LOGINบทที่ 2
รุ่งเช้า มู่จือเฉิงไปขอเข้าพบบิดาที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าเหตุใดจึงไม่ถามความเห็นจากเขาก่อน ว่าเต็มใจจะแต่งงานหรือไม่
“ข้ามาพบท่านพ่อ” เขาบอกบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“นายท่าน คุณชายใหญ่มาขอพบขอรับ”
“ให้เข้ามา”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องโดยมีบ่าวรับใช้เปิดและปิดประตูให้
“คารวะท่านพ่อ” เขาเอ่ยทำความเคารพบิดาที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่
“มีอันใดหรือ” เขาเอ่ยถามในขณะที่กำลังก้มหน้าทำงานอยู่ เพราะรู้ดีว่าบุตรชายคนนี้จะเข้ามาพูดเรื่องอะไร
“เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ปรึกษาเรื่องแต่งงานกับข้าก่อน” เขาเข้าประเด็นทันที
“เหตุใดต้องถาม” เขาละสายตาจากงานที่ทำอยู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมาจ้องบุตรชายตรง ๆ
“ข้ามิได้อยากแต่งงานกับนาง ข้ายังลืมซานเอ๋อร์ไม่ได้” เขาเลือกที่จะใช้เหตุผลคุยกับบิดา ได้แต่หวังว่าท่านจะเห็นใจเขาบ้าง
“คนก็ตายไปนานแล้ว เจ้าก็ควรจะเริ่มต้นใหม่เสียที” เขามองบุตรชายด้วยแววตาห่วงใย ก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าอยากเห็นเจ้ามีความสุขจริง ๆ เสียที พ่อเชื่อว่าหากเจ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกับฉีเอ๋อร์ ชีวิตของเจ้าก็จะมีแต่ความสุข”
ตั้งแต่คู่หมั้นของจือเฉิงจากไป เขาก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด เอาแต่ก้มหน้าต้มตาทำงาน ไม่เคยออกไปสังสรรค์กับสหายอีกเลย
เขาเชื่อว่า จางไป่ฉี จะสามารถเปลี่ยนใจบุตรชายของเขาได้ เปลี่ยนให้เขากลับมาใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นเสียที มิใช่ว่าเอาแต่หวนคิดถึงความหลังอยู่แบบนี้
“แต่ข้ายังไม่พร้อม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ ตอนนี้เขายังคิดถึงจางชิงซาน จะให้เขาไปแต่งงานกับผู้อื่นได้อย่างไร
“พ่อได้เอ่ยปากไปแล้ว เจ้าจะทำให้พ่อเสียหน้าเช่นนั้นหรือ” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถคุยกันด้วยเหตุผลได้ เขาจึงเลือกที่จะใช้วิธีที่เด็ดขาด จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จะอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งงานกับฉีเอ๋อร์ เพื่อรักษาคำสัญญาของสองตระกูล”
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเกลี้ยกล่อมบิดาได้ เขาจึงเลือกที่จะยืนเงียบ ๆ ไม่ตอบโต้
“เอาล่ะ หากไม่มีอันใดแล้วก็กลับไปเถิด พ่อจะทำงานต่อ” เขาก้มหน้าลงทำงานต่อ โดยไม่สนใจบุตรชายที่ยืนอยู่
มู่จือเฉิงโค้งคำนับบิดา จากนั้นหันหลังเดินออกไป แต่ก่อนที่เขาจะได้ก้าวขาออกจากห้อง เสียงบิดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องงานแต่งงาน เจ้าก็เตรียมตัวเองให้พร้อม เรื่องอื่น ๆ เดี๋ยวข้าและแม่ของเจ้าจะจัดการให้เอง”
เขาหยุดฟังบิดาพูดโดยไม่หันกลับไป เมื่อบิดาพูดจบเขาก็เดินออกมาทันที ไม่ได้สนใจที่จะอยู่ต่อ
หลังงานปักปิ่นของจางไป่ฉีไม่นาน สกุลมู่ก็ได้ส่งแม่สื่อมาทาบทาม เมื่อการเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางแม่สื่อก็ขอวันเดือนปีเกิดของฝ่ายหญิง เพื่อนำไปผูกดวงและหาฤกษ์มงคลวันจัดงาน
วันถัดมา สกุลมู่ก็ส่งขบวนของหมั้นหมายมาที่จวนสกุลจางอย่างยิ่งใหญ่ ของหมั้นหมายยาวสุดลูกหูลูกตา แสดงให้เห็นว่าสกุลมู่ให้ความสำคัญกับว่าที่สะใภ้คนนี้ไม่น้อย
กำหนดงานแต่งจะถูกจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า
หลงเจียงลี่ เมื่อได้รู้ข่าวก็แทบนั่งไม่ติด นางอุตส่าห์ว่างแผนตั้งมากมาย แต่ก็ไม่สามารถหยุดงานแต่งเอาไว้ได้
