เข้าสู่ระบบใบหน้าของหญิงสาวเลื่อนลงไปถึงความเป็นชายแกร่งชันซึ่งตั้งตระหง่านท้าทายสายตาอย่างน่าเกรงขามอยู่เบื้องล่าง เธอดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วกอบกำมันด้วยมือเล็กอ่อนนุ่ม จากนั้นค่อยๆ ขยับมือขึ้นลงอย่างเชื่องช้าแบบที่เขาเคยสอนให้เธอทำมาแล้วครั้งหนึ่ง และเมื่อนึกถึงคำวิงวอนของเขาก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ‘ผมอยากให้มันละลายในปากคุณจะแย่’ หญิงสาวก็ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม เธอจูบเบาๆ ที่ส่วนปลายโค้งมนสีจัดก่อนจะรับเขาไว้ในปากและดูดรั้งอย่างเร่าร้อน
มาร์คัสคำรามเสียงทุ้มต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุดและก่อนที่จะแตกสลายและละลายในปากเธอเขาก็รีบดันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วต้นแขนทั้งสองข้างของเธอให้หยุด “พอก่อน”
“ฉันทำไม่ดีเหรอคะ” เธอช้อนสายตาขึ้นมองหน้าเขาแววตาแฝงความรู้สึกผิดอย่างปิดไม่มิดจนเขาต้องจูบปลอบใจเธอครั้งหนึ่ง
“ไม่เลย...คุณทำดีมาก แต่คืนนี้เราจะทำลูกกัน ผมต้องปลดปล่อยในตัวคุณเท่านั้น” เขาจับร่างบางให้นอนหงายลงบนเตียงแล้วเสียดแทรกเข้าไปในตัวเธออย่างเชื่องช้าจนสุดทางเพราะไม่อยากทำให้เธอเจ็บเหมือนเมื่อหลายคืนก่อนนั้นอีก
เอวารินครางเสียงแผ่วหวิวพลางส่งยิ้มหวานให้เขา เธอชอบช่วงเวลาที่ได้โอบกอดเขาจากภายในแบบนี้เหลือเกิน มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด
“ยิ้มอะไรครับ” เขากระซิบถามเสียงแหบพร่าพลางบดเบียดแก่นกายเข้ามาล้ำลึกยิ่งขึ้น
“ยิ้มให้คุณไงคะ...สามีของฉัน” น้ำเสียงเธอสั่นระริกขณะที่เขาหมุนสะโพกเป็นวงเชื่องช้าแล้วเริ่มขยับเข้าออกอย่างหนักแน่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อภายในของเธอกระตุกรัดรอบเขา ร่างกายร้อนผ่าวจนผิวขาวจัดแดงระเรื่อไปทั่วทั้งตัว
“คุณน่ารักเป็นบ้าเลย” เขากัดฟันบอกเสียงกระเส่าพลางนวดคลึงทรวงอกและบดขยี้ปลายยอดอย่างเร่าร้อนพร้อมกับการโจนจ้วงเข้ามาอย่างถี่กระชั้นและหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
เอวารินส่งเสียงครางสั่นระริก ใบหน้าสวยหวานชื้นเหงื่อแหงนเงยไปด้านหลังจนแผ่นหลังแอ่นโค้งขึ้นจากที่นอน สะโพกขยับสอดรับการเข้าออกของเขาเป็นจังหวะเดียวกัน
“มองตาผม...ผมอยากเห็นตอนที่คุณมีความสุขที่สุด” ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งจับประคองใบหน้าที่สะบัดส่ายไปมาของหญิงสาวให้มองตรงมาที่เขา
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่แสนเร่าร้อนของสามีจอมบงการ เวลาปกติเขาจะเป็นผู้ชายโรแมนติกและอ่อนโยนมาก อย่างตอนที่แอบทำเซอร์ไพร้ส์ขอเธอแต่งงานตอนหัวค่ำ แต่เวลามีเซ็กซ์ เขาจะกลายเป็นจอมบงการอย่างร้ายกาจ แต่เธอก็ชอบที่เขาเป็นแบบนี้ ความจริงเธอชอบทุกอย่างที่เป็นเขานั่นแหละ
