LOGINลู่เยี่ยนก้มหน้าลง เสียงสะอื้นเล็กน้อย “ผมผิดเอง ผมขอโทษคุณด้วย กลับไปกับผมนะ ต่อไปผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแน่นอน” เขาพยายามจะคว้ามือฉันอีกครั้ง แต่ฉันหลบออกอย่างเย็นชา“ลู่เยี่ยน ไม่ใช่ทุกความผิดจะมีโอกาสแก้ตัว เราจบกันอย่างสมบูรณ์แล้ว”“ไม่ เราไม่จบกัน” ลู่เยี่ยนขึ้นเสียงอย่างกะทันหันด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “เจียงเหยียน ผมรู้ว่าผมผิด และผมก็สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลง ผมเดินทางไกลมาถึงสวิตเซอร์แลนด์เพื่อมาหาคุณ คุณให้โอกาสผมอีกครั้งไม่ได้เลยเหรอ?”ฉันปฏิเสธอย่างไม่ลังเล “ไม่ได้”ลู่เยี่ยนมองฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขอบตาจะค่อยๆ แดงขึ้น“เจียงเหยียน ผมรู้ว่าผมผิด และมันเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ”“ผมเข้าใจว่าคุณไม่อยากให้อภัยผมง่ายๆ แต่ผมจะไม่ยอมแพ้เพียงเพราะเรื่องนี้”“ผมจะทำให้คุณเห็นว่าผมเปลี่ยนไปแล้ว”ตกค่ำ หลังจากจบวันอันแสนวุ่นวาย ฉันชงกาแฟให้ตัวเองหนึ่งแก้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คนที่โทรมาคือสวี่เหยาฉันลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็กดรับสาย “เหยียนเหยียน พวกเราเป็นเพื่อนสนิทที่สุดกัน เธอช่วยยกลู่เยี่ยนให้ฉันได้ไหม” สวี่เหยาบอกว่าพวกเราเป็นเพื่อนสนิทที่สุดกัน แต่กลับใช
รถเลี้ยวเข้าจอดในลานจอดรถใต้ดิน ก่อนดับเครื่องยนต์ ลู่เยี่ยนไม่ได้ก้าวลงจากรถ เขาเหลืองมองหน้าจอโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มตรงจากห้าโมงเย็นจนถึงตอนนี้ ผ่านไปสามชั่วโมงแล้วทำไมเพิ่งผ่านไปแค่สามชั่วโมงเองล่ะ? นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เยี่ยนสัมผัสได้ว่าเวลาสามชั่วโมงมันยาวนานขนาดนี้เขานึกถึงหม้อไฟมื้อนั้นเมื่อสองวันก่อนเจียงเหยียน ยอมใช้วันลา และยืนต่อคิวรอนานถึงหกชั่วโมงเพื่อหม้อไฟมื้อนั้นเธอทนผ่านช่วงเวลาหกชั่วโมงอันแสนน่าเบื่อนั้นมาได้อย่างไร? ระหว่างนั้น เขาไม่เคยถามสักคำว่าเธอหิวไหม หิวน้ำไหม หรือหนาวหรือเปล่า? ตอนที่เธอไม่ยอมทำตามที่เขาขอให้เปลี่ยนไปกินอาหารเสฉวน เขากลับดุหาว่าเธองอแงเอาแต่ใจทำไมตัวเองถึงได้เฮงซวยขนาดนี้? ลู่เยี่ยนจุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวนจากนั้นก็จุดต่อมวนแล้วมวนเล่าก้นบุหรี่ทิ้งเกลื่อนเต็มพื้น เขาก็ยังไม่อยากก้าวลงจากรถเขาไม่อยากขึ้นไปข้างบน หรือพูดอีกอย่างคือ เขาไม่กล้าขึ้นไปต่างหากความกระวนกระวายก่อตัวขึ้นในใจ เขามีลางสังหรณ์ว่าครั้งนี้เจียงเหยียนไม่ได้แค่เอาแต่ใจเหมือนทุกทีแน่ๆนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ตัวเองต้องการเจียงเหยียน
