Se connecterบทที่ 6
การพบหน้าน้องสะใภ้
“พูดออกมาเลยค่ะพี่สาย”
ปิ่นอนงค์เร่งสายพิณทันทีด้วยเพราะลึกๆ แล้วหญิงสาวยังคงเชื่อและเป็นห่วงเชอรีนอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้เธอระแวดระวังมากขึ้นก็ตามยามที่ได้เผชิญหน้ากับเชอรีน
และคนที่เธอเป็นห่วงมาที่สุดก็มีแต่เจ้านาย
“จริงๆ สายก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรค่ะ พอดีหลานสาวยายเลียงผา คุณปิ่นจำได้ใช่ไหมคะ ยายเลียงผา” สายพิณตอบก่อนจะถามอย่างไม่ต้องการคำตอบเสียทีเดียว
“อดีตพนักงานเก่าเมื่อสามสิบปีก่อน ถือว่าเป็นพนักงานอาวุโสที่ทางเราต้องคอยจ่ายเงินเลี้ยงดูแบบบำนาญให้ทุกเดือนเป็นกรณีพิเศษ ยายเลียงผาคนนี้ใช่ไหมคะ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นพลางถามกลับเพราะกลัวว่าจะเป็นคนละคนกันกับที่สายพิณพูดถึง
“ใช่ค่ะ หลานสาวยายเลียงแกเคยเผลอหลุดปากพูดงานเลี้ยงปีใหม่ปีที่แล้วค่ะ…จริงๆ แล้วที่ทางเราต้องคอยส่งเงินดูแลแกเป็นพิเศษไม่ใช่เพราะยายแกทำงานกับเรานานหรือทำให้โรงแรมรีสอร์ตมีชื่อเสียงหรอกนะคะ แต่เพราะแกดันไปรู้เห็นการตายของคุณแม่คุณเชอรีนน่ะสิคะ” สายพิณเมื่อได้เริ่มเล่าก็เริ่มที่เจ้าแม่ขาเมาท์เข้าสิง
“การตายของคุณอาศศิมล…” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางทบทวนความทรงจำของตัวเองตั้งแต่รู้เรื่องของศศิมลทั้งหมด ทว่าเธอก็ทราบเรื่องไม่มากนอกจากพบท่านเสียชีวิตโดยมีเชอรีนนั่งเฝ้าร่างไร้ลมหายใจของมารดาทั้งน้ำตาหากแต่ไร้เสียงสะอื้นไห้
ในตอนนี้เธอได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านเอาแต่พูดว่าเชอรีนมีอาการช็อคมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กวีนเหวี่ยงอย่างไรเหตุผล
ใช่แล้ว
เจ้าสัวธรรมรงค์มักสอนหลานๆ ของตัวเองรักใคร่กันมาตลอดตั้งแต่จำความได้จนกระทั่งเกิดเรื่องของอาศศิมลเมื่อสามสิบปีก่อนที่รุ่นหลานต่างรู้เพียงว่าเป็นอุบัติเหตุและหลังจากนั้นปิ่นอนงค์ เชอรีนและปิ่นฉัตรก็เริ่มไม่สนิทกันอีกเลย รวมไปถึงโชติกาที่เริ่มห่างเหินกันมากขึ้นจนในที่สุดเวลาล่วงเลยไปจนคนต่างคนต่างโตขึ้นและมีวิถีชีวิตของตัวเอง แน่นอนว่าเรื่องของเธอกับเชอรีนถึงจะไม่ได้สนิทรักใคร่กันเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เคยต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเมื่อเจ้าสัวธรรมรงค์ส่งย้ายครอบครัวของเธอมาคุมทุกอย่างที่ภูเก็ตทันทีที่ปู่ธีรนัยเสียชีวิต
ในตอนนั้นนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันและการทะเลาะระหว่างปิ่นอนงค์กับเชอรีนมาตลอด
“ปิ่น ปิ่น!” เตโซเรียกปิ่นอนงค์พลางแตะปลายนิ้วลงที่ต้นแขนข้างซ้ายของหญิงสาว
“คะ ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ปิ่นอนงค์กระพริบตาถี่ดึงสติกลับมาจากภวังค์อดีตถามเตโซด้วยความงุนงง
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ผมถามแต่เห็นคุณนั่งเหม่อ” เตโซถามกลับแทนคำตอบด้วยความเป็นห่วงเธอเล็กน้อย
“เอ่อ…คุณถามอะไรเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ชั่งใจที่จะพูดแต่แล้วก็เลือกที่จะถามหาคำถามของเตโซเสียก่อน
