Masuk“ข้าเปล่านะเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เรื่องแต่งงานกับเขา นางก็ได้รู้ในวันนี้เช่นกัน ไม่มีทางเป็นนางไปได้อย่างแน่นอน
“ทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้าใช่หรือไม่!!” เขาตะคอกอย่างมีโทสะ พร้อมกับยื่นมือไปบีบแขนทั้งสองข้างของนางอย่างแรง “รวมถึงเรื่องของซานเอ๋อร์ด้วย!”
“พะ…พี่จือเฉิง ข้าเจ็บ” นางร้องออกมาด้วยความเจ็บ ด้วยคิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าทำรุนแรงกับนางถึงเพียงนี้
“หึ!!” เขาพ่นลมหายใจออกมา พลางผลักนางอย่างแรง
หญิงสาวลูบแขนของตนเพื่อบรรเทาความเจ็บที่เกิดขึ้น พลางหวนคิดเรื่องเขาที่เอ่ยเมื่อครู่
“เรื่องของพี่รอง? ท่านหมายความว่าอย่างไร” นางถามอย่างไม่เข้าใจ พี่รองมาเกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้
“เจ้าเป็นคนทำให้พี่สาวตัวเองต้องตาย เพื่อให้ได้แต่งงานกับข้า!!” ตอนนี้เขาได้ตัดสินไปแล้วว่า นางนี่แหละคือคนที่ทำให้คนรักของเขาต้องตาย
“ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าจะทำแบบนั้นไปเพื่ออันใด” นางไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เขาคิดได้อย่างไรว่านางเป็นคนทำให้พี่รองต้องตาย
“เพราะเหตุใดนะหรือ” เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “ก็เพื่อให้เจ้าได้แต่งงานกับข้าอย่างไรเล่า” เขาแสดงออกมาชัดเจน ว่ารังเกียจสตรีที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก
“ข้าไม่เคยทำแบบนั้น” น้ำตาของนางไหลออกมาช้า ๆ เขามองนางเป็นสตรีที่เลวร้ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ
“เหตุการณ์ในวันนี้มันก็ชัดเจนแล้ว เจ้าจะมาแก้ตัวอันใดอีก” ทุกคำพูดของหลงเจียงลี่ไหลเข้ามาในหัวของเขาเรื่อย ๆ ถึงการกระทำของจางไป่ฉี ที่มีต่อซานเอ๋อร์
เขาไม่เคยคิดว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย จนมาถึงตอนนี้ตอนที่ทุกอย่างชัดเจนขึ้น นางทำทุกทางเพื่อให้ได้แต่งงานกับเขา และวันนี้นางก็ทำมันสำเร็จ!
“ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ท่านก็รู้ว่าข้ารักพี่รองมากเพียงใด” นางพยายามพูดให้เขาเปลี่ยนความคิด แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเขายังคงใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจมองมาที่นางอยู่
นางรู้สึกเจ็บช้ำเป็นอย่างมาก นางอุตส่าห์ได้แต่งงานกับเขา เขาคนที่นางรักสุดหัวใจ หวังว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ความหวังทั้งหมดก็ได้พังลงไป เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด
นางก็ได้แต่หวังว่าวันข้างหน้า นางและเขาจะสามารถปรับความเข้าใจกันได้ และจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุข
“ข้าไม่เชื่อ ทุกอย่างต้องเป็นฝีมือของเจ้า!!” เขาชี้หน้าด่านางอย่างเหลืออด
ที่เขาเชื่อหมดใจแบบนี้ก็เพราะเชื่อคำพูดของหลงเจียงลี่ สรุปแล้วคนที่หวังดีกับเขาที่สุดก็คือนาง นางพยายามบอกความจริงกับเขาทุกวิถีทาง แต่เป็นเขาเองที่โง่! โง่! หลงเชื่อว่าคนแบบจางไป่ฉีจะไม่กล้าทำแบบนั้นกับพี่สาว
แต่ตอนนี้เขาตาสว่างแล้ว เขาจะไม่ยอมให้แผนการของนางสำเร็จอย่างแน่นอน
เขาเดินหันหลังไป โดยไม่คิดจะฟังคำอธิบายของนางเลยแม้แต่น้อย เขาฟังคำโกหกของนางมามากพอแล้ว จากนี้เขาจะไม่ฟังคำแก้ตัวของสตรีแพศยาเช่นนางอีกต่อไป
“ไม่จริง… ข้ามิได้ทำ” หญิงสาวมองเขาเดินออกไป พลางร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ช้ำใจกับคำพูดของเขา
เขามองว่านางเป็นคนที่เลวร้ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ คิดว่านางจะลงมือกับพี่สาว เพียงเพื่อให้ได้แต่งกับเขาจริงหรือ