“เตรียมตัวรับความสุขจากผมให้ดีนะที่รัก” เขาบอกพลางถอยแก่นกายออกไปจนเกือบสุดแล้วผลักดันกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างหนักหน่วงและเต็มแน่น
“อื้อ...ฉันพร้อมรับเสมอค่ะ” เธอกัดฟันบอกอย่างสู้ตาย เพื่อความสุขท้วมท้นที่จะได้รับ หนักกว่านี้เธอก็รับไหว
มาร์คัสกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจแล้วก้มลงจูบเธออย่างดูดดื่มจากนั้นก็ดันตัวขึ้นแล้วจับสะโพกเธอล็อกไว้ด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะถาโถมเข้าใส่ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี และแทบไม่น่าเชื่อว่าร่างกายที่แสนบอบบางจะสามารถโอบรับความความใหญ่โตของเขาได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ ภายในเธอทั้งอบอุ่น อ่อนนุ่มและคับแน่น
เธอคือบ้านที่อบอุ่นของเขา
“อ๊ะ...มาร์ค...” ความสุขที่อัดกระแทกเข้ามาอย่างไร้ความปรานี ทำให้เอวารินทรมานเหลือเกิน หากแต่เป็นความทรมานแสนหวานซึ่งมาพร้อมกับความสุขซ่านจนน้ำตาซึม กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายบิดเกร็ง และเมื่อเขาโจนจ้วงเข้ามาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งเธอก็แตกสลายพร้อมกับเสียงหวีดร้องที่ดังก้องกว่าครั้งก่อนหลายเท่า
และในความพร่าเลือนของสติสัมปชัญญะ เอวารินได้ยินเสียงคำรามทุ้มต่ำของมาร์คัสดังขึ้นหลังจากที่เขาถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงอีกสองถึงสามครั้งก่อนที่ร่างกายจะกระตุกเกร็งและสั่นเทิ้ม จากนั้นบางสิ่งที่ร้อนวาบก็ฉีดพุ่งอยู่ภายในร่างกายเธอ
ร่างหนาชะงักนิ่งครู่หนึ่งก่อนทิ้งตัวลงนอนซบบนอกนุ่มทั้งที่ยังไม่ถอดถอนเพื่อให้เธอบีบรัดและรีดเร้นทุกหยาดหยดจากตัวเขาเข้าสู่ตัวเธอให้หมดเสียก่อน เขามั่นใจเหลือเกินว่า ด้วยน้ำยาดีและลีลาที่เด็ดดวงขนาดนี้ ยังไงคืนนี้ ‘มาร์คน้อย’ ต้องมาแน่
ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบกันไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านที่ดังผสานกันอยู่ในห้องนอนกว้าง
“คุณจะอยู่ในตัวฉันอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอคะ” เอวารินถามพลางลูบไล้ฝ่ามือไปบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของสามีที่ยังนอนซบอยู่บนตัวเธอโดยที่ความเป็นชายยังฝังลึก
“ให้ผมอยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิตยังได้เลย” เขาพลิกตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับจับร่างเล็กให้พลิกตามมานอนซบบนไหล่ขวาแล้วยกขาซ้ายขึ้นพาดทับบนเนินสะโพกหนั่นแน่น มือซ้ายแนบลงที่ด้านหลังเอวบางแล้วรั้งตัวเธอเข้ามาชิดโดยไม่ยอมถอดถอนออกไปง่ายๆ
“แต่ฉันอยู่ไม่ได้”
ชายหนุ่มใจแป้วขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบ “ทำไมครับ?”
