Masukทศวรรษนั่งมองตั๋วเครื่องบินที่สอดอยู่ในพาสปอร์ตด้วยสายตาว่างเปล่า บางทีไม่หวังก็คงไม่ผิดหวัง ทริปท่องเที่ยวด้วยกันที่วางแพลนเอาไว้มานานในที่สุดก็ลงตัวเสียที แต่กลับกลายเป็นว่าคู่แต่งงานที่เคยรักกันชื่นมื่น อีกฝ่ายแปรเปลี่ยนไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งนั้น ก่อนกำหนดจะเดินทางมาถึงเขาพร่ำกรอกหูสืบสานแทบจะทุกครั้งที่เจอหน้า ทริปนี้สืบสานจัดการวางแพลนให้เขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เราจะไปเช็กอินและสร้างความทรงจำร่วมกัน วิมานที่ได้สร้างไว้ในอากาศพังครืนลงมาพริบตา
ซากุระที่กำลังผลิบาน ใบไม้เปลี่ยนสี ออนเซนที่แช่ด้วยกัน ภาพฟุ้งเฟ้อเหล่านั้นบางทีอาจเหลือเพียงเขาคนเดียว…
เสียงประกาศ Final call ของสายการบินประกาศเป็นครั้งสุดท้าย ทศวรรษนั่งรออยู่หน้า Gate ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายมือที่กำด้ามกระเป๋าเดินทางใบเล็กชะงักเมื่อเห็นรองเท้าที่คุ้นตามายืนอยู่ตรงหน้า ทศวรรษค่อย ๆ ไล่สายตาจากล่างขึ้นบนช้า ๆ เพียงเพราะว่ากลัวภาพตรงหน้าอาจจะไม่ใช่ความจริง ก่อนจะสบตากับนัยน์ตาสีนิลที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว
“ทำไมยังไม่ขึ้นเครื่องอีก” สืบสานเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่เต็มอก ทศวรรษทำได้เพียงหลุบตามองพื้นพยักหน้าน้อย ๆ สืบสานที่เห็นทุกอย่างก็ยังไม่แน่ใจนักว่าทศวรรษพยักหน้าน้อย ๆ ให้เขาที่ปรากฏตัวทันเวลาที่นี่หรือพยักหน้าให้กับตัวเอง แววตาที่หม่นหมองยิ่งชวนทำให้ใบหน้าดูโศกเศร้าเข้าไปใหญ่ สืบสานอยากจะรั้งตัวอีกฝ่ายมากอบปลอบประโลมแต่ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยแผ่นหลังเปล่าเปลี่ยวนั้นเดินนำหน้าไปอย่างหงอยเหงา
ทศวรรษเองก็ใช้ความเงียบนี้ปลอบประโลมตัวเอง อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ฝันไป…แม้จะไม่ใช่สืบสานคนเดิม แต่อย่างน้อยสืบสานก็อยู่ตรงนี้ และบางทีนี่อาจเป็นช่วงโอกาสสุดท้ายที่เขาสองคนจะใช้เวลาร่วมกัน มาร่วมสร้างความทรงจำสุดท้ายไปด้วยกัน ล่ำลากันอย่างไม่มีอะไรติดค้าง
ทศวรรษเดินนำหน้าไปก่อนไม่พูดอะไรอีก ความคิดสะระตะมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว ลำคอแห้งผากเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ เอ่ยอะไรไม่ออกสักประโยคเดียว ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวได้แต่เดินคอตกขึ้นเครื่องไปทั้งอย่างนั้น ที่นั่งคู่แบบ Business Class ที่จองไว้ก่อนหน้า บานหน้าต่างระหว่างเก้าอี้ทั้งสองไม่เคยเลื่อนลงสักครั้งจวบจนล้อของเครื่องบินแตะตรงรันเวย์ของสนามบินนาริตะ ทั้ง ๆ ที่จงใจเลือกที่นั่งคู่เพราะว่าจะได้กอดออเซาะกันไปตลอดทางแท้ ๆ แต่ทว่าตอนนี้ตัวเขาเองไม่มีอารมณ์รักใคร่พวกนั้นเสียดื้อ ๆ หากเป็นเมื่อก่อนยิ่งสืบสานผลักไสเขายิ่งอยากจะกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ยิ่งหนียิ่งอยากวิ่งไล่ตาม แต่ตอนนี้ไม่เหลือแรงให้ทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นอีกแล้ว แค่นั่งข้าง ๆ กันยังรู้สึกเหนื่อยเลย
ทศวรรษก็ไม่รู้ว่าเขาเองต้องการอะไรกันแน่ พอสืบสานไม่มาเขาก็เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก แต่พออีกฝ่ายอยู่ต่อหน้าเขากลับกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น เรื่องเมื่อคืนยังคงวิ่งวนอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าพี่โตจะเป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกตีตื้นขึ้นมาในอก อีกใจหนึ่งเขาก็อยากจะช่วยเหลือสืบสานเป็นครั้งสุดท้าย จะได้ไม่มีอะไรให้ติดค้างกันอีก เพราะธุรกิจคราฟเบียร์สืบสานก็ลงทุนลงแรงช่วยเขาเสียมากมาย ตอนนี้ทศวรรษแค่อยากจะตอบแทนอีกฝ่ายบ้างก็เท่านั้น ต่อให้ใครต่อใครพร่ำปลอบโยนเขามาตลอดว่าสืบสานยังคงมีเยื่อใยบาง ๆ ให้เขาอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่แบกความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้มาตลอดก็ไม่กล้าที่จะคาดหวังอะไรอีกแล้ว
ภาพวาดของเขาภายในห้องที่ถูกปิดตาย เจ้าของฝีแปรงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ภาพนั้นเป็นตอนที่เขากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง มุมโปรดมุมเดียวในคฤหาสน์หลังใหญ่ แม้ว่าจะยังลงสีไม่เสร็จ แต่เขาก็คงไม่อาจได้เห็นภาพวาดนั้นเสร็จสมบูรณ์
ไม่รู้ว่าเหตุผลในครั้งนี้ของสืบสานคืออะไรกันแน่ แต่สำหรับทศวรรษ การที่คนรักทำลับหลังเขาแบบนี้เหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ไว้ใจ หรือบางทีสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อทำบางสิ่งที่ไม่ต้องการให้เขาได้รับรู้ กีดกันเขาออกจากโลกของอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ ไม่ต่างจากการขอเลิกกลาย ๆ เลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่าไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เท่านั้นเอง เป็นความเจ็บไม่มีเสียงแต่ฤทธิ์ของมันกลับกัดกร่อนหัวใจและร่างกายของเขาจนพรุนไม่มีชิ้นดี
บอกไม่รักตรง ๆ
บอกเหตุผลที่จะไปสักข้อ
สิบกว่าปีที่ผ่านมาระหว่างเราไม่สามารถไว้ใจกันได้เลยเหรอ?
ทำไมเขาจะไม่ให้อีกฝ่ายไปเล่า…
เมื่อออกมาจากสนามบินลมหนาวปะทะเข้าใบหน้าจนทศวรรษต้องห่อไหล่ สืบสานเองก็ส่ายหัวน้อย ๆ กับคนตรงหน้าที่ไม่แม้แต่จะเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง เขาจึงจำต้องคว้าสเวตเตอร์ที่พาดอยู่บนแขนคลุมแผ่นหลังที่งองุ้มนั้นด้วยความหนาวเย็น
แม้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิแต่อากาศตอนเช้าและกลางคืนยังเย็นอยู่สำหรับประชากรที่มาจากเส้นกึ่งกลางศูนย์สูตรประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งกทม.ร้อนตลอดปีตลอดชาติ
“ขอบคุณ” ทศวรรษเอ่ยเสียงเบาก่อนจะหันมาคืนเสื้อให้กับสืบสานที่ทำหน้าไม่เข้าใจ ทางเดินที่ทอดยาวก่อนจะถึงตม. หรือว่าอีกฝ่ายจะทนหนาวไปทั้งอย่างนั้น
“คุณไม่หนาว?”
“ไม่เป็นไร ผมทนได้” สืบสานไม่เข้าใจแต่อีกฝ่ายก็ยืนกรานที่จะคืนเสื้อให้เขา ทศวรรษในวันนี้ดูแปลกหูแปลกตา อีกทั้งไม่เหมือนคนก่อนหน้าที่เอาแต่เรียกร้องความสนใจจากเขา คอยปั่นหัวเขาอยู่ตลอดเวลา ตอนนั้นก็คอยป้วนเปี้ยนกรอกหูเขาแทบจะสามเวลา พร่ำบอกว่าทริปนี้สำคัญและมีความหมายกับเจ้าตัวมากแค่ไหน แต่พอมาวันนี้ ไม่มีความยินดีปรีดาฉายอยู่ในแววตาคู่นั้นเลย ตั้งแต่ทศวรรษก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านคุณาปกร อีกฝ่ายก็เริ่มเหี่ยวเฉาอย่างเห็นได้ชัด เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ข้างในเป็นโพรงและเริ่มแห้งตายอย่างช้า ๆ แม้ว่าภายในใจของเขาอยากจะให้คนรักเข้าบ้านคุณาปกรอย่างภาคภูมิ แต่มาวันนี้เหมือนผลักอีกฝ่ายให้ไปยืนที่ปากเหว สืบสานสะท้านในอกแต่กลับกลบเกลื่อนด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค
“ใส่เถอะ ผมไม่หนาว”
“ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว” ความหนาวแค่ภายนอกไม่ได้ระคายผิวของทศวรรษมากนัก แต่หัวใจที่เหน็บหนาวแทบจะจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งของอดีตคนรักนั้นต่างหากที่ทำให้เขาหนาวเหน็บจากภายในสู่ภายนอก ความเย็นนั้นกำลังคืบคลานไปตามกระแสเลือดในร่างกายค่อย ๆ แช่แข็งทุกอณูในร่างกายให้หนาวตายช้า ๆ มันฉายชัดอยู่บนใบหน้าทศวรรษโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพียงสืบสานคนเดิมที่ตายจากไป ทศวรรษคนเดิมที่เคยสดใส ร่าเริงดั่งดอกทานตะวันก็กำลังจะตายตามอีกฝ่ายไปด้วยเช่นกัน
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







