로그인บทที่ 4
อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
เรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้าง
แต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย
สามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร
“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ
“มีอันใดหรือ”
“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ว
วันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่น
เมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“มีเรื่องอันใดหรืออันเล่อ”
“คุณชายใหญ่ไปนอนที่…” นางเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “เรือนฮูหยินรองเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างกายของไป่ฉีก็ชาไปทั้งตัว
ฮูหยินรอง? เขาแต่งฮูหยินรองเมื่อใด เหตุใดนางจึงไม่รู้
“ฮูหยินรองหรือ” ในที่สุดนางก็หาเสียงของตัวเองเจอ นางถามออกไปอย่างไม่สามารถควบคุมน้ำเสียงได้
“ใช่เจ้าค่ะ”
“แต่งเมื่อใด” ตอนนี้หญิงสาวเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็พยายามฝืนตัวเองเอาไว้ นางไม่อยากจะเสียน้ำตาในวันมงคลแบบนี้
“วันนี้เจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่สู้ดีของเจ้านาย นางจึงตอบไปอย่างแผ่วเบา
แต่หารู้ไม่ว่า แม้เสียงจะเบาเพียงใด แต่มันก็ฝั่งลึกลงไปในใจของคนฟังอยู่ดี
“เจ้าออกไปเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียว” นางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แต่…”
“ออกไปเถิด” ตอนนี้นางยังไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ นางขอเวลาทำใจสักหน่อยก่อนแล้วกัน
“บ่าวขออยู่ข้าง ๆ คุณหนูนะเจ้าค่ะ บ่าวรับปากว่าจะไม่พูดอะไรอีก” นางร้องขอ เพราะตอนนี้นางไม่อยากปล่อยให้เจ้านายอยู่เพียงลำพัง
อันเล่อมองนายสาวด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้นางคงเสียใจเป็นอย่างมาก
จางไป่ฉีเมื่อเห็นว่าสาวใช้ไม่ยอมออกไปก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับเรื่องที่อันเล่อกล่าวมานั้นมิได้มีผลกระทบอะไรกับนาง
แต่ใครจะรู้ ว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนนั้น น้ำตาของนางไหลออกมาเป็นสายอย่างไม่สามารถห้ามได้
แม้จะบอกตัวเองว่าห้ามมิให้ร้องไห้ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับนางในวันนี้ นางก็ไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
เขาใจร้ายกับนางเกินไปหรือไม่ อย่างไรวันนี้ก็เป็นวันแต่งงานของนางกับเขา เขามาทำแบบนี้กับนางได้อย่างไร มันช่างไม่ยุติธรรมกับนางเลยจริง ๆ
แม้จะผ่านไปหลายชั่วยาม แต่นานก็ยังคงนั่งอยู่แบบนั้น ไม่ได้ขยับไปที่ใด ท่าทางที่นิ่งสงบนั้น ใครจะรู้ว่ามันซ่อนความรู้สึกเสียใจ ผิดหวังไว้มากมายเพียงใด
สาวใช้ที่อยู่หน้าห้องต่างก็ทนไม่ไหว เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว คุณชายก็ไม่มาเสียที แล้วฮูหยินคนใหม่จะทำอย่างไร ผ้าคลุมหน้าก็ยังไม่เปิด
พวกนางต่างมองหน้าและปรึกษากัน หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ พวกนางถูกส่งมาที่เรือนนี้แล้ว หากวันหน้าเจ้านายลำบาก พวกนางก็ต้องลำบากไปด้วยอย่างแน่นอน
เรือนหอของเจ้าสาวถูกจุดไฟไว้ตลอดทั้งคืน เพราะเจ้าบ่าวไม่ยอมเข้ามาที่เรือนหอ เจ้าสาวจึงทำได้เพียงจุดไฟรอเท่านั้น
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยนเขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมายตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่าน
บทที่ 5เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนางมิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบาเดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยคว
มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อยวันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้วหลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีกแต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนางเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพ
บทที่ 4อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิดเรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้างแต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยสามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร“ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ“มีอันใดหรือ”“เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ววันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่นเมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง“มีเรื