ดี! ในเมื่ออยากจะแต่งมากนักนางก็จะไม่ขัดขวาง เพราะดูแล้วเขาก็มิได้พิศวาสว่าที่ภรรยาเท่าใดนัก ออกจะรังเกียจเสียด้วยซ้ำ นางจะทำให้ชีวิตหลังการแต่งงานนี้ของทั้งสอง หาความสุขมิได้เลยคอยดู
เมื่อคิดได้แบบนั้น นางก็เรียกสาวใช้ข้างกายมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทันที
“อาจิง มาเปลี่ยนชุดให้ข้า”
“เจ้าค่ะ” อาจิงรีบเข้ามาเปลี่ยนชุดให้เจ้านายตามคำสั่ง
เมื่อแต่งตัวเสร็จก็ออกไปที่จวนสกุลมู่ทันที เรื่องนี้จะช้าไม่ได้
เมื่อมาถึงที่จวนสกุลมู่ นางก็ให้สาวใช้ไปถึงถามว่ามู่จือเฉิงยังอยู่ที่จวนหรือไม่
“มิทราบว่าคุณชายใหญ่มู่อยู่หรือไม่ คุณหนูของข้ามีเรื่องสำคัญต้องการที่จะปรึกษา”
อาจิงรับหน้าที่ไปถามบ่าวเฝ้าประตู โดยที่หลงเจียงลี่นั่งรออยู่บนรถม้า
“รอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งคุณชาย” เมื่อมองเห็นรถม้าสกุลหลง เขาก็ไม่รอช้าก็รีบเข้าไปแจ้งเจ้านายทันที เพราะระยะหลังมานี้ คุณหนูหลงมักจะมาหาคุณชายใหญ่อยู่บ่อย ๆ
รอได้ไม่นาน บ่าวเฝ้าประตูก็ออกมาพร้อมกับพ่อบ้าน
“เชิญคุณหนูหลงด้านในขอรับ” พ่อบ้านพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
หลงเจียงลี่เมื่อได้รับอนุญาต ก็ลงจากรถม้า แล้วเดินตามพ่อบ้านเข้าไปในจวน
พ่อบ้านนำทางไปที่ศาลาที่นางเคยไปเป็นประจำ เพราะทุกครั้งที่มาจวนสกุลมู่ นางก็จะถูกเชิญมาที่นี่เสมอ
“เชิญคุณหนูหลงรอที่นี่สักครู่ ประเดี๋ยวคุณชายใหญ่จะออกมาพบ” เขาพูดขึ้นก่อนจะเดินจากไป
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนเขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมายตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่าน
บทที่ 5เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนางมิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบาเดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยคว
มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อยวันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้วหลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีกแต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนางเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพ
บทที่ 4อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้างแต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยสามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ“มีอันใดหรือ”“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ววันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่นเมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“มีเรื
นางถูกพาตัวไปนั่งที่เตียง เพื่อรอเจ้าบ่าว โดยมีอันเล่อคอยอยู่เป็นเพื่อน“ฮูหยิน หิวหรือไม่เจ้าคะ” อันเล่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเจ้านายของนางยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า“ไม่ รอท่านพี่ก่อน” แม้จะรู้สึกเขินอายที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน แต่อย่างไรนางก็ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ มิสู้เรียกตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า“แต่อีกนานนะเจ้าคะ กว่าคุณชายจะมา”“ข้ารอได้”หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่จะชา นางก็ยังไม่คิดที่จะดื่มนางนั่งรออยู่นาน กว่าเสียงดนตรีด้านนอกจะเงียบลง“ดนตรีด้านนอกเงียบแล้ว อีกไม่นานคุณชายใหญ่คงจะมา” อันเล่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางนั้น ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเหมือนกันแต่รอจนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นคนที่พวกนางรอมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียที จนอันเล่อต้องเอ่ยปาก“เหตุใดคุณชายใหญ่ไม่มาเสียที” นางพึมพำอยู่ตนเดียว แต่ก็พอที่จะให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน“ประเดี๋ยวคงมา” น
