เข้าสู่ระบบคำพูดนั้นเหมือนเป็นกำลังใจที่เติมเต็มหัวใจของรัณ เขามองหน้าป้าสมรพร้อมรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
"งั้นผมขอตัวไปบดกาแฟรอก่อน เผื่อมีลูกค้าคนแรกแวะเข้ามาเร็ว ๆ นี้"
"ดีมากจ้ะ" ป้าสมรพยักหน้า ก่อนหันกลับไปจัดเรียงขนมไทยให้สวยงาม พร้อมเฝ้ารอช่วงเวลาที่ร้านจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อประตูร้านถูกเปิดออก ลมชื้นเย็นพัดพาเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มในเสื้อกันฝนเปียกชุ่ม เขายืนสