Home / โรแมนติก / รอยราคีที่จำยอม / ตอนที่ 10: อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

Share

ตอนที่ 10: อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเหนือเมืองเอดินบะระถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาทะมึนสลับกับแสงแดดอ่อนๆ  ที่พยายามลอดผ่านลงมา หิมะที่เริ่มโปรยปรายเมื่อคืนทิ้งร่องรอยสีขาวบางๆ ไว้ตามยอดหญ้าและโขดหิน  จอร์นยืนรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าบ้านพักด้วยชุดเดินป่าที่ดูทะมัดทะแมง  เขามองร่างบางของไอริณที่เดินออกมาในชุดที่รัดกุมขึ้นกว่าเมื่อวาน  แต่ใบหน้าของเธอยังคงมีความวิตกกังวลประดับอยู่ไม่จางหาย

“วันนี้เราจะไปอาร์เธอร์สซีต (Arthur's Seat) กันนะครับ อากาศข้างบนนั้นค่อนข้างดีแต่รับรองว่าวิวจะทำให้คุณลืมความทุกข์ทุกอย่างได้”  จอร์นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้อบอุ่นที่สุด  ไอริณเพียงแต่พยักหน้าเบาๆ  เธอยังคงรักษาระยะห่างไว้อย่างเหนียวแน่น   ความฝันและคำทำนายของชาล็อตเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจเธอไม่เลิกรา  

การต้องอยู่กับเขาตามลำพังท่ามกลางหุบเขาที่อ้างว้างดูจะเป็นบททดสอบที่หนักหนาเกินไปสำหรับเธอในตอนนี้ การเดินทางขึ้นสู่ยอดเนินเขาภูเขาไฟเก่าแก่เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ  ทางเดินหินที่ค่อนข้างชันและลื่นจากเกล็ดหิมะทำให้ไอริณต้องใช้สมาธิอย่างมาก จอร์นเดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล เขามักจะหยุดรอและยื่นมือมาหมายจะช่วยพยุง   แต่ทุกครั้งเธอก็จะเลือกที่จะเกาะโขดหินข้างทางแทนการสัมผัสจากมือของเขา

“ผมไม่ได้จะกัดคุณเสียหน่อยคุณไอริณ ที่นี่ทางมันลื่น ถ้าล้มลงไปจะบาดเจ็บเอาได้นะครับ” เขาเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีฉันดูแลตัวเองได้ค่ะคุณจอร์น ไม่ต้องลำบากคุณหรอก”  เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงรั้นๆ ตามสไตล์  เมื่อทั้งคู่ไต่ขึ้นมาถึงจุดชมวิวเกือบสูงสุด  ลมแรงจากอ่าวฟอร์ท (Firth of Forth) พัดเข้าปะทะร่างจนไอริณเซไปวูบหนึ่ง จอร์นรีบคว้าต้นแขนเธอไว้  คราวนี้เธอไม่ได้สะบัดออกเพราะความตกใจ สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางเสียงลมที่หวีดหวิว ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้ไอริณได้เห็นแววตาของเขาชัดๆ อีกครั้ง... แววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ จนเธอเริ่มสับสนว่าปีศาจร้ายจะมีสายตาแบบนี้ได้อย่างไร

“ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันทรงตัวได้แล้ว”  เธอพึมพำเมื่อตั้งหลักได้  จอร์นปล่อยมือออกอย่างเสียดาย  “ไปต่ออีกนิดเถอะครับ ตรงชะง่อนผาข้างหน้านั่นคือจุดที่สวยที่สุด”  ทว่าในจังหวะที่ไอริณกำลังจะก้าวข้ามโขดหินก้อนใหญ่ที่เคลือบไปด้วยแผ่นน้ำแข็งใสบางๆ  เท้าของเธอกลับเสียหลักลื่นไถลลงไปยังทางลาดชันที่เต็มไปด้วยก้อนหินแหลมคม

“ว้าย!” เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เสียการควบคุม

“ไอริณ!”  จอร์นตะโกนลั่น เขาพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ได้อย่างเฉียดฉิว  ทว่าแรงเหวี่ยงและความลื่นทำให้ทั้งคู่เสียหลักกลิ้งหล่นลงไปตามลาดเขาที่ขรุขระ ร่างของจอร์นพยายามโอบกอดไอริณไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา เขาใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เธอไปปะทะกับโขดหินแหลมคมโดยตรง

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนกระทั่งร่างของทั้งคู่ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ชะง่อนหินด้านล่างที่ห่างจากทางเดินหลักไปไกลพอสมควร ไอริณรู้สึกมึนงงและเจ็บแปลบไปทั่วร่าง แต่ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดคือความอุ่นซ่านจากร่างสูงที่ยังคงทับซ้อนอยู่บนตัวเธอ   “ไอริณ... คุณเป็นอะไรไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เสียงของจอร์นตื่นตระหนกและแหบพร่า เขาพยายามพยุงตัวขึ้นมองสำรวจเธอด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ไอริณค่อยๆ ลืมตาขึ้น เธอเห็นเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากขมับของจอร์น และมือของเขาที่กอดเธอไว้นั้นมีรอยถลอกลึกจนเห็นเนื้อแดงสดจากการครูดกับหิน

“คุณ... คุณเลือดออก!” เธออุทานด้วยความตกใจ ลืมสิ้นความโกรธแค้นที่มีหลายวัน “ทำไมคุณถึงทำแบบนี้ ทำไมต้องเอาตัวมาขวางไว้ด้วย!”

จอร์นฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “ผมบอกแล้วไงครับ... ว่าผมจะดูแลคุณ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”  ความรู้สึกบางอย่างพุ่งเข้าชนหัวใจของไอริณอย่างแรง น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหนไหลอาบใบหน้า เธอรีบพยุงร่างของเขาให้พิงกับก้อนหินใหญ่ อากาศที่เริ่มเย็นจัดและความเจ็บปวดทำให้จอร์นเริ่มมีอาการสั่นเทา

“คุณอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะคุณจอร์น  ฉันจะโทรหาชาล็อต” เธอพยายามควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า แต่กลับพบว่ามันแตกละเอียดจากการกระแทกเมื่อครู่

“แย่แล้ว  โทรศัพท์ฉันพัง แล้วของคุณล่ะ?”

“มัน... มันหล่นหายไปตอนที่เรากลิ้งลงมาครับ” เขาตอบเสียงแผ่ว

“ไม่เป็นไรครับ... นั่งพักตรงนี้ก่อน เดี๋ยวคงมีนักเดินป่าคนอื่นผ่านมา”

ทว่าเวลาผ่านไปนับชั่วโมง ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลงและหิมะเริ่มตกหนักขึ้น ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำจนความหวังที่จะเจอคนเริ่มริบหรี่ ไอริณขยับเข้าไปใกล้จอร์นมากขึ้นเพื่อแบ่งปันไออุ่น เธอถอดผ้าพันคอของตัวเองออกมาพันแผลที่ขมับให้เขาอย่างเบามือ

“ขอโทษนะคุณจอร์น... เพราะฉันแท้ๆ ที่ดื้อรั้นจนทำให้คุณต้องเจ็บตัวแบบนี้”  เธอสะอื้นไห้  จอร์นเอื้อมมือที่สั่นเทามากุมมือเธอไว้ “อย่าขอโทษเลยครับ...

สำหรับผม การได้ปกป้องคุณมันคุ้มค่ากว่าสิ่งใดในโลก  และที่ผมอยากจะบอกคุณมาตลอด... ไม่ว่าอดีตที่กรุงเทพฯ มันจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าคุณจะสงสัยอะไรในตัวผมผมอยากให้คุณรู้ว่าหัวใจของผมในตอนนี้มันเป็นของคุณจริงๆ”

คำสารภาพท่ามกลางลมหนาวทำให้ไอริณนิ่งงัน เธอจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่บัดนี้ดูเปราะบางเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมที่เคยทำให้เธอหวาดกลัว บัดนี้มันผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดและไอหนาว แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด หรือว่านี่คือ ‘ปาฏิหาริย์’ ที่ชาล็อตบอก?

“คุณ... คุณคือเขาใช่ไหม? ผู้ชายในคืนนั้น...” เธอถามเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ จอร์นนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับ... ผมคือปริญ ผู้ชายที่ทำ

เรื่องผิดพลาดที่สุดในคืนนั้น ผมพยายามจะหนีความผิดในใจมาอยู่ที่นี่ แต่โชคชะตากลับพาคุณมาพบผมอีกครั้ง ผมเสียใจ... เสียใจจริงๆ ที่ทำร้ายคุณ  ผมมันเลวระยำจนเกินที่จะให้อภัย บวกกับภูมิหลังบางเรื่องที่ทำให้ผมเกลียดผู้หญิงหน้าเงิน  และปฏอเสธไม่ได้เลยว่าผมเมาด้วย”

คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของเขาทำให้โลกของไอริณหยุดหมุน ความจริงที่กระจ่างชัดทำให้เธอควรจะเกลียดเขาให้มากกว่าเดิม แต่ภาพที่เขาเอาตัวเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตเธอเมื่อครู่กลับทำลายความเกลียดชังนั้นจนหมดสิ้นเธอไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเหมือนก่อนหน้า แต่มันกลับกลายเป็นความเศร้าสร้อยและความเห็นใจอย่างบอกไม่ถูก  “ทำไมคุณไม่บอกฉันตั้งแต่แรก...”