“คุณใหญ่เกินไป ฉันอึดอัด”
มาร์คัสหัวเราะเบาๆ ด้วยความภูมิใจในตัวเองแล้วยอมถอนแก่นกายออกจากนั้นเอื้อมมือข้ามตัวหญิงสาวไปดึงผ้าห่มที่กองอยู่ข้างเตียงขึ้นมาคลุมร่างให้เธอ “ทนเหนอหนะนิดนึงนะครับ พรุ่งนี้เช้าค่อยอาบน้ำ เดี๋ยวผมอาบให้”
“ค่ะ” เอวารินตอบรับอย่างว่าง่ายเพราะรู้จุดประสงค์ของสามีดีว่าคืนนี้เขาตั้งใจ ‘ทำลูก’ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยากมีลูกมากขนาดนี้ “เราอยู่ด้วยกันมากี่ปีแล้วคะ ทำไมคุณถึงเพิ่งอยากมีลูกตอนนี้”
ชายหนุ่มชะงักกึก เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่อยากโกหกเธอ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ ‘แกล้งหลับ’ คงเหมือนที่ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าเจอหมีให้แกล้งตายนั่นแหละ
“ว่าไงคะมาร์ค” เธอถามย้ำอีกครั้งพลางยกตัวขึ้นมองหน้าเขาถึงได้เห็นว่าเปลือกตาของเขาปิดสนิทอยู่ “หมดแรงจนน็อกไปเลยเหรอเนี่ย” เอวารินยิ้มขำแล้วจูบที่ริมฝีปากของคนที่คิดว่าหลับอย่างอ่อนโยนก่อนจะลดตัวลงนอนซุกในอ้อมอกอบอุ่นโดยหารู้ไม่ว่าคนแกล้งหลับต้องใช้ความพยายามขั้นสูงสุดในการห้ามใจตัวเองไม่ให้เผลอจูบตอบเธอ
มาร์คัสพาเอวารินมาตรวจครรภ์ตามที่หมอนัด วันนี้อายุครรภ์ของเธอครบแปดสัปดาห์เต็มแล้ว ทำให้การอัลตราซาวด์เห็นทารกในครรภ์ชัดกว่าตอนห้าสัปดาห์ที่ตรวจครั้งแรกมาก ตอนนั้นเห็นเพียงถุงตั้งครรภ์และจุดขาวๆ ที่อยู่ภายในเท่านั้น “ตัวโตขึ้นเยอะเลย หัวใจเต้นตุ๊บๆ ด้วย คุณพ่อคุณแม่เห็นมั้ยครับ” หมอชี้ที่หน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์ให้เอวารินและมาร์คัสดู “ลำตัวอยู่ตรงนี้ ก้นอยู่ตรงนี้ กลมๆ นี่คือศีรษะ” ว่าที่คุณพ่อและว่าที่คุณแม่จับมือกันแน่นด้วยความตื้นตันใจขณะมองลูกน้อยในครรภ์ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม “นั่นเขาดิ้นใช่มั้ยคะคุณหมอ” เอวารินถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยในพุงดิ้นดุ๊กดิ๊กนิดหนึ่ง “ใช่ครับ” คุณหมอตอบรับ “เมื่อกี้คุณเห็นมั้ยคะมาร์ค” หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเขย่ามือสามีที่ยืนอยู่ติดกัน “เห็นครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอ “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าเมื่อเช้าลูกเตะหน้าผมจริงๆ” “ฉันก็ยังคิดว่าคุณมโนอยู่ดี ลูกตัวนิดเดียว ต่อให้ดิ้นแรงยังไงก็ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ” “ผมรู้สึกจริงๆ ทำไมไม่เชื่อผม”
“ยอมแล้วครับคุณแม่ แต่คุณต้องทำเบาๆ นะ เดี๋ยวลูกตื่น” มาร์คัสพูดยิ้มๆ แล้วพลิกร่างบอบบางในชุดนอนเซ็กซี่ให้นอนลงบนเตียง “ผมจะเสิร์ฟความสุขให้คุณเอง แต่ต่อไปนี้ทำได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะ ตกลงมั้ย” “ความอยากมันห้ามกันได้ที่ไหนคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้ ว่าจะอยากหรือไม่อยากตอนไหน” “คุณก็ต้องอดทน” เขาถอดชุดนอนของเธอออก เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าเซ็กซี่ เขาเพิ่งสังเกตว่าทรวงอกของเธอขยายใหญ่ขึ้น