Se connecter“สืบ ลูกสืบ” พรรณพิลัยเคาะประตูหน้าห้องนอนลูกชาย บานประตูแง้มเปิดน้อย ๆ พร้อมกับใบหน้าครึ่งซีกที่โผล่ออกมา
“ทำอะไรอยู่ แม่เข้าไปได้หรือเปล่า” สีหน้าสืบสานกระอักกระอ่วนได้แต่บอกอ้อม ๆ
“ผมกำลังจะอาบน้ำครับ”
“เอ้าตายจริง! แต่ว่าแม่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับลูกพอดี”
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องทศวรรษอะไรนั่น” สืบสานหัวคิ้วย่นหากัน ก่อนจะเปิดประตูให้ผู้เป็นแม่เข้ามาในห้องนอนของตัวเอง สืบสานนั่งลงที่โซฟาเว้นที่ให้แม่ตัวเองนั่งข้าง ๆ
“สืบ ตั้งแต่กลับมาไม่พูดดี ๆ กับพ่อเขาหน่อยล่ะลูก”
“ผม…ไม่รู้จะพูดอะไร” สืบสานตอบไปตามจริง แค่เห็นสีหน้าของผู้เป็นพ่อคำพูดมากมายก็จุกที่คอเปล่งเสียงไม่ออกสักประโยค
“ขอโทษพ่อเขาดี ๆ”
“ขอโทษเรื่องอะไรครับ” สืบสานเองก็อยากจะรู้ว่าเขาทำความผิดอะไรพ่อบังเกิดเกล้าของเขาถึงหมางเมินกันขนาดนั้น
“ก็…” พรรณพิลัยหลุบตาก่อนจะคว้าฝ่ามือลูกชายมาตบที่หลังมือเบา ๆ
“สืบคงลืมไปหลายเรื่อง เรื่องไหนที่ไม่น่าจดจำไม่จำก็ดีแล้ว แต่เมื่อก่อนตอนเราแต่งงานพ่อเขาก็ค้านหัวชนฝา แถมลูกยังตั้งบริษัทเล็ก ๆ ที่เดินคนละเส้นทางกับทางบ้าน”
“บริษัท?”
“ใช่ ลูกคงโดนทศวรรษอะไรนั่นปั่นหัว ลูกไหนเลยจะกล้างัดกับพ่อเขา” พรรณพิลัยเลือกพูดแต่สิ่งดี ๆ ปลอบโยนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่หลายประโยค
“ทศวรรษคนนั้นเจ้าเล่ห์ลูกเลี่ยงได้เลี่ยง เรื่องการหย่าไม่ต้องห่วงแม่หาทนายเก่ง ๆ ให้แล้วรับรองคราวนี้ลูกจะได้หย่าซะที อีกอย่างหนูเคทก็รอลูกมาตลอด” สืบสานเลิกคิ้วที่ได้ยินชื่อนั้น
“ก็ที่ไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ ไงคะ” แม้สืบสานจะความจำเสื่อมไปบางส่วนแต่หูตาไม่ได้บอด เคธีหรือเคทอะไรนั่นทำหน้าซังกะตายทุกครั้งที่ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเขา ถามคำตอบคำไม่รู้ว่าแม่เขาไปเอาความคิดที่ว่าอีกฝ่ายรอเขา อยากจะแต่งงานกับเขามาจากที่ไหนกันแน่
และการที่เขาเคยจดทะเบียนสมรสกับเพศเดียวกันมาก่อน ผู้หญิงที่ไหนจะรับได้
“สืบอย่าคิดมากเลย แม่ย่อมหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ ลูกเป็นลูกชายคนโต เป็นความภาคภูมิใจของแม่เสมอมา และแม่ก็ดีใจที่สืบกลับมาอยู่บ้านสักที”
“ทำยังกับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่?”