“ผมขี้ขลาดครับ... ผมกลัวว่าถ้าคุณรู้ คุณจะเกลียดผมจนไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้อีก” เขากระชับมือเธอแน่นขึ้น  “แต่ตอนนี้... ถ้าผมจะต้องตายที่นี่ ผมก็ไม่อยากตายไปพร้อมกับความลับที่เจ็บปวดและผิดบาปในใจ”

“คุณห้ามตายนะ!”   ไอริณตะโกนบอก พลางซบหน้าลงกับอกของเขา

“คุณต้องอยู่รับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไปสิ... คุณต้องอยู่ดูแลฉันที่นี่”

ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายและความหนาวเหน็บที่กัดกินร่าง สองหัวใจที่เคยแตกสลายกลับค่อยๆ ถูกประสานเข้าด้วยกันด้วยไออุ่น ปานวาดเลิกมองหาซาตานร้ายในตัวเขา แต่เธอกลับมองเห็นเพียงผู้ชายที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องเธอ ในที่สุด แสงไฟจากไฟฉายของกลุ่มกู้ภัย ที่ชาล็อตส่งมาก็ตามหาพวกเขาจนเจอ

ร่างของจอร์นถูกหามใส่เปลสนามเพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน  โดยมีไอริณเดินเกาะกุมมือเขาไปตลอดทาง  เหตุการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุ แต่มันคือการ ‘ล้างมลทิน’ ในใจของคนทั้งคู่ รอยราคีที่เคยเป็นตราบาปบัดนี้เริ่มเลือนรางไป พร้อมกับความรักบทใหม่ที่กำลังผลิบานขึ้น ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสก๊อตแลนด์ ดินแดนที่มีมนต์ขลัง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 20: มนต์ขลังที่ยั่งยืน

    กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา

  • รอยราคีที่จำยอม   บทที่ 19 วิวาห์สุดอลังการ

    เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 18: เพลิงรักใต้แสงจันทร์และพันธะสัญญาแห่งหัวใจ

    ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 17: สายใยแห่งการให้อภัย

    สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 16: หน้ากากที่ถูกฉีกกระชาก

    รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 15: แขกไม่ได้รับเชิญและรอยร้าวในใจ

    บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 9: คำทำนายของผู้หญิงเฟย์

    นี่คือพรสวรรค์ที่ตกทอดมาตามสายเลือดของ ‘ผู้หญิงเฟย์’ (Fae Women) บรรพบุรุษของเธอเชื่อว่าโชคชะตาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเส้นด้ายที่ถูกปั่นและทอไว้ล่วงหน้า และหน้าที่ของเธอคือการมองเห็นรอยต่อของเส้นด้ายเหล่านั้นเพื่อชี้นำทางที่ควรจะเป็น “เลือด. และน้ำตา.” ชาล็อตพึมพำเบาๆ เมื่อภาพในลูกแก้วเริ่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 8: สงครามประสาทในเมืองเก่า

    อากาศยามสายในย่านโอลด์ทาวน์ (Old Town) ของเมืองเอดินบะระนั้นเย็นเยียบจนเห็นเป็นไอสีขาวจางๆ ยามที่ลมหายใจพ่นออกมา ถนนรอยัลไมล์ (Royal Mile) ที่ปูด้วยหินเก่าแก่และแวดล้อมด้วยอาคารหินทรายสีเข้มสไตล์ยุคกลาง ดูเข้มขลังและมีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แต่สำหรับไอริณ ที่กำลังเดินเคียงคู่ไ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 7: มื้อค่ำใต้แสงเทียนและเงาอดีต

    บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหารของบ้านพักเก่าแก่ในเอดินบะระคืนนี้ดูจะเงียบเชียบกว่าปกติ แสงจากเชิงเทียนสีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวทอดเงาวูบวาบไปตามผนังหิน กลิ่นหอมของสเต็กเนื้อลิฟอายย่างสมุนไพรและไวน์แดงรสเลิศควรจะทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลาย แต่สำหรับ ไอริณ หรือปานวาดแล

  • รอยราคีที่จำยอม   บทที่ 6: ดินแดนแห่งมนต์ขลัง

    เสียงประกาศเที่ยวบินจากลำโพงของสนามบินนานาชาติเอดินบะระดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ขุ่นมัวด้วยไอหมอกหนา ปานวาดก้าวเท้าออกมาจากอาคารผู้โดยสารด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งภายในอก อากาศที่นี่หนาวเหน็บกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากลมแรงพัดมาปะทะใบหน้าจนผิวแก้มที่เคยเป็นสีชมพูระเรื่อเริ่มซีดเผือดหญิงสาวกระชับเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status