วสวาท
“เมาแล้วใช่มั้ยเนี่ย” มาร์คัสหัวเราะชอบใจ เธอฮ็อตฉ่าขนาดนี้สงสัยคืนนี้เตียงต้องไหม้แน่นอน
“อ้าว หนูริน” เสียงของกำธรดังขึ้น ก่อนที่ร่างขาวท้วมของท่านรัฐมนตรีจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเอวารินและมาร์คัสโดยมีบอดี้การ์ดมาดเข้มสองคนยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง
เอวารินมองหน้ากำธรอย่างครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นถามมาร์คัสที่กระชับวงแขนโอบเอวเธอไว้แน่นกว่าเดิมเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ “ใครคะมาร์ค”
มาร์คัสยังไม่ทันได้ตอบอะไร กำธรก็พูดแทรกขึ้น
“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันหนูรินก็ลืมฉันซะแล้วเหรอ” กำธรเหลือบตาขึ้นมองมาร์คัสที่ยืนหน้านิ่งแต่แววตาแข็งกร้าวนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ “เพราะอย่างใช่มั้ย วันงานแฟชั่นโชว์หนูถึงไม่ยอมออกไปคุยกับฉัน”
“อย่ามายุ่งกับภรรยาผม” มาร์คัสกัดฟันบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน ทำให้บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกำธรขยับตัวจะเข้ามาจัดการกับชายหนุ่มลูกครึ่งรูปสูงใหญ่
กำธรยกมือขึ้นห้ามลูกน้องแล้วหันมาพูดกับเอวารินด้วยท่าทีสุภาพอย่างผู้ใหญ่ใจดีทว่าแววตามีความหื่นกระหายแทะโลม “เอาไว้วันหลังเราค่อยนัดคุยกันเป็นการส่วนตัวก็แล้วกันนะหนูริน” รัฐมนตรีสูงวัยยิ้มเยาะใส่ดวงตาของมาร์คัสแบบไม่เกรงกลัวนักธุรกิจหนุ่มที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยและดุดันที่สุดคนหนึ่งเพราะถือว่าตนก็เป็นนักการเมืองใหญ่ที่มีทั้งเงินและอำนาจมากเช่นกัน
มาร์คัสกัดกรามแน่น ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าเอวารินเขาคงซัดไอ้แก่นี่ให้ล้มคว่ำไปแล้ว แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงการพา เอวารินออกไปจากตรงนี้โดยเร็วที่สุดก่อนที่ความอดทนของเขาจะหมดลง และเพราะความ ‘หวงเมีย’ จนหน้ามืดเลยทำให้มาร์คัสไม่ทันสังเกตเห็นแววตามาดร้ายของกำธรที่มองตามหลังมา
“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมเค้ารู้จักฉันด้วย” หญิงสาวถามเมื่อเดินมาถึงรถยนต์ยุโรปคันหรูซึ่งพนักงานนำมาจอดรถที่หน้าโรงแรมอยู่ก่อนแล้ว
“นายกำธร เป็นรัฐมนตรี” ชายหนุ่มเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งแล้วย่อตัวลงช่วยเก็บชายกระโปรงที่ยาวกองอยู่กับพื้นขึ้นไปวางบนรถแล้วปิดประตูจากนั้นจึงตามเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ
“ฉันไปรู้จักนักการเมืองใหญ่อย่างนั้นได้ยังไงคะ”
“เค้าชอบคุณ เคยมาตามตื๊อคุณให้ไปเป็นอีหนูแต่คุณไม่ตกลงเพราะคุณรักผมคนเดียว” มาร์คัสรู้เรื่องราวระหว่างกำธรและ เอวารินดีเพราะให้โทนี่ไปสืบมาหมดแล้ว ส่วนประโยคสุดท้ายนั้นเขาเพิ่มเข้าไปเอง
“แล้ววันงานแฟชั่นโชว์นั่นมันมีอะไรเกิดขึ้นเหรอคะ แล้วฉันไปทำอะไรในงาน” เธอถามด้วยความสนใจอยากรู้
มาร์คัสขับรถออกไปพร้อมกับครุ่นคิดอยู่นานว่าจะบอกเธออย่างไรดี แต่สุดท้ายก็ยอมบอกความจริง “คุณเป็นนางแบบที่ไปเดินโชว์ในงานวันนั้น”
เอวารินพยักหน้ารับหงึกหงัก เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีอาชีพเป็นนางแบบ “แล้วฉันมีเพื่อนสนิทบ้างมั้ยคะ ฉันถามทีไรคุณก็ไม่ยอมบอก”
“เรื่องอะไรผมจะยอมบอกคุณง่ายๆ ของแบบนี้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” เขาแกล้งเฉไฉ
“คุณอยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย ฉันจะให้คุณทุกอย่าง”
“แน่นะ” เขาหันมาจ้องหน้าเธอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ขณะรถจอดติดไฟแดง
“ค่ะ”
“ให้ผมอึ๊บหนึ่งครั้งแลกกับการตอบคำถามหนึ่งคำถาม”
เอวารินขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “พูดเหมือนทุกวันนี้คุณไม่ได้อึ๊บฉันงั้นแหละ”
“ผมล้อเล่น” เขายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกลงบนปลายจมูกเล็กน่ารักของเธอ “ผมขอแค่ให้คุณอยู่กับผมอย่างนี้ตลอดไปก็พอแล้ว”
“แปลว่าคุณจะไม่อึ๊บฉันแล้วใช่มั้ย” หญิงสาวจงใจปัดริมฝีปากผ่านริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาชวนให้วาบหวิว
“ยั่วผมอีกแล้วนะ”
“แล้วยั่วขึ้นมั้ยล่ะคะ”
“อยากขึ้นมากเลย แต่ยังขึ้นตอนนี้ไม่ได้” ชายหนุ่มตอบเสียงสั่นพร่าแล้วรีบเปลี่ยนเกียร์เคลื่อนรถออกไปเมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฎขึ้นก่อนจะโดนรถคันหลังบีบแตรไล่
มาร์คัสขับรถมาตามถนนเส้นหลักอยู่พักใหญ่ก็สังเกตเห็นรถคันหนึ่งที่ขับตามหลังมาตั้งแต่ออกจากโรงแรม ทั้งที่มีจังหวะแซงหลายครั้งแต่รถคันนั้นไม่ยอมแซง ชายหนุ่มลองขับรถหลบเข้าซอยเล็กแล้วลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ รถคันนั้นก็ยังตามมาแบบไม่ลดละ ทำให้เขาแน่ใจว่ากำลังถูกสะกดรอยตาม ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงลงไปบู๊กับพวกมันตัวต่อตัวแล้ว แต่ตอนนี้เขามีเอวารินนั่งมาด้วย เขาจึงต้องมีสติและรอบคอบมากกว่าที่เคย
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของมาร์คัสก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเหลือบมองที่หน้าจอเห็นว่าเป็นโทนี่ที่โทร. เขามาจึงรีบกดรับสายและได้ยินเสียงลูกน้องคนสนิทบอกมาว่า
“นายพาคุณรินกลับบ้านไปก่อนเลยครับ ทางนี้ผมจัดการเอง”
มาร์คัสกดวางสายด้วยสีหน้าเบาใจขึ้นมาก เขาเหลือบมองกระจกส่องหลังก็เห็นรถที่สะกดรอยตามมาถูกรถของโทนี่พุ่งชนท้ายอย่างจังจนต้องเบรกกะทันหันและเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโทนี่
ตอนนี้เขาต้องรีบพาเอวารินกลับบ้านเพื่อไปทำลูกก่อน!
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