บทที่ 3เมื่อวันแต่งงานมาถึง จางไป่ฉีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้า เพื่อรอขบวนเจ้าบ่าวมารับตัวที่จวนหญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องอยู่กับสาวใช้เพียงแค่สามคนเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้ไม่ค่อยมีสหายมากนัก ส่วนสหายคนที่นางสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง“คุณหนู หิวหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ล่ะ” นางตอบสาวใช้ พลางใช้สายตามองสำรวจตัวเองในกระจก พร้อมกับยิ้มเศร้าเพราะตั้งแต่วันนั้นมานางก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลย นางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขความใจผิดของเขาได้สุดท้ายนางก็ได้แต่หวังว่าเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว เขาจะรับฟังความจริงจากนางในสักวัน“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกไม่นานนางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแม้จะโดนเขาพูดจาร้ายกาจใส่ไปบ้าง หากแต่ในใจของนางก็ยังคงรักมั่นต่อเขา มิอาจตัดใจได้ในตอนนี้“ใกล้จะได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” อันเล่อตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางดีใจกับคุณหนูยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับบุรุษที่นางรัก ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูของนางจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข“อืม” นางตอบรับเบา ๆ สี
หญิงสาวยืนชมทิวทัศน์เงียบ ๆ คนเดียว รอได้ไม่นานคนที่นางรอคอยก็มาถึง“คุณหนูหลง” เขาเอ่ยเรียกนาง“คุณชายมู่” นางเอ่ยทักทายเขา แม้จะมาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำเรียกชื่อของนางเลยสักครั้ง เขายังวางตัวเหินห่างกับนางเสมอมา ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ“มาหาข้ามีอันใดหรือ”“ข้าได้ข่าวเรื่อ
“ข้าเปล่านะเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เรื่องแต่งงานกับเขา นางก็ได้รู้ในวันนี้เช่นกัน ไม่มีทางเป็นนางไปได้อย่างแน่นอน“ทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้าใช่หรือไม่!!” เขาตะคอกอย่างมีโทสะ พร้อมกับยื่นมือไปบีบแขนทั้งสองข้างของนางอย่างแรง “รวมถึงเรื่องของซานเอ๋อร์ด้วย!”“พะ…พี่จือเฉิง ข้าเจ็บ” นางร้องออกม
บทที่ 1วันเวลาผ่านไปจางไป่ฉี ดรุณีน้อยในวันนั้นก็เติบโตขึ้นเป็นสาวงามในวัยสิบสี่ขวบปีแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม แต่จางไป่ฉีก็ยังไม่สามารถตัดใจจากคนผู้นั้นไปได้ หญิงสาวยังคงเฝ้าคิดถึงเขาอยู่ทุกวัน แม้เขาจะไม่ได้มาที่จวนบ่อยเท่าตอนที่พี่สาวของนางยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยังมีแวะเวียนมาพูดคุยสนทนากับพ
“ยาเจ้าค่ะ พี่รองจะได้หายไว ๆ” นางยังคงทำตัวเองให้สดใส แม้ว่าความสดใสจะลดลงไปมากจากเมื่อครู่ก็ตาม“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มไปให้น้องสาว พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยยามาดื่ม“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าพี่สาวดื่มยาเสร็จแล้ว นางก็รีบออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรบกวนการสนทนาระหว่างทั้งสองจางชิงซานเมื่อเห็น







