LOGIN‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน
‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า
‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
เขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมาย
ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ
“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ
“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ
“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่านี้เอง” นางแต่งออกมาแล้ว ไม่อยากให้บิดามารดาต้องค่อยเป็นห่วง
“แต่…”
“ไม่มีแต่ เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก” นางย้ำกับอันเล่ออีกครั้ง
“เจ้าค่ะ”
หลายวันต่อมา
หลงเจียงลี่เมื่อเห็นว่าจางไป่ฉีมิได้มีท่าทีตอบโต้ ก็เริ่มได้ใจ เพราะตลอดเวลาที่นางรู้จักกับจางไป่ฉี นางก็เป็นคนเงียบ ๆ ไม่มีปากไม่มีเสียงอยู่แล้ว หากจะทำให้ชีวิตของนางในจวนแห่งนี้ลำบากขึ้นอีกนิดคงจะไม่เป็นอันใด
นางเดินไปที่ครัวใหญ่อย่างวางท่า เพราะทุกคนในจวนตอนนี้ก็รับรู้หมดแล้วว่าคุณชายใหญ่โปรดปรานนางมากเพียงใด เพราะเขาไปนอนที่เรือนของนางทุกคืน ไม่เคยไปเหยียบเรือนของฮูหยินใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว บ่าวรับใช้ในจวนจึงให้ความเคารพนางเป็นอย่างมาก ต่างจากจางไป่ฉี ที่เดินไปทางไหนก็มีแต่คนหัวเราะ
“คารวะฮูหยิน” บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็พากันเอ่ยเรียกเจ้านายคนใหม่อย่างประจบประแจง ราวกับว่านางคือภรรยาเอก ของคุณชายใหญ่
“ฮูหยินมาที่นี่ด้วยตนเอง ต้องการอันใดเป็นพิเศษ สามารถแจ้งบ่าวได้เลยนะเจ้าค่ะ” แม่ครัวพูดอย่างประจบสอพลอ
“ข้ารู้สึกว่าอาหารการกินที่จวนนี้ดีเกินไป” นางสบตากับแม่ครัว
“เจ้าค่ะ”
“ดี วันหน้าข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม” หญิงสาวยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ขอบคุณเจ้าค่ะฮูหยิน” บ่าวรับใช้ในครัวต่างพูดออกมาพร้อมกัน
หญิงสาวยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไป
เหล่าแม่ครัวต่างเชื่อฟังคำสั่งของหลงเจียงลี่ เพราะเห็นว่าคุณชายใหญ่ให้ความสำคัญกับนางเป็นอย่างมาก
ในวันข้างหน้า อย่างไรสกุลมู่ก็ต้องตกอยู่ในความดูแลของคุณชายใหญ่ จะประจบประแจงคนที่ได้รับความโปรดปรานก็มิใช่เรื่องแปลก
ตกเย็นวันนั้น อาหารที่ถูกส่งไปที่จวนเรือนของจางไป่ฉี ก็ดูย่ำแย่เสียกว่าอาหารของบ่าวรับใช้เสียอีก น้ำแกงก็ใสราวกับมิได้ปรุง เนื้อก็ไม่มีสักชิ้น มีเพียงเศษผักอยู่นิดเดียว เนื้อย่างก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น ผัดผักก็เหมือนเอาเศษผักมาทำให้ ส่วนข้าวต้มก็มีแต่น้ำ แทบจะหาข้าวไม่เจอ
“คุณหนู นี่มันเกินไปหรือไม่ บ่าวรับใช้ที่จวนของเรายังได้กินดีกว่านี้เสียอีก” อันเล่อพูดขึ้นอย่างมีโทสะ อย่างไรคุณหนูของนางก็เป็นภรรยาเอกของคุณชายใหญ่ จะให้กินเพียงเศษอาหารพวกนี้จริง ๆ หรือ
“ช่างเถอะ วันหน้าก็ออกไปซื้ออาหารที่ตลาดมาทาน ซื้อมาให้คนในเรือนด้วยเล่า” นางพูดอย่างใจกว้าง มิได้รู้สึกโมโหหรือมีโทสะเลยแม้แต่น้อยที่โดนกระทำแบบนี้
“คุณหนูจะทนอยู่แบบนี้หรือเจ้าคะ” อันเล่อพูดขึ้นอย่างไม่ยอม เหตุใดคุณหนูต้องยอมโดนคนรังแกอยู่แบบนี้
“ช่างเถิด เขาจะทำอันใดก็ปล่อยให้เขาทำไป” นางไม่อยากให้ผู้ใดต้องมากังวลใจเพราะนาง นางขออยู่แบบสงบ ๆ แบบนี้ ไม่ต้องการไปแย่งชิงความโปรดปรานกับใคร
อันเล่อก็ได้แต่จำใจยอมทำตาม คุณหนูแม้ภายนอกจะดูไม่สู้คน แต่เมื่อได้ตัดสินใจทำอันใดแล้ว แม้แต่ผู้เป็นมารดาก็ไม่สามารถห้ามได้
นางก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูจะสามารถตัดใจจากคุณชายใหญ่ได้ในเร็ววัน
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนเขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมายตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่าน
บทที่ 5เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนางมิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบาเดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยคว
มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อยวันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้วหลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีกแต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนางเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพ
บทที่ 4อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้างแต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยสามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ“มีอันใดหรือ”“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ววันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่นเมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“มีเรื