สะโพกผายออกมากขึ้น แต่หน้าท้องยังคงแบนราบเหมือนเดิม “ฉันจะไม่ทนค่ะ” เอวารินถอดเสื้อยืดชุดนอนของสามีออกอย่างใจร้อน วันนี้เขาบ่ายเบี่ยงเธอมาทั้งวันแล้ว ถ้าไม่ยอมดีๆ เธอก็จะจับปล้ำซะเลย “มาให้จูบซะดีๆ” หญิงสาวเกี่ยวคอสามีลงไปจูบอย่างเร่าร้อน “นี่คุณ ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมก็ทับลูกแบนกันพอดี” มาร์คัสหัวเราะร่วนกับความหื่นมากผิดปกติของภรรยาแล้วเบี่ยงตัวพาดทับหน้าอกเธอแบบเฉียงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนทับหน้าท้องของเธอ “ฉันไม่ทำให้ลูกเจ็บหรอกน่า ฉันก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยกว่าคุณเหมือนกัน ลูกจะให้ความร่วมมือกับเราค่ะ เชื่อฉัน” หญิงสาวพูดพึมพ
นายแพทย์วัยกลางคนอ่านรายงานผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของเอวารินที่ทางห้องแล็บส่งมาให้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นบอกสองสามีภรรยาที่นั่งลุ้นผลอยู่ตรงหน้า “ไม่พบสารแปลกปลอมในร่างกายคุณรินนะครับ แต่พบอย่างอื่น ไม่แน่ใจว่าคุณสองคนจะทราบแล้วหรือยัง” “ภรรยาผมเป็นอะไรครับหมอ” มาร์คัสรีบถามด้วยความกังวล “คุณรินตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ” “ฉันท้องเหรอ...” เอวารินหันไปถามสามีสีหน้าอึ้งๆ งงๆ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วเหรอ มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกายเธอจริงๆ เหรอ “ใช่...คุณท้องแล้ว” ชายหนุ่มดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเต็มเบ้า ในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิ์ผล “เรากำลังจะมีลูกด้วยกันแล้วนะ คุณดีใจมั้ย” “ดีใจมากค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับน้ำตาซึมรับพลางเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ ลูกมาอยู่ด้วยตั้งห้าสัปดาห์แล้วแต่เธอไม่รู้ตัวเลย“คุณหมอครับ แล้วที่ภรรยาผมมีอาการแปลกๆ นี่ไม่ได้ถูกวางยาแน่นะ” ชายหนุ่มถามอ้อมๆ แต่นายแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงยาปลุกเซ็กซ์
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่สตูดิโอนั่น” หญิงสาวถามพลางเอนศีรษะซบไหล่กว้างของสามีผู้ที่ตามปกป้องเธอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนกระทั่งถึงวันนี้ “ผมติดเครื่องติดตามไว้ที่รถคุณตั้งแต่วันที่คุณแอบขับรถออกไปหาซินดี้ครั้งแรกแล้ว “ครั้งแรก? ครั้งไหนคะ?” “ตอนที่คุณความจำเสื่อมอยู่ไง” “อ๋อใช่...วันนั้นพอฉันกลับมาเราก็ทะเลาะกัน” ว่าแล้วเธอก็หันมามองเขาตาเขียว “คุณน่ะร้ายกาจที่สุด ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ แต่วันนั้นก็ยังมาดุฉันอีก” “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด แอบไปข้างนอกทั้งที่ผมสั่งห้าม กลับมายังมาโวยวายใส่ผมอีก ผมบอกว่ารักคุณๆๆ คุณก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยต้องเสียงดังเข้าข่ม” “จะไม่ให้ฉันโวยวายได้ยังไง คุณเล่นโกหกว่าฉันเป็นภรรยาของคุณ จนฉันเสียพรหมจรรย์ที่อุตส่าห์รักษามายี่สิบสี่ปีไปโดยไม่รู้ตัว แถมยังหลอกฉันแต่งงานจดทะเบียนสมรสอีก” “ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะ” มาร์คัสที่นั่งเอนหลังพิงพนักม้านั่งแบบสบายๆ ดีดตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วจับต้นแขนทั้งสองข้างของภรรยาสาวไว้แน่นพลางถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ความทรงจำ