“ใช่ที่ไหนล่ะ แม่หมายถึงหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลไง แม่แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้รับโทรศัพท์ ดีที่ลูกปลอดภัยแถมยัง…” (เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เป็นสืบสานผู้หัวอ่อนว่าง่ายคนเดิมเหมือนดั่งวันวาน) พรรณพิลัยไม่ได้พูดออกมาแต่แววตาที่พร่างพราวยามจ้องหน้าลูกชายอยู่นั้นทำเอาสืบสานทำตัวไม่ถูก แม่รักเขา เขารู้ แต่ความรักมันไม่ควรจะมาในรูปแบบข้อแลกเปลี่ยน
ทำตัวดีว่านอนสอนง่ายถึงจะรัก….หากวันหนึ่งเขาเกเรทำตัวไม่ดี เขาจะไม่ถูกรักดังเดิมเหรอ? ต้องเรียนดี กีฬาเด่น อยู่ในโอวาท ไม่มีความคิดความชอบเป็นของตัวเอง พ่อแม่ว่าดีเขาก็ว่าดี ไม่มีความคิดความต้องการเป็นของตัวเอง
ชีวิตในกรอบแบบนั้น…ช่างเป็นชีวิตที่จืดชืดและดำรงอยู่เพื่อความต้องการของผู้อื่นโดยแท้ สืบสานเองทำได้เพียงหลุบตามองพื้นรับฟังผู้เป็นแม่เล่านั่นนี่อย่างเงียบ ๆ แต่จิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในหัวคิดแต่เรื่องของคนที่ชื่อทศวรรษ
ถ้าอีกฝ่ายไม่ดีจริงอย่างที่แม่เขาว่ามา…สืบสานที่รู้จักตัวเองดีกว่าเขาก็เป็นผู้ชายหัวขบถคนหนึ่ง ทำไมเขาถึงจดทะเบียนสมรสผูกชีวิตที่เหลือติดกับอีกฝ่ายที่แม่เขาพร่ำบอกว่าร้ายกาจด้วย
บางทีสิบปากว่าคงไม่เท่าตาเห็น และสืบสานก็ขบคิดไม่ตกว่าอะไรเป็นสาเหตุที่เขาจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายมายาวนานนับสิบปี
สิบปีนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่าชั่วพริบตาในหัวสมอง แต่บางครั้งภาพจำเหล่านั้นก็เหมือนฟิล์มม้วนเก่า ๆ ที่ทยอยฉายแต่ละฉากอยู่ในหัว บ้างสับสน บ้างบิดเบี้ยว แต่ภาพทุกฉากทุกตอนกลับมีเสี้ยวหน้าของใครคนหนึ่งพาดผ่านอยู่ในนั้นทุกช่วงเวลา
สืบสานหลับตาฝ่ามือใหญ่ลูบหน้าลูบตาขึ้นลงอยู่อย่างนั้น เขานั่งลงอยู่บนเตียงนอนกว้างด้วยอารมณ์ที่คิดไม่ตก จมจ่อมกับอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เขาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
ไม่สุข ไม่เศร้า แต่ว่างเปล่า…จนอดที่จะหันมามองที่นอนว่างเปล่าข้างตัวไม่ได้ บางทีความเคยชินน่ากลัวยิ่งกว่าความทรงจำเสียอีก สมองจดจำเรื่องราว แต่ไขสันหลังจดจำการกระทำ สองสิ่งแม้จะประสานทำงานร่วมกันอย่างดี แต่บางครั้งความเคยชินที่ว่าก็ชักนำการกระทำหลายสิ่งที่สืบสานไม่รู้ตัวอย่างการที่สะดุ้งตื่นกลางดึกแล้วต้องควานหาอะไรสักอย่างข้างตัว ทั้ง ๆ ที่เตียงนอนว่างเปล่าแต่สองแขนก็พยายามจะวาดวงแขนโอบกอดอะไรบางอย่างเอาไว้ ถึงจะหลับตาลงอย่างวางใจ
ความเคยชินที่ว่าก็ไม่ต่างอะไรจากภาพหลอนจนทำเขาแทบบ้าจนต้องโร่มาปรึกษาหมอทางสมองอยู่หลายครั้ง บางทีอาจเป็นผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น แต่อีกด้านหนึ่งในใจของสืบสานรู้ดีว่าคืออะไร เพียงแต่เขาไม่อยากจะยอมรับมันเฉย ๆ ก็เท่านั้นเอง
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