บนโต๊ะอาหารยังวางกล่องอาหารเดลิเวอรีของเมื่อวานไว้ ลู่เยี่ยนเดินตรงเข้าไปเก็บกวาดเขานำอาหารที่กินไม่หมดมาเทรวมกัน ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาตกกระทบลงบนแก้วน้ำเปล่าใบนั้น บนโต๊ะอาหารนั่นคือแก้วน้ำที่เขารินให้เจียงเหยียน เอาไว้แก้อาการเผ็ดเขาสังเกตว่านอกจากอุณหภูมิแล้ว น้ำแก้วนั้นแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากตอนที่เขาเลื่อนมันไปให้เจียงเหยียน ไม่มีแม้แต่คราบน้ำมันติดอยู่สักนิด จนเขาตระหนักได้ว่า เจียงเหยียนไม่ได้กินกับข้าวเลยแม้แต่คำเดียวแก้วน้ำเปล่าใบนั้นทำเอาเขาเจ็บปวดแปลบขึ้นมาในใจทำไมเขาถึงละเลยเรื่องนี้ไปได้ ไม่สั่งอาหารที่ไม่เผ็ดไว้สักสองสามอย่าง หลังเก็บโต๊ะอาหารเรียบร้อย ลู่เยี่ยนก็เดินเข้าครัว เขาหยิบวัตถุดิบออกมาทีละอย่างเต้าหู้ผัดหม่าล่า ไข่ผัดพริกหยวก และกุ้งมังกรจิ๋วผัดหม่าล่า... ล้วนเป็นของโปรดที่สวี่เหยาชอบกินทั้งนั้นแล้วเจียงเหยียนล่ะ ชอบกินอะไร?เธอไม่ทานเผ็ดแล้วมีอะไรอีก? นอกจากไม่กินเผ็ดแล้วมีอะไรอีก? ลู่เยี่ยนพยายามนึกอย่างละเอียดอยู่ในหัว คำสี่คำหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของเขานั้นคือ อาหารกวางตุ้ง เหมือนเจียงเหยียนเคยพูดกับเขาว่า
ลู่เยี่ยนถือถุงกับข้าวใบใหญ่เดินเข้ามาในบ้าน ก่อนเปลี่ยนรองเท้าตรงโถงทางเข้า “เจียงเหยียน”“อาเหยาบอกว่าก่อนพวกเราออกเดินทาง อยากกินมื้อใหญ่อร่อยๆ ปรนเปรอกระเพาะแบบจีนๆ ของพวกเราหน่อย รีบออกมาช่วยกันเร็ว”แต่สิ่งที่ตอบรับเขามีเพียงเสียงถอดเปลี่ยนรองเท้าดังสวบสาบของตัวเองเท่านั้น“เจียงเหยียน?”ลู่เยี่ยนเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ นำถุงกับข้าวไปวางไว้ในครัว แล้วตรงไปยังห้องรับรองทันที สิ่งแรกที่เข้ามาในสายตาคือเตียงสนามที่ว่างเปล่า จากนั้น เขาก็สังเกตเห็นว่ากระเป๋าเดินทางสองใบที่เคยอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าก็หายไปแล้วเช่นกันลู่เยี่ยนชะงักอึ้งไปชั่วครู่ไปแล้วเหรอ?ไม่น่าเป็นไปได้นี่ ไม่ใช่ว่าเที่ยวบินออกพรุ่งนี้เช้าหรอกเหรอ? เขาก้าวออกจากห้องนอนแขก เดินไปดูทั้งห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งห้องเก็บของแต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเจียงเหยียนเลยเขารีบเดินไปที่โถงทางเข้า แล้วเหลือบไปเห็นรองเท้าสลิปเปอร์คู่นั้นในถังขยะสีหน้าของลู่เยี่ยนสลดลงทันที ก่อนแววตาจะฉายความลนลานออกมาเล็กน้อย เขาพึมพำกับตัวเอง “ก็แค่ไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องโยนรองเท้าสลิปเปอร์ทิ้งด้วย?”เขาพิมพ