“ผมถามว่า…คุณรู้เรื่องการเสียชีวิตแม่ของเชอรีนด้วยเหรอ ถึงได้พูดชื่อท่านออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ” เตโซให้คำตอบพลางมองสีหน้าของปิ่นอนงค์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“ไม่หรอกค่ะ ได้ยินจากผู้ใหญ่พูดการว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้เชอรีนช็อคแล้วเปลี่ยนเป็นคนละคนกันเลย จากที่ทุกคนเคยสนิทรักใคร่กันก็กลายเป็นแตกคอกันจนมาถึงตอนนี้” หญิงสาวเลือกที่จะตอบตามตรงเมื่อไม่ใช่เรื่องที่ควรปิดบัง
“คุณถึงเชื่อใจเชอรีน” ชายหนุ่มถามกลับอย่างเข้าใจเมื่อได้ยินคำตอบจากเธอ
“ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว เพราะระหว่างเราก็มีช่วงที่ห่างเหินกันไปนานจริงๆ นั่นแหละ” เธอพยักหน้าตอบเล็กน้อยก็จะเปลี่ยนเป็นพูดออกมาอย่างฉุกคิดได้
“แล้วที่ว่าอุบัติเหตุ เป็นอุบัติเหตุอะไร” เขาถามด้วยความอย่างรู้ทั้งที่ไม่เหมาะสมเลยที่ถามออกไป
“ไม่รู้เลยค่ะ ตอนนั้นเราแค่หกขวบกันเอง ได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกแค่ว่าอุบัติเหตุ” สาวเจ้าส่ายหน้าพรืดให้คำตอบก่อนจะหันขวับพร้อมเขาไปทางสายพิณทันที
“เอ่อ ที่คนเก่าคนแก่พูดกันนะคะ เขาบอกว่าเพราะคุณแม่คุณเชอรีนดันไปจับได้ว่าคุณธีรเมศคิดจะหุบทุกอย่างของคุณท่านธีรนัยมาอย่างไม่ถูกต้องค่ะ ยังมีเรื่องฉ้อโกงเงินของทางโรงแรมไปหลายล้านในตอนนั้นเลยค่ะ แล้วเกิดคนทั้งสองทะเลาะมีปากเสียงกันค่ะ” สายพิณพูดขึ้นกับสิ่งที่ได้รับข่าวสารมาอีกทีเมื่อเข้ามาทำงานใหม่ๆ จนกระทั่งช่วงปีใหม่ปีที่ผ่านมา
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานพีอาร์” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“ถ้าเป็นอย่างที่คุณปิ่นพูดว่าคุณเชอรีนมีอาการช็อคก็คงจะเป็นคำว่าพีอาร์มันฝังเป็นปมมากกว่าค่ะ ตอนนั้นคุณศศิมลอยู่ในตำแหน่งพีอาร์ของโรงแรม ที่เกิดเหตุก็อยู่เยื้องๆ กับหน้าห้องทำงานของคุณศศิมล น่าจะช็อคแล้วกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเชอรีนเกลียดเข้ากระดูกดำแบบนั้นค่ะ” สายพิณให้คำตอบตามคนอื่นที่พูดต่อปากกันและความเข้าใจของตัวเอง ทว่าถูกเจ้านายสาวเอ็ดกลับมา
“เหลวไหลทั้งนั้น” ปิ่นอนงค์เอ็ดอย่างไม่สบอารมณ์
“เอาเถอะ ยังไงก็เป็นเรื่องที่อ่อนไหวกับเชอรีนก็อย่าได้พูดอีกเลย” เตโซตัดบทเมือเห็นว่าปิ่นอนงค์เริ่มไม่สบอารมณ์และตอนนี้สิ่งที่น่าห่วงน่าคิดมากเสียมากกว่าก็คือหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้
“พี่สายกลับไปทำงานที่รีสอร์ตต่อเถอะค่ะ ส่วนตอนเย็นเดี๋ยวปิ่นจะไปรับน้องนายเองค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มบางให้กับสายพิณหลังจบคำสั่ง
แม้ว่าบทสนทนาจะจบลงปต่ความคิดของปิ่นอนงค์กลับไม่จบลงไปด้วยเมื่อเธอคิดไม่ตกกับเรื่องของศศิมลจนกระทั่งสัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเตโซที่จรดลงระหว่างหัวคิ้วเพื่อคลายความกังวลให้สาวเจ้าจึงทำให้หญิงสาวเบนสายตาไปมองจึงสบเข้ากับสายตาที่ทอประกายอบอุ่นอ่อนโยนของเขาที่มองมา
หัวใจเต้นแรงอีกแล้วปิ่นอนงค์…
ทำไมกันนะ แค่สายตาหรือแค่รอยยิ้มของเตโซถึงได้รุนแรงเช่นนี้จนเธอเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้เสียแล้วทั้งที่ยังไม่ทันจะเริ่มทำตามข้อตกลงระหว่างกันเลย
เธอจะมาตายตอนนี้ไม่ได้นะปิ่นอนงค์
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้