Se connecterสภาพแต่ละคนที่เรียกได้ว่าแทบจะคลานลงมาจากเครื่องบิน แตกต่างจากตอนขาไปลิบลับ ทศวรรษที่ประคองสานฝันเดินมายังขาออกแต่ก็ต้องสะดุ้งที่เห็นสืบสานพร้อมคนขับรถมาดักรออยู่ สานฝันลืมตาแทบไม่ขึ้นแถมยังปวดหัวตุ๊บ ๆ สืบสานเดินไปโอบประคองน้องสาวตัวเองเข้ามาในอกก่อนจะสั่งอีกคนเสียงเรียบ
“กลับบ้าน” ทศวรรษหน้าเจื่อนแต่ก็เดินตามออกไปอย่างว่าง่าย ส่วนสามสาวที่เดินตามห่าง ๆ ก็กระซิบกระซาบกัน
ต้นตาล : “มึงเห็นสายตาอีพี่สืบที่มองอีทศปะ”
มะเดี่ยว : “แค้นเคืองโกรธโทษฉันใย”
ปลายฟ้า : “กูว่างานนี้บ้านแตก”
ต้นตาล : “จะแตกอะไรอีก กูว่า…ดีไม่ดีอีพี่สืบการละครชัวร์”
มะเดี่ยว : “หา”
ต้นตาล : “กูจำสายตาตอนฮีมารับอีทศในงานวันเกิดอีเจ๊มอยได้ สายตาคมกริบกว่านี้นิดนึง ตอนนั้นอีมะเดี่ยวแทบเยี่ยวราดเพราะกลัวว่าฮีจะชกคนที่มาคลอเคลียอีทศ”
มะเดี่ยว : “อ๋อ กูจำตอนนั้นได้ แต่กูว่าตอนนี้ไม่เหมือนอย่างในวันนั้น อันนี้กูเหมือนว่าฮีงอนเฉย ๆ ปะ”
ปลายฟ้า : “แล้วพวกมึงจะมานั่งเดาใจผัวอีทศเพื่อ?” มะเดี่ยวกับต้นตาลกลอกตาขึ้นฟ้า
ต้นตาล : “แดกยาคุมมากก็งี้ อ๊องค่ะ กลับไปนอนแล้วอย่าลืมส่งงานให้ลูกค้า”
ปลายฟ้า “เอ้า! ชอบพูดปริศนาธรรมใครจะเข้าใจพวกมึงคะ”
ทศวรรษที่นิ่งเงียบไปตลอดทาง สืบสานเองก็เช่นกัน ทศวรรษรู้ดีกว่าการเงียบในที่นี้หมายถึงอะไร อีกฝ่ายกำลังข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ต่างหาก บานประตูในห้องปิดลงเมื่อไหร่ถึงจะยอมอ้าปากพูดคุย เป็นนิสัยของสืบสานเวลาทะเลาะอะไรกันจะต้องกลับไปทะเลาะที่บ้าน ไม่พูดเรื่องงานเวลากินข้าว แต่ความเงียบในรถก็สร้างความกดดันให้ทศวรรษจนต้องถูมือที่เย็นเฉียบเข้าด้วยกัน สภาพของสานฝันผมเผ้ายุ่งเหยิงที่ลงมาจากรถตู้ยิ่งทำให้พรรณพิลัยโมโหมากกว่าเดิม
“สานฝัน หายไปไหนมา รู้ไหมแม่เป็นห่วงแทบแย่” พรรณพิลัยแทบจะแผดเสียงออกจนหมดหลอดเมื่อเห็นสภาพลูกสาว เธอรีบปรี่มาดูแต่สานฝันกลับกอดเอวสืบสานเอาไว้แน่น ไม่แม้แต่จะพูดคุยทักทายแม่ของตัวเองสักประโยค
“ยัยฝัน”
“เข้าบ้านก่อนมีอะไรค่อยพูดกันเถอะครับ” สืบสานตัดบท ทศวรรษที่ลงจากรถมายังไม่ทันได้ตั้งตัว พรรณพิลัยก็ปรี่เข้ามาตบหน้าฉาดใหญ่ ทศวรรษที่ไม่ทันได้ตั้งตัวแรงตบเต็มแรงจนใบหน้าด้านซ้ายชาหนึบ ในหูอื้ออึงก่อนจะตามมาด้วยกำปั้นที่ทุบตีอย่างเต็มแรง ทศวรรษเสียหลักหงายหลังนั่งอยู่กับบันไดทางลงรถ ไม่คิดแม้แต่จะป้องกันตัวสักนิดปล่อยให้พรรณพิลัยทุบตีอยู่อย่างนั้น
“แก เพราะแก แกจะพรากยัยฝันไปจากฉันอีกคนใช่ไหม”