นางถูกพาตัวไปนั่งที่เตียง เพื่อรอเจ้าบ่าว โดยมีอันเล่อคอยอยู่เป็นเพื่อน“ฮูหยิน หิวหรือไม่เจ้าคะ” อันเล่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเจ้านายของนางยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า“ไม่ รอท่านพี่ก่อน” แม้จะรู้สึกเขินอายที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน แต่อย่างไรนางก็ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ มิสู้เรียกตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า“แต่อีกนานนะเจ้าคะ กว่าคุณชายจะมา”“ข้ารอได้”หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่จะชา นางก็ยังไม่คิดที่จะดื่มนางนั่งรออยู่นาน กว่าเสียงดนตรีด้านนอกจะเงียบลง“ดนตรีด้านนอกเงียบแล้ว อีกไม่นานคุณชายใหญ่คงจะมา” อันเล่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางนั้น ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเหมือนกันแต่รอจนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นคนที่พวกนางรอมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียที จนอันเล่อต้องเอ่ยปาก“เหตุใดคุณชายใหญ่ไม่มาเสียที” นางพึมพำอยู่ตนเดียว แต่ก็พอที่จะให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน“ประเดี๋ยวคงมา” น
บทที่ 3เมื่อวันแต่งงานมาถึง จางไป่ฉีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้า เพื่อรอขบวนเจ้าบ่าวมารับตัวที่จวนหญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องอยู่กับสาวใช้เพียงแค่สามคนเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้ไม่ค่อยมีสหายมากนัก ส่วนสหายคนที่นางสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง“คุณหนู หิวหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ล่ะ” นางตอบสาวใช้ พลางใช้สายตามองสำรวจตัวเองในกระจก พร้อมกับยิ้มเศร้าเพราะตั้งแต่วันนั้นมานางก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลย นางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขความใจผิดของเขาได้สุดท้ายนางก็ได้แต่หวังว่าเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว เขาจะรับฟังความจริงจากนางในสักวัน“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกไม่นานนางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแม้จะโดนเขาพูดจาร้ายกาจใส่ไปบ้าง หากแต่ในใจของนางก็ยังคงรักมั่นต่อเขา มิอาจตัดใจได้ในตอนนี้“ใกล้จะได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” อันเล่อตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางดีใจกับคุณหนูยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับบุรุษที่นางรัก ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูของนางจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข“อืม” นางตอบรับเบา ๆ สี
“ยาเจ้าค่ะ พี่รองจะได้หายไว ๆ” นางยังคงทำตัวเองให้สดใส แม้ว่าความสดใสจะลดลงไปมากจากเมื่อครู่ก็ตาม“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มไปให้น้องสาว พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยยามาดื่ม“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าพี่สาวดื่มยาเสร็จแล้ว นางก็รีบออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรบกวนการสนทนาระหว่างทั้งสองจางชิงซานเมื่อเห็น
หญิงสาวยืนชมทิวทัศน์เงียบ ๆ คนเดียว รอได้ไม่นานคนที่นางรอคอยก็มาถึง“คุณหนูหลง” เขาเอ่ยเรียกนาง“คุณชายมู่” นางเอ่ยทักทายเขา แม้จะมาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำเรียกชื่อของนางเลยสักครั้ง เขายังวางตัวเหินห่างกับนางเสมอมา ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ“มาหาข้ามีอันใดหรือ”“ข้าได้ข่าวเรื่อ
บทที่ 2รุ่งเช้า มู่จือเฉิงไปขอเข้าพบบิดาที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าเหตุใดจึงไม่ถามความเห็นจากเขาก่อน ว่าเต็มใจจะแต่งงานหรือไม่“ข้ามาพบท่านพ่อ” เขาบอกบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“นายท่าน คุณชายใหญ่มาขอพบขอรับ”“ให้เข้ามา”ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องโดยมีบ่าวรับใช้เปิด
บทนำเสียงเฮฮาของเด็กน้อยสี่คนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อยู่ในสวนดอกไม้ของจวนสกุลจาง“พี่ใหญ่!! รอข้าด้วย” จางไป่ฉี ดรุณีน้อยวัยสิบสองขวบปี ร้องเรียกพี่ชายคนโตเสียงดัง พลางวิ่งไล่ตามเขาอย่างสนุกสนาน“น้องสาม วิ่งตามพี่มาให้ทันสิ” จางเทียนซื่อหันมาตะโกนบอกน้องสาว ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ขณะที่ท