แต่ไม่เป็นไร นางจะค่อย ๆ อธิบายให้เขาฟัง นางเชื่อว่าอย่างไรสักวันความจริงจะต้องเปิดเผย และเขาก็จะเลิกเกลียดนาง หญิงสาวได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองอย่างมีความหวัง
นางจะใช้ความดีของนาง เปลี่ยนใจเขาให้มารักนางให้ได้ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด
หญิงสาวได้แต่คิดอย่างหมายมั่น มองชายหนุ่มที่เดินจากไปด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา
ห่างจากบริเวณที่ทั้งสองสนทนากัน มีสายตาคู่หนึ่งมองอย่างพอใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่เสียแรงที่นางเทียวไปที่จวนสกุลมู่ พูดกล่อมเขาตลอดเวลา
หลายปีที่ผ่านมา นางคอยย้ำถึงเรื่องการตายของจางชิงซานให้เขาฟังอยู่ตลอด ไม่มีทางที่เขาจะหลงลืมไปได้
ทั้งยังคอยใส่ร้ายจางไป่ฉีอยู่เสมอ นางได้เล่าว่าตลอดเวลาที่นางอยู่กับสองพี่น้องสกุลจางเพียงลำพัง จางไป่ฉีมักหาทางกลั้นแกล้งพี่สาวอยู่เสมอ และนางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจางไป่ฉีจึงต้องทำเช่นนั้น เพราะเท่านี้นางเห็น จางชิงซานก็ทำดีกับน้องสาวเสมอ
นางพูดกรอกหูเขาตลอด แม้ตอนแรกเขาจะไม่เชื่อ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ เขาก็ต้องฉุกคิดเรื่องที่นางเล่าให้ฟังบ้าง ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต้องเป็นแผนการของจางไป่ฉี
แผนการที่นางอุตส่าห์วางแผนเอาไว้มานาน สุดท้ายก็สำเร็จตามที่คิดเอาไว้ ยังดีที่ทั้งสองสกุลยังมีความคิดที่จะทำตามคำสัญญา มิเช่นนั้น สิ่งที่นางลงทุนทำไว้ทั้งหมดคงสูญเปล่า
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนเขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมายตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่าน
บทที่ 5เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนางมิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบาเดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยคว
มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อยวันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้วหลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีกแต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนางเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพ
บทที่ 4อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้างแต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยสามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ“มีอันใดหรือ”“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ววันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่นเมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“มีเรื
นางถูกพาตัวไปนั่งที่เตียง เพื่อรอเจ้าบ่าว โดยมีอันเล่อคอยอยู่เป็นเพื่อน“ฮูหยิน หิวหรือไม่เจ้าคะ” อันเล่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเจ้านายของนางยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า“ไม่ รอท่านพี่ก่อน” แม้จะรู้สึกเขินอายที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน แต่อย่างไรนางก็ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ มิสู้เรียกตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า“แต่อีกนานนะเจ้าคะ กว่าคุณชายจะมา”“ข้ารอได้”หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่จะชา นางก็ยังไม่คิดที่จะดื่มนางนั่งรออยู่นาน กว่าเสียงดนตรีด้านนอกจะเงียบลง“ดนตรีด้านนอกเงียบแล้ว อีกไม่นานคุณชายใหญ่คงจะมา” อันเล่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางนั้น ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเหมือนกันแต่รอจนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นคนที่พวกนางรอมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียที จนอันเล่อต้องเอ่ยปาก“เหตุใดคุณชายใหญ่ไม่มาเสียที” นางพึมพำอยู่ตนเดียว แต่ก็พอที่จะให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน“ประเดี๋ยวคงมา” น
บทที่ 3เมื่อวันแต่งงานมาถึง จางไป่ฉีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้า เพื่อรอขบวนเจ้าบ่าวมารับตัวที่จวนหญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องอยู่กับสาวใช้เพียงแค่สามคนเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้ไม่ค่อยมีสหายมากนัก ส่วนสหายคนที่นางสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง“คุณหนู หิวหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ล่ะ” นางตอบสาวใช้ พลางใช้สายตามองสำรวจตัวเองในกระจก พร้อมกับยิ้มเศร้าเพราะตั้งแต่วันนั้นมานางก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลย นางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขความใจผิดของเขาได้สุดท้ายนางก็ได้แต่หวังว่าเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว เขาจะรับฟังความจริงจากนางในสักวัน“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกไม่นานนางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแม้จะโดนเขาพูดจาร้ายกาจใส่ไปบ้าง หากแต่ในใจของนางก็ยังคงรักมั่นต่อเขา มิอาจตัดใจได้ในตอนนี้“ใกล้จะได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” อันเล่อตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางดีใจกับคุณหนูยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับบุรุษที่นางรัก ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูของนางจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข“อืม” นางตอบรับเบา ๆ สี
หญิงสาวยืนชมทิวทัศน์เงียบ ๆ คนเดียว รอได้ไม่นานคนที่นางรอคอยก็มาถึง“คุณหนูหลง” เขาเอ่ยเรียกนาง“คุณชายมู่” นางเอ่ยทักทายเขา แม้จะมาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำเรียกชื่อของนางเลยสักครั้ง เขายังวางตัวเหินห่างกับนางเสมอมา ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ“มาหาข้ามีอันใดหรือ”“ข้าได้ข่าวเรื่อ
บทที่ 2รุ่งเช้า มู่จือเฉิงไปขอเข้าพบบิดาที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าเหตุใดจึงไม่ถามความเห็นจากเขาก่อน ว่าเต็มใจจะแต่งงานหรือไม่“ข้ามาพบท่านพ่อ” เขาบอกบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“นายท่าน คุณชายใหญ่มาขอพบขอรับ”“ให้เข้ามา”ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องโดยมีบ่าวรับใช้เปิด
บทที่ 1วันเวลาผ่านไปจางไป่ฉี ดรุณีน้อยในวันนั้นก็เติบโตขึ้นเป็นสาวงามในวัยสิบสี่ขวบปีแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม แต่จางไป่ฉีก็ยังไม่สามารถตัดใจจากคนผู้นั้นไปได้ หญิงสาวยังคงเฝ้าคิดถึงเขาอยู่ทุกวัน แม้เขาจะไม่ได้มาที่จวนบ่อยเท่าตอนที่พี่สาวของนางยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยังมีแวะเวียนมาพูดคุยสนทนากับพ
“ยาเจ้าค่ะ พี่รองจะได้หายไว ๆ” นางยังคงทำตัวเองให้สดใส แม้ว่าความสดใสจะลดลงไปมากจากเมื่อครู่ก็ตาม“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มไปให้น้องสาว พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยยามาดื่ม“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าพี่สาวดื่มยาเสร็จแล้ว นางก็รีบออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรบกวนการสนทนาระหว่างทั้งสองจางชิงซานเมื่อเห็น