“คุณแม่พอแล้ว อย่าทำพี่ทศ” สานฝันปรี่เข้ามาโอบกอดเอาตัวบังทศวรรษไว้ แถมยังยืนกรีดร้องสุดเสียงขยุ้มผมเผ้าจนยุ่งเหยิง
[กรี๊ด กรี๊ด]
“สานฝัน สานฝัน” พรรณพิลัยหน้าจืดเจื่อนเมื่อเห็นอาการของลูกสาว ท่านเจ้าสัวที่ได้ยินเสียงเอะอะอยู่หน้าบ้านเดินเข้ามาดู พร้อมถามเสียงเข้ม
“เกิดอะไรขึ้น!” สานฝันยืนร้องไห้หน้าดำหน้าแดงอยู่อย่างนั้นก่อนจะวิ่งโผเข้าไปซุกในอ้อมกอดพ่อตัวเอง
“คุณพ่อ ฮือ ฮือ”
“มีอะไรไปพูดกันในบ้าน” แม้แต่แม่บ้านเองก็ก้มหน้าเมื่อได้ยินเสียงประกาศิตของประมุขของบ้าน คฤหาสน์ที่กว้างใหญ่และเงียบสงบมาตลอดวันนี้พายุใหญ่ตั้งเค้ามาแต่ไกล หอบกลิ่นไอดินจนลอยคละคลุ้งในอากาศ พรรณพิลัยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเชิดหน้าเดินตามเข้าไปในบ้าน ส่วนทศวรรษเองก็นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น สืบสานยื่นฝ่ามือไปตรงหน้า ทศวรรษทำเพียงถอนหายใจแล้วยืนขึ้นด้วยตัวเอง เดินผ่านฝ่ามือที่ยื่นรอเก้ออยู่อย่างนั้น
ภายในห้องนั่งเล่นแม้จะมีสมาชิกอยู่ร่วมนับสิบแต่กลับเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่บนศีรษะ เสียงสะอื้นของสานฝันยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องดูเย็นเยียบขึ้นไปอีก เช้าวันเสาร์ที่ควรจะสดใสเพราะเป็นวันหยุดจากการทำงานมาร่วมอาทิตย์แต่กลับเป็นละครฉากใหญ่ บางทีการตัดสินในครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในบ้านคุณาปกรไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะสายสัมพันธ์แม่ลูก และความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในครอบครัว
“เกิดอะไรขึ้น” เมื่อสมาชิกทุกคนอยู่พร้อมหน้าท่านเจ้าสัวกวาดสายตามองโดยรอบก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ สานฝันที่ซุกหน้าอกผู้เป็นพ่อร้องไห้เหมือนเด็กนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากไม่ขาดสายอีกครั้ง หญิงสาวสะอึกสะอื้นจนตัวโยน
“คุณพ่อ” ฝ่ามือใหญ่ลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู นานแค่ไหนแล้วที่ลูกเต้าไม่เคยออเซาะเขาเหมือนเด็กอย่างนี้ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นน้ำตาของลูก หน้าที่ภายในบ้านเป็นของพรรณพิลัยรวมไปถึงหน้าที่เลี้ยงลูก การแบ่งแยกหน้าที่นี้มีที่มาเพราะภรรยาเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไว้ ไม่ให้พ่ออย่างเขายุ่มย่ามในการเลี้ยงลูกและดูแลหลังบ้านของเธอ ท่านเจ้าสัวมองหน้าภรรยาที่ซับหัวตาตัวเองป้อย ๆ เช่นกัน
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







