LOGINแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านเข้ามากระทบเปลือกตาของหัตถที่นอนอยู่ริมนอกสุด เขายกมือขึ้นมาจับที่หัวตาไว้แล้วบีบน้อย ๆ
“อื้อ หนักหัวฉิบหาย” หัตถกระพริบตาปริบ ๆ สองสามทีก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมอง “ห้องวาดรูปนี่” ทว่าตอนที่หัตถกำลังจะลุกจากที่นอน กลับลุกไม่ขึ้น
ทั้งแขนใหญ่ที่พาดผ่านทับช่วงตัว ไหนจะขายาว ๆ นั่นที่ทับขาเขาไว้อีก “มึง เห็นกูเป็นหมอนข้างหรือไง” เขายกทั้งแขนขาที่แสนหนักนั่นออกจากตัว
ทว่าเจ้าของมันกลับไม่ยอม กระชับกอดเขาเอาไว้แน่นกว่าเดิม จมูกโด่งนั่นซุกมาอยู่ที่ซอกคอจนขนอ่อนของหัตถลุกเกรียว “ไอ้กร มึงปล่อยกู ฮึบ”
“อื้อออ ชานอ่า ชีกือรอ(หนวกหูน่า)” กรบ่นออกมาเป็นภาษาเกาหลีตามความเคยชิน
“ชานพ่อชานแม่มึงดิ นี่กู หัตถ ปล่อยกูก่อน” เขาฟังไม่ออกก็จริง แต่เดาได้ว่าชานน่าจะเป็นชื่อใครสักคนที่ชอบกวนมันตอนนอน
“ชานอ่า โชโยงีแฮ(เงียบหน่อย)”
“ไม่ใช่ชาน นี่หัตถ” หัตถยังคงเขย่าแขนกร ออกแรงเยอะขึ้นหวังให้เขาตื่น
“ย่าห์ ซอชานวอน” กรชันตัวขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ซอชานวอนที่คุ้นเคย “เอ่อ... ขอโทษครับ ผมคิดว่า...”
“เออ ช่างเหอะ” หัตถเอานิ้วจิ้มที่แขนแกร่งพลางจ้องหน้าเจ้าเด็ก “เอาออกได้ยัง”
“ครับ? อ๋อ ขอโทษครับ พอดีผมติดหมอนข้างน่ะครับ” กรรีบคลายอ้อมกอดออกทันที
“กอดแน่นขนาดนี้ กูว่าติดเมียมากกว่า น้องชานมึงไง” หัตถลุกจากที่นอนทันทีที่เป็นอิสระ บิดซ้ายทีขวาทีขับไล่ตัวขี้เกียจออกจากตัว
หัวยุ่ง ๆ ฟู ๆ ปลายเส้นผมตวัดงอชี้ขึ้นเหมือนตูดเป็ดน้อย ของคนตัวเล็กตรงหน้า เรียกรอยยิ้มในยามเช้าจากกรได้ดีทีเดียว “ชานเป็นผู้ชายครับ มันก็เหมือนน้องผม”
“ปกติมึงนอนกอดน้องมึงเหรอ แปลก ๆ นะมึงน่ะ” หัตถเหลือบตาขึ้นมอง เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“เปล่าครับ แต่ปกติน้องมันชอบกวนผมตอนเช้า” กรบอก
“มิน่าล่ะ” ตะคอกซะกูตกใจหมด หัตถมองหน้าของเจ้าเด็กที่ตั้งหน้าตั้งตารอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ “ไม่มีไรหรอก กูไปอาบน้ำก่อน ถ้าหิวมึงทำกินเอาก่อนเลย กาแฟมี บะหมี่ก็มี”
เขานึกขึ้นได้ จึงหันกลับมา “แล้ววันนี้มึงจะทำอะไร หรือว่าอยากไปไหนหรือเปล่า”
“ผมอยากซื้อมือถือใหม่ แล้วก็... หมอนข้าง” ตอนท้ายเสียงกรแผ่วลง
