Masukพลันหน้าจอโทรศัพท์ปรากฏสายเข้าจากต้นตาล
“…ว่า”
“อีทศมึงอยู่ไหนค้า”
“อยู่บ้าน กูกลับมาเยี่ยมแม่” ปลายสายเงียบเสียงไป
“มีอะไรหรือเปล่ามึง”
“ปะ เปล่า ๆ ว่าแต่มึงจะกลับมาเมื่อไหร่”
“อีกสองวัน วันพรุ่งนี้กูไปงานแต่งพี่ที่รู้จัก อีกวันถึงจะกลับ”
“แล้วมึงกลับมายังไง”
“กลับกับยัยดาว”
“ก็ดี ก็ดี”
“เดี๋ยวเอาผลไม้ไปฝาก”
“ดีมากค่ะเพื่อนสาว ไม่กวนละ กลับแล้วโทรหากูด้วย อีปลายกับอีมะเดี่ยวเป็นห่วงมึงเลยให้กูโทรหา”
“ฝากขอบคุณพวกมันด้วย ได้ ได้ เจอกัน” ทศวรรษวางสาย
“พี่ต้นตาลเหรอ”
“ทำไมรู้” ทัดดาวกลอกตา
“เสียงแหลมทะลุออกจากโทรศัพท์มาขนาดนั้นมีอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ”
“จะฟ้องอีต้นว่าแกนินทา”
“ฮ่า ๆ กลัวตายแหละ”
หลังกลับมาจากในเมืองทศวรรษก็บอกให้ทัดดาวแวะดูบ้านที่เพิ่งลงเสาเข็มไปได้ไม่กี่เดือนก่อนหน้า วันสุดท้ายที่เขามาที่นี่ก็คือวันลงเสาเอกพร้อมกับสืบสานนั่นแหละ บ้านที่พวกเขาทั้งสองตั้งใจออกแบบบ้านเอง โดยมีลักษณะชั้นเดียวเป็นรูปตัวยู โดยมีห้องนั่งเล่นเป็นจุดกึ่งกลางของบ้านหลังนี้ มี 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ไม่ใช่เพียงบ้านพักตากอากาศธรรมดา แต่พวกเขาวางแผนสร้างบ้านหลังนี้เอาไว้สำหรับยามแก่ชรา ยังเผื่อแผ่ไปยังต้นตาล ปลายฟ้า มะเดี่ยว ทศวรรษมีเพื่อนน้อยเพียงหยิบมือ วัน ๆ ทำงานและตัวติดกับสืบสาน อีกทั้งสายงานและหน้าที่การงานที่รัดตัวไม่ได้สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเหมือนอย่างพวกอินฟลูเอนเซอร์หรือฟรีแลนซ์อย่างสามสาว ทศวรรษเดินสำรวจ เดินผ่านกองปูน ดินทราย สำรวจรอบ ๆ ด้วยหัวใจที่สงบ แม้ว่าบางอย่างจะเปลี่ยนไปแต่ว่าเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งเอาไว้ยังคงเดิม ทัดดาวที่เดินตามมาดูด้วยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
“หลังใหญ่มาก พี่ตั้งใจจะอยู่กี่คนกันแน่”
“ก็เผื่อพวกนั้นด้วยไง กะว่าจะทำเป็นบ้านพักคนชรา”
“คงจะเป็นบ้านพักคนชราที่เลิศที่สุดแล้วล่ะ ดาวว่างานนี้พวกพี่ต้นตาลคงจัดปาร์ตี้ฉ่ำ”
“น่าสนุกดีออก” ทัดดาวเดินมากอดคอพี่ชายตัวเอง
“พี่ทศเก่งที่ซู้ดดดด” ทศวรรษผลักหัวน้องสาวเบา ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ดาวก็เก่งเหมือนกัน พี่ทำเผื่อไว้ให้ห้องนึง วันไหนที่เหนื่อย อยากพักก็มาที่นี่ได้ ที่นี่ก็คือบ้านดาวอีกหลังเหมือนกัน”
“ไม่เอาหรอก ดาวจะไปอยู่บ้านแม่ เรื่องอะไรจะยกให้คุณนายนอร่าเสวยสุขอยู่คนเดียว”
“กับแมวก็ไม่เว้น” ทศวรรษหัวเราะในลำคอ ตอนแรกคุณนายจันทร์ทิพย์โวยวายบ้านแตกว่าจะไม่เลี้ยงหมา แมวอะไรทั้งนั้น ตอนนี้คุณนายนอร่าก็กลายเป็นคุณนายแมวตัวจริงเสียงจริง ถ้าไม่กลัวว่าจะถูกอุ้มไปขายข้อเท้าทั้งสี่คงมีกำไลทองคล้องไว้เป็นแน่ นายแม่เล่นเอาไปนอนในห้องด้วยทุกคืน เรียกลูกในไส้ว่าไอ้ทศ ไอ้ดาว ส่วนแมวเรียกเสียงสองเสียงสาม ป้อนข้าวกับมือเหมือนเลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็ไม่ปาน เท้าแทบจะไม่ได้แตะพื้นอยู่แล้ว ขนสีขาวฟูฟ่องคอประดับด้วยโบสีชมพู ตาสีฟ้ายิ่งขับให้แมวดูสง่า มีสกุลรุนช่องเป็นที่สุดสมกับเป็นลูกสาวคนเล็กของแม่เลี้ยงเมืองจันทร์
“ก็มันจริง ไหนใครบอกว่าไม่ชอบแมว ตอนนี้หอมทั้งวัน” ทศวรรษเองก็ขำเหมือนกัน
“แล้วอาการแพ้ของพี่เป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงอุ้ม”
“แต่ขนแมวมันลอยฟุ้งตามบ้าน บอกให้แม่ซื้อเครื่องกรองอากาศพร้อมกับดูดฝุ่นเช้าเย็นน่าจะพอช่วยได้บ้าง”
“รายนั้นไม่ต้องบอกหรอก เห็นว่าจะทำท่อลอยในบ้านให้คุณนายเขาวิ่งเล่นด้วยล่ะ” ทศวรรษว่าพลางยักคิ้วหลิ่วตา
“ขนาดนั้นเลย?”
“ลูกสาวคนเล็กเขาล่ะ”
“แล้วพี่สืบรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?” ทศวรรษส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนจะกอดอกมองไปยังห้องนอนที่ว่างเปล่าตรงหน้า ภาพที่สืบสานอธิบายแผนภาพตอนร่างแบบห้องนอนขึ้นมาในหัวทศวรรษเป็นฉาก ๆ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เหลือแต่ปูนเปลือยตรงหน้าเพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เขาตื่นขึ้นมาเผชิญกับความจริงตรงหน้า และเขาต้องยอมรับว่าทุกสิ่งที่วาดฝันเอาไว้ใช่ว่าจะสมประสงค์ดั่งใจไปเสียหมด ทศวรรษถอนหายใจก่อนตอบคำถามของน้องสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่รับรู้อะไรก็ดีเหมือนกัน จะได้เดินหน้าได้ง่ายหน่อย” ทัดดาวเข้ามาสวมกอดทศวรรษข้างหลัง คางเกยไหล่ออดอ้อนเหมือนเด็ก
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