นางถูกพาตัวไปนั่งที่เตียง เพื่อรอเจ้าบ่าว โดยมีอันเล่อคอยอยู่เป็นเพื่อน“ฮูหยิน หิวหรือไม่เจ้าคะ” อันเล่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเจ้านายของนางยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า“ไม่ รอท่านพี่ก่อน” แม้จะรู้สึกเขินอายที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน แต่อย่างไรนางก็ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ มิสู้เรียกตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า“แต่อีกนานนะเจ้าคะ กว่าคุณชายจะมา”“ข้ารอได้”หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่จะชา นางก็ยังไม่คิดที่จะดื่มนางนั่งรออยู่นาน กว่าเสียงดนตรีด้านนอกจะเงียบลง“ดนตรีด้านนอกเงียบแล้ว อีกไม่นานคุณชายใหญ่คงจะมา” อันเล่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นหญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางนั้น ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเหมือนกันแต่รอจนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นคนที่พวกนางรอมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียที จนอันเล่อต้องเอ่ยปาก“เหตุใดคุณชายใหญ่ไม่มาเสียที” นางพึมพำอยู่ตนเดียว แต่ก็พอที่จะให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน“ประเดี๋ยวคงมา” น
บทที่ 3เมื่อวันแต่งงานมาถึง จางไป่ฉีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้า เพื่อรอขบวนเจ้าบ่าวมารับตัวที่จวนหญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องอยู่กับสาวใช้เพียงแค่สามคนเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้ไม่ค่อยมีสหายมากนัก ส่วนสหายคนที่นางสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง“คุณหนู หิวหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่ล่ะ” นางตอบสาวใช้ พลางใช้สายตามองสำรวจตัวเองในกระจก พร้อมกับยิ้มเศร้าเพราะตั้งแต่วันนั้นมานางก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลย นางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขความใจผิดของเขาได้สุดท้ายนางก็ได้แต่หวังว่าเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว เขาจะรับฟังความจริงจากนางในสักวัน“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกไม่นานนางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแม้จะโดนเขาพูดจาร้ายกาจใส่ไปบ้าง หากแต่ในใจของนางก็ยังคงรักมั่นต่อเขา มิอาจตัดใจได้ในตอนนี้“ใกล้จะได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” อันเล่อตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางดีใจกับคุณหนูยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับบุรุษที่นางรัก ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูของนางจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข“อืม” นางตอบรับเบา ๆ สี
“ยาเจ้าค่ะ พี่รองจะได้หายไว ๆ” นางยังคงทำตัวเองให้สดใส แม้ว่าความสดใสจะลดลงไปมากจากเมื่อครู่ก็ตาม“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มไปให้น้องสาว พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยยามาดื่ม“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าพี่สาวดื่มยาเสร็จแล้ว นางก็รีบออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรบกวนการสนทนาระหว่างทั้งสองจางชิงซานเมื่อเห็น
บทนำเสียงเฮฮาของเด็กน้อยสี่คนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อยู่ในสวนดอกไม้ของจวนสกุลจาง“พี่ใหญ่!! รอข้าด้วย” จางไป่ฉี ดรุณีน้อยวัยสิบสองขวบปี ร้องเรียกพี่ชายคนโตเสียงดัง พลางวิ่งไล่ตามเขาอย่างสนุกสนาน“น้องสาม วิ่งตามพี่มาให้ทันสิ” จางเทียนซื่อหันมาตะโกนบอกน้องสาว ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ขณะที่ท
หญิงสาวยืนชมทิวทัศน์เงียบ ๆ คนเดียว รอได้ไม่นานคนที่นางรอคอยก็มาถึง“คุณหนูหลง” เขาเอ่ยเรียกนาง“คุณชายมู่” นางเอ่ยทักทายเขา แม้จะมาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำเรียกชื่อของนางเลยสักครั้ง เขายังวางตัวเหินห่างกับนางเสมอมา ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ“มาหาข้ามีอันใดหรือ”“ข้าได้ข่าวเรื่อ
บทที่ 2รุ่งเช้า มู่จือเฉิงไปขอเข้าพบบิดาที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าเหตุใดจึงไม่ถามความเห็นจากเขาก่อน ว่าเต็มใจจะแต่งงานหรือไม่“ข้ามาพบท่านพ่อ” เขาบอกบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“นายท่าน คุณชายใหญ่มาขอพบขอรับ”“ให้เข้ามา”ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องโดยมีบ่าวรับใช้เปิด