“เออ” หัตถยิ้มขำมองเจ้าเด็กตัวโตที่นั่งเกาท้ายทอยตัวเองไปมา “หนักนะมึงอ่ะ”
“ครับ” กรยิ้มเขินส่งคนตัวเล็กเดินออกจากห้องไป
ตั้งแต่เจอกันเมื่อวานจนถึงตอนนี้ กรรู้สึกว่าหัตถเป็นคนที่น่าสนใจมาก จำไม่ได้แล้วว่าเขาสบถคำว่าน่ารักในใจให้พี่คนนี้ไปกี่ครั้งแล้ว
กรเคยพบเจอผู้คนมากมาย แต่คนที่คิดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ ใช้ชีวิตมีความสุขตามที่ตัวเองต้องการแบบหัตถ กรเองก็เพิ่งเคยเจอ
เมื่อคืนเขากับหัตถคุยกันหลายเรื่องมาก มาคิดดูแล้วเรื่องที่ต่างก็สนใจแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
ยิ่งเรื่องศิลปะแขนงที่พี่เขาสนใจเป็นอะไรที่ห่างไกลจากชีวิตเขาสุด ๆ จำได้เลยตอนที่หัตถเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจ ที่มาที่ไปหรือพวกนิยามของชิ้นงานต่าง ๆ กรได้แต่นั่งเกาเข่าแกรก ๆ
เขาแสร้งทำเป็นพยักหน้าเข้าใจ ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่เข้าใจมันเลยสักนิด แต่ที่เขายังนั่งฟังอยู่ได้ตั้งนมนานนั่นเพราะเสียงที่น่าฟัง แววตาที่เป็นประกายกับรอยยิ้มที่แสนจะน่ารักนั่นต่างหาก
บางทีการได้มาอยู่ที่นี่ อาจจะดีกว่าที่กรคิดไว้ก็ได้
เขาใช้เวลากับตัวเองมาพักหนึ่ง กรจึงลุกขึ้นมาจัดการถอดเสื้อผ้าออก พันผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเอาไว้ที่เอวสอบ เข้าห้องน้ำไป
เมื่อวานกรตั้งใจจะมานอนแช่อ่างอาบน้ำและดูดาวไปพลางแต่เขาดันเมาหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
ทว่าพอคิดถึงดาว ดวงตากลมคู่สวยที่วาววับตรงหน้าเมื่อคืนก็ฉายชัดขึ้นมา “แต่ดาวเมื่อคืนก็ไม่ได้แย่”
กรเปิดประตูกระจกเข้าไปในโซนสำหรับอาบน้ำ สายตาเหลือบไปมองดูน้ำที่เกือบจะล้นอ่างแถมยังเต็มไปด้วยฟองอีก จำไม่ได้ว่าเขามาเปิดใส่ไว้ตอนไหน นอกเสียจากคนพี่จะมาใส่ไว้ให้
“ใจดีจังเลยน๊า” กรปลดปมผ้าขนหนูออก พาดผ้าไว้ที่ราว ก้าวขาข้างหนึ่งลงอ่าง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไปเหยียบอะไรเข้า
“โอ้ย!” หัตถร้องเสียงดัง หลังจากโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ เขาลูบหน้าสองสามทีปัดเอาน้ำและฟองออกให้ลืมตาขึ้นมามองชัดขึ้น “มึงมาเหยียบกูทำไมเนี่ย”
“ข่ะ ขอโทษครับผมไม่รู้ว่าพี่อยู่” กรชักเท้ากลับออกมา “ว่าแต่ ทำไมพี่มาอยู่ในห้องน้ำผมล่ะ พี่ออกไปแล้วนี่”
“มึงไม่แหกตาดูล่าาา มันมีสองประตู มันเข้าได้สองทาง” หัตถชี้นิ้วไปที่ประตูห้องทั้งสองฝั่งสลับกัน “สองห้องนี้ใช้ห้องน้ำเดียวกัน ตอนมาทำงานห้องนี้กูขี้เกียจเดินเข้าเดินออกเวลาอยากใช้ห้องน้ำ”
“พี่ก็น่าจะบอกผมก่อนว่าพี่จะใช้ห้องนี้” กรเสียงอ่อนลง
“กูบอกแล้วไง ก่อนออกมากูบอกมึงว่า กูไปอาบน้ำก่อน”
“ก็ใช่ แต่พี่ไม่ได้บอกว่าห้องน้ำมีห้องเดียว”
“แล้วตอนมึงเอาของมาเก็บ มึงไม่สงสัยไม่เปิดดูหน่อยเหรอว่าประตูอีกบานมันเปิดไปไหน”
“ผม ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามีสองประตู”
“มึงนี่น๊า” หัตถส่ายหน้าตัวเองไปมาเบา ๆ พลางลดสายตาลงต่ำ ก็เจอเข้ากับงูยักษ์ ไม่วายก้มลงเปรียบเทียบกับของตัวเอง
หมดกันที่เคยภาคภูมิใจมาแสนนาน “แล้วมึงจะยืนอวดลูกชายมึงอีกนานมั้ย ห๊ะ”
กรรีบหยิบเอาผ้าขนหนูมาพันรอบเอวอีกครั้ง ใบหน้าขาวใสขึ้นริ้วสีแดงอย่างช่วยไม่ได้ ปกติกับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่สนิทกัน ตอนพักอยู่ด้วยกันแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันบ่อย ๆ ไม่เห็นเป็นไร ต่างจากครั้งนี้
“มึงจะหน้าแดงทำไม สัด พากูเขินไปด้วย” หัตถว่าพลางก้มหน้างุด
“ขอโทษครับ”
“โว้ยยย มึงเลิกขอโทษแล้วออกไปได้แล้ว หรือไง? หรือมึงจะลงมาอาบกับกูมั้ย” หัตถโพล่งไปอย่างนั้นไม่ได้คิดจริงจัง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเด็กนั่นจะแกล้งเขาคืน
“ได้เหรอครับ”
หัตถไล่สายตามองสำรวจคนตรงหน้า ทั้งเสื้อฮูดแขนยาว กางเกงวอร์มขายาว ใส่หมวกแก๊บไว้ด้านในก่อนเอาฮูดสวมทับลงมา ไหนจะสวมหน้ากากอนามัยตามด้วยแว่นกันแดดสีดำอีก
ในสายตาของหัตถ สภาพกรไม่ต่างจากที่เจอกันครั้งแรกเท่าไหร่ “มึงเป็นนักโทษหนีคดีเหรอ”
“เอ๊!” กรเผลออุทานตามแบบเกาหลีที่คุ้นเคย
หัตถพยักเพยิดหน้าไปที่กร “ก็ดูมึงแต่งตัวดิ”
“อ๋อ ก็แดดที่ไทยมันร้อนไม่ใช่เหรอครับ”
“ก็ใช่ แต่มึงแต่งขนาดนี้ มันไม่เหมือนมึงแค่ร้อนอะ มันเหมือนมึงกำลังหนีคดีด้วย มึงช่วยแต่งแบบคนปกติทั่วไปเขาแต่งกันได้ปะไม่งั้นก็แต่งเหมือนที่มึงแต่งตอนอยู่นู่นก็ได้”
“คนที่นั่นก็แต่งแบบนี้” กรตอบหน้าตาจริงจัง
“ว้อยยย เออ ๆ กูขี้เกียจเถียงกับมึงแล้ว อย่ามาบ่นว่าร้อนให้กูได้ยินนะ” หัตถเดินนำขึ้นรถไปก่อน กรจึงเดินตามขึ้นไป