ตอนมื้อเย็น ลู่เยี่ยนสั่งเดลิเวอรีมาสั่งมาแปดเก้าอย่าง จนแทบวางเต็มโต๊ะอาหารตาสวี่เหยาเป็นประกาย “ลู่เยี่ยน นายเลือกสั่งเก่งเกินไปแล้วนะ ทุกจานมีแต่ของโปรดฉันทั้งนั้นเลย”ฉันมองกวาดกับข้าวเหล่านั้นอยู่หลายรอบสุดท้าย ก็ได้แต่ตักข้าวสวยเปล่าๆ เข้าปากไปสองคำอาหารทุกอย่างล้วนมีพริกสีแดงเถือกโรยหน้าอยู่ชั้นหนึ่งครู่ต่อมา ลู่เยี่ยนยื่นน้ำเปล่ามาให้แก้วหนึ่ง “เจียงเหยียน คุณลองหัดกินเผ็ดบ้างสิ เวลาเรากินข้าวด้วยกันจะได้ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้”ตะเกียบที่กำลังคีบข้าวเข้าปากชะงักลง ในอกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ อึดอัดจนบอกไม่ถูกอีกครั้งแล้วเขาจำของโปรดของสวี่เหยาได้ทุกอย่าง แต่กลับลืมไปคนเดียวว่าฉันกินเผ็ดไม่ได้แถมยังรู้สึกว่าฉันเป็นตัวยุ่งยากน่าขำสิ้นดีฉันเลื่อนแก้วน้ำออกไปให้ไกลกว่าเดิม “ผ่านวันพรุ่งนี้ไปก็ไม่ยุ่งยากแล้วล่ะ”ลู่เยี่ยนชะงักไปนิดและขมวดคิ้ว “ก็แค่ออกไปทำงานไม่กี่วัน พูดทำอย่างกับจะไม่กลับมาอย่างนั้นแหละ”เขาคีบไก่ผัดพริกชิ้นหนึ่ง วางลงในถ้วยของสวี่เหยาแล้วหันมาถามฉัน “จะกลับเมื่อไหร่?” “ฮัดชิ่ว!” สวี่เหยาถูกพริกจนสำลัก และจามติดกันหลายครั้ง ลู่เยี่ยนลุกข
พอกลับถึงบ้านและผลักประตูห้องนอนเปิดออก ร่างทั้งร่างของฉันก็แข็งค้างไปทันที ลู่เยี่ยนกับสวี่เหยาสองคนกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง ร่างกายแนบชิดติดกันพอได้ยินเสียงเปิดประตู ลู่เยี่ยนก็หันกลับมามองฉัน “ทำไมถึงกลับมาล่ะ? ผมนึกว่าคุณจะนอนค้างสักคืน”ลำคอของฉันตีบตันจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้แม้แต่น้อย ครู่หนึ่ง ลู่เยี่ยนคล้ายจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้เขาชักมือออกจากท้องน้อยของสวี่เหยา แววตาฉายความลนลานออกมาอย่างชัดเจน “คุณอย่าเข้าใจผิดนะ พอดีอาเหยามีประจำเดือนแล้วยังมาเป็นหวัดซ้ำอีกจนปวดทนไม่ไหว ผมเลยช่วยนวดท้องบรรเทาอาการให้เธอหน่อย”ฉันยกมุมปากยิ้มเยาะตัวเองอย่างเงียบเชียบตอนที่ฉันปวดประจำเดือนจนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น เคยเอามือลู่เยี่ยนมาวางบนท้องน้อย ขอร้องให้เขาช่วยนวดให้เขากลับดึงมือออก แล้วยื่นน้ำร้อนมาให้แก้วหนึ่ง บอกว่าดื่มน้ำร้อนเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองขาทั้งสองข้างคล้ายถูกถ่วงด้วยตะกั่ว จนก้าวขยับขาไม่ออกลู่เยี่ยนลากฉันให้ออกห่างจากห้องนอน แล้วหันไปปิดประตูลงอย่างเบามือ“กว่าอาเหยากว่าจะหลับได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าส่งเสียงดังทำเธอตื่นล่ะ”ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ หันหลังเด