ผู้กำกับที่นั่งอยู่หลังมอนิเตอร์สั่งเช็กกล้อง เช็กไฟแล้วตะโกน บรีฟเอวารินกับลีโออีกครั้งก่อนเริ่มการถ่ายทำ “คุณลีโอ คุณรินพร้อมนะครับ สตอรี่ของเราคือถึงจะเมกเลิฟในรถกันอย่างเร่าร้อน แต่พอลงมาเสื้อผ้าก็ยังเรียบกริบอยู่เพราะน้ำยารีดผ้าเรียบฟลายไฮท์ เดี๋ยวผมขอถ่ายช็อตกอดจูบกันในรถก่อนนะ” เอวารินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ “แต่ที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้คือทะเลาะกันในรถแล้วมีการดึงทึ้งเสื้อผ้ากันไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้” นางแบบสาวกระดากอายเกินกว่าจะพูดคำว่า ‘เมกเลิฟ’ ต่อหน้าผู้ชายทั้งสตูดิโอ “ทะเลาะกันผมว่าธรรมดาไป เมกเลิฟอิมแพคกว่า ผมอยากให้เป็นกระแสไวรัลด้วย สินค้าจะได้ติดตลาดเร็วๆ” ผู้กำกับตะโกนตอบแล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คุณรินมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แค่นี้ถ่ายไม่ได้เหรอ ไม่มืออาชีพเลย” เอวารินพยายามจะไม่เรื่องมากเพราะถือว่ามันเป็นงาน เธอต้องแสดงความเป็นมืออาชีพให้ทุกเห็น และอีกอย่างคงเป็นการถ่ายแบบหลบมุมกล้อง ไม่น่าจะเปลืองตัวเท่าไรนัก “ฉันถ่ายได้ค่ะ” ผู้กำกับยิ้มพอใจแล้วสั่งทุกคนเตรียมพร้อม “ผมขอกอดจริง จูบจริงนะ ปากประ
หลังกลับจากฮันนีมูน เอวารินก็ถูกมาร์คัสสั่งให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยห้ามไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ซินดี้ เพื่อนรุ่นพี่ที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เพราะหลังจากโทนี่ส่งหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งหมดของเซบัสเตียนให้ตำรวจแล้ว มันก็หลบหนีการจับกุมไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันยังหลบอยู่ในประเทศไทยหรือหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่เมื่อมีงานใหญ่เข้ามา เอวารินจึงต้องหนีออกไปทำงานโดยไม่ให้ผู้เป็นสามีรู้ “รินแอบมารับงานถ่ายโฆษณาอย่างนี้คุณมาร์คไม่ว่าเอาเหรอ”ซินดี้ถามเอวารินที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวก่อนเริ่มงานถ่ายโฆษณาทางทีวีตัวแรกในชีวิต ซึ่งงานนี้เธอไปแคสต์ทิ้งไว้เป็นเดือนตั้งแต่ก่อนความจำเสื่อม “กลับจากเกาะ รินก็ถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนแล้วนะพี่ซินดี้ บางทีรินก็สงสัยนะว่ารินเป็นเมียหรือเป็นนักโทษกันแน่” “เพราะแกเป็นเมียไง คุณมาร์คถึงได้ห่วงแกขนาดนี้” “แต่เค้าก็ต้องปล่อยให้รินออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่...” นางแบบสาวอายเกินกว่าจะกล้าเล่าต่อหน้าช