เวลาอยู่ที่นี่ นอกจากมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่เอาไว้ไปซื้อของแถวนี้ หัตถก็จะมีรถกระบะโฟร์วิลสี่ประตูคันนี้ที่เขามักจะใช้ตอนที่จะต้องเดินทางไกล
ถึงอย่างนั้น สภาพภายในรถกลับดูใหม่มากราวกับไม่เคยใช้ไปไหนมาก่อน
“เพิ่งซื้อใหม่เหรอครับ” กรถามหลังจากไล่มองสำรวจดูคร่าว ๆ แล้ว
“อะไร” หัตถละสายตาจากถนนด้านหน้า มามองคนด้านข้าง กรพยักหน้าไปที่รถ “คันนี้เหรอ ซื้อมาเป็นปีแล้ว”
“พี่ดูแลรถดีจัง คงจะรักรถมากเลยสินะครับ”
“กูก็ดูแลปกติแหละแต่แค่ไม่ค่อยได้ใช้ไปไหน นาน ๆ ขับทีอะ” หัตถตอบ
“ออ มอ” กรทำหน้าตื่นตกใจ ยกมือขึ้นจับหน้าอกตัวเองไว้ “ไม่ใช่ว่าขับ ๆ ไปล้อจะหลุดเอานะครับ”
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านเข้ามากระทบเปลือกตาของหัตถที่นอนอยู่ริมนอกสุด เขายกมือขึ้นมาจับที่หัวตาไว้แล้วบีบน้อย ๆ“อื้อ หนักหัวฉิบหาย” หัตถกระพริบตาปริบ ๆ สองสามทีก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาขึ้นมอง “ห้องวาดรูปนี่” ทว่าตอนที่หัตถกำลังจะลุกจากที่นอน กลับลุกไม่ขึ้น ทั้งแขนใหญ่ที่พาดผ่านทับช่วงตัว ไหนจะขายาว ๆ นั่นที่ทับขาเขาไว้อีก “มึง เห็นกูเป็นหมอนข้างหรือไง” เขายกทั้งแขนขาที่แสนหนักนั่นออกจากตัวทว่าเจ้าของมันกลับไม่ยอม กระชับกอดเขาเอาไว้แน่นกว่าเดิม จมูกโด่งนั่นซุกมาอยู่ที่ซอกคอจนขนอ่อนของหัตถลุกเกรียว “ไอ้กร มึงปล่อยกู ฮึบ”“อื้อออ ชานอ่า ชีกือรอ(หนวกหูน่า)” กรบ่นออกมาเป็นภาษาเกาหลีตามความเคยชิน“ชานพ่อชานแม่มึงดิ นี่กู หัตถ ปล่อยกูก่อน” เขาฟังไม่ออกก็จริง แต่เดาได้ว่าชานน่าจะเป็นชื่อใครสักคนที่ชอบกวนมันตอนนอน“ชานอ่า โชโยงีแฮ(เงียบหน่อย)”“ไม่ใช่ชาน นี่หัตถ” หัตถยังคงเขย่าแขนกร ออกแรงเยอะขึ้นหวังให้เขาตื่น“ย่าห์ ซอชานวอน” กรชันตัวขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ซอชานวอนที่คุ้นเคย “เอ่อ... ขอโทษครับ ผมคิดว่า...”“เออ ช่างเหอะ” หัตถเอานิ้วจิ้มที่แขนแกร่งพลาง
เขามองดูตามสายตาน้องที่เอาแต่เพ่งดูอาหารในถุง หรือว่ามันจะกินไม่เป็น“มึงอยากกินไรเป็นพิเศษปะเดี๋ยวออกไปซื้อให้ใหม่ แต่บอกไว้ก่อนว่าแถวนี้ไม่มีอาหารเกาหลีให้มึงนะ” หัตถถาม เมื่อกี๊เขาหิวมากจนลืมโทรถามไอ้นัยน์ก่อนซื้อกรมองหน้าหัตถ ย่นหัวคิ้วครู่หนึ่ง “ผมก็คนไทยครับ เกิดและโตที่ไทยผมกินอาหารไทยได้” ปกติเขาไม่ใช่คนชอบพูดเรื่องตัวเองเท่าไรนักขนาดว่าคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เข้าใจผิดในตัวเขายังไม่เคยคิดจะแก้ข่าวเลย แต่กับพี่คนนี้เขาแค่รู้สึกว่าไม่อยากให้มีเรื่องเข้าใจผิดกันกรเองก็ไม่รู้ว่าทำไมกับพี่คนนี้เขาถึงรู้สึกผ่อนคลายนัก“ก็ดี เอ้านี่ เอาไปใส่จานให้ทีเดี๋ยวกูเก็บพวกนี้ก่อน” หัตถฉีกยิ้มหวานให้ จับมือกรมารับถุงกับข้าวทั้งหมดไว้กรยกถุงขึ้นไว้ระดับเดียวกับหน้าของตัวเอง แล้วมองไปที่หัตถ “ครับ?”“อย่าบอกนะว่าแกะอาหารใส่จานไม่เป็น” เขามองหน้าเจ้าเด็กที่ดูสงสัยไปหมด“เป็นครับ” แต่ที่กรอดสงสัยไม่ได้คือความเป็นกันเอง และความรู้สึกสนิทสนมอันรวดเร็วเหลือเกินนี่ต่างหาก ว่ากันตามตรงพวกเขาเพิ่งเจอหน้ากันเมื่อเช้าเองนะแต่การที่หัตถเป็นแบบนี้ก็ช่วยคลายความอึดอัดของกรลงได้เยอะ เขารู้สึกผ่อนคลายกับ
รอบ ๆ ตัวกรเต็มไปด้วยกระดาษที่หัตถวาดรูปแล้ว แต่มันไม่ได้ดั่งใจจึงขยำทิ้งไว้ถูกเปิดออกดูแทบจะทุกรูปเขาไล่สายตาสำรวจผิวขาวนวลผ่อง แค่ดูก็รู้สึกได้ถึงความเนียนละเอียดของผิวเจ้าเด็กหนุ่มหน้าใสที่นอนอยู่ ดูจากผิวพรรณแล้วหัตถอดคิดไม่ได้ว่าเด็กคนนี้คงไม่ค่อยได้ทำงานบ้านเองเท่าไร‘ไม่เคยทำยังจะปากเก่งอีกนะมึง’ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเอ็นดูน้องมันขึ้นมาหัตถรู้จากเพื่อนแค่เพียงว่าน้องมันเจอเรื่องแย่ ๆ มาเยอะ ทั้งที่ก็พยายามอย่างหนักมาตลอด สภาพจิตใจตอนนี้คงไม่ไหวมากจนอยากหาที่พักช่วงนี้น้องมันมีเวลาได้หยุดพักนานหน่อย ก็เลยอยากหลบไปหาที่ที่มันสงบ ไอ้นัยน์ถึงเอามาฝากไว้กับเขานัยน์บอกว่าเด็กคนนี้เป็นคนเงียบ ๆ จึงรับประกันได้ว่าจะไม่รบกวนเขาทำงานแน่ ๆ หัตถจึงยอมให้มา‘เหนื่อยก็ไม่บอกวะเดี๋ยวทำให้ก็ได้ จะฝืนร่างกายทำไม’ เขาบ่นเบา ๆ ให้เจ้าเด็กยักษ์ ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการเก็บห้องส่วนที่เหลือต่อให้ ซึ่งเอาจริงก็เหลือไม่เยอะเจ้าเด็กเก็บทุกอย่างที่วางเกะกะใส่ลังเบียร์เปล่าเขาชอบซื้อเบียร์มาตุนไว้ดื่มชิว ๆ สักขวดก่อนนอน ลังที่ว่าจึงถูกนำมาใส่ของวางเรียงเป็นระเบียบอยู่ข้างกำแพงห้อง หนังสือที่เขาหยิบมาอ่าน
หัตถไม่จับตอบ เขากลับตีมือเด็กน้อยตรงหน้าเบา ๆ ให้เอาลง “หัตถ กูชื่อหัตถ อะไรวะ จะมาอยู่บ้านเขาเสือกไม่รู้จักชื่อเจ้าของบ้าน”“ชเวซงฮัมนีดา” ขอโทษครับ(พูดแบบเป็นทางการ) กรโค้งดำนับจนหัวอยู่ระดับเอวกรตกใจ ผละตัวถอยหลังเล็กน้อย “อยู่ไทยก็พูดไทยดิวะ”“โอ ขอโทษครับ” กรพูดอีกครั้ง“แล้วนี่มึงมาถึงนานยังอะ” กรพูดพลางผายมือนำกรให้เดินเข้ามาในเรือนกระจก“อ่า เพิ่งมาถึงตอนที่พี่เดินออกมาเจอพอดีครับ” กรตอบ ดูจากท่าทางพี่เขาแล้วกรก็ไม่กล้าบอกหรอกว่าแอบดูพี่เขาอยู่พักหนึ่งแล้ว“เออ ๆ” หัตถพยักหน้า ก่อนเอ่ยถาม “แล้วนี่กินไรมายัง จะกินข้าวก่อนมั้ยหรือจะไปห้องเลย”“ผมดื่มกาแฟกับทานขนมปังมาแล้วครับ ขอบคุณครับ” กรค้อมหัวให้มารยาทจะดีอะไรขนาดนั้นวะแม่ง รู้สึกเหมือนกูเป็นคนถ่อยเลยหัตถพ่นลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะหาเรื่องคุยต่อ “อ๋อ อิ่มเหรอวะ”“อิ่มครับ”“เออ งั้นก็ไปที่ห้องพักเลยนะ” กรพูดพลางเดินนำออกไปอีกทาง “ลากกระเป๋ามึงมาทางนี้”“ครับ”“มึง ไม่ต้องครับทุกคำก็ได้ กูขนลุก” หัตถยกแขนขึ้นให้กรดู“ครับ” กรตอบรับหน้านิ่ง จ้องหน้าหัตถตาแป๋ว‘สัด กวนตีนกูปะเนี่ย’ หัตถบ่นเบา ๆ ก่อนจะพารุ่นน้องของเพื่อนเดินลัดโ
สนามบินประจำจังหวัด ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อแขนยาวตัวโคล่ง กางเกงวอร์มขายาวเข้าชุดกัน ฮูดถูกยกขึ้นไปคลุมหมวกแก๊บบนหัวบดบังใบหน้าเอาไว้ แว่นตาดำกรอบใหญ่บวกกับหน้ากากอนามัยสีดำตอนนี้กรดูไม่ต่างจากนักโทษที่ตำรวจพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เขายืนเก้ ๆ กัง ๆ มองซ้ายทีขวาทีก่อนจะตรงไปที่เคาน์เตอร์ประสัมพันธ์เพื่อถามหารถเช่ากรพูดได้สามภาษา ไทย อังกฤษ เกาหลี ส่วนภาษาจีนกับญี่ปุ่นเขาพูดได้แค่คำง่าย ๆ ที่เคยได้ยินเท่านั้นชายหนุ่มเลือกใช้ภาษาอังกฤษด้วยความเคยชินพูดกับหญิงสาวประจำเคาน์เตอร์ ซึ่งเขาคิดว่านี่น่าจะเป็นภาษากลางที่สุด กรไม่ได้อยู่ไทยนานมากแล้วบางทีก็คิดคำไทยบางคำไม่ออก หรืออาจจะคิดช้าสักหน่อยไม่นานเขาก็ได้คำตอบพร้อมบริการสุดพิเศษจากคุณเจ้าหน้าที่ เธอจัดการเรียกเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการรถเช่าให้มารับกรถึงเคาน์เตอร์กรเดินตามคุณลุงไปจนถึงจุดที่ลุงจอดรถ เขาส่งที่อยู่ให้ลุงคนขับรถดู ลุงอ่านเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะบ่นเบา ๆ คนเดียวด้วยภาษาท้องถิ่น “ไปอยู่ในป่าในเขาจังซั่น สิอยู่ได้อยู่บ่” “ครับ?” กรถามลุงกลับด้วยภาษาไทย เขารู้สึกได้ว่าลุงไม่น่าจะพูดภาษา







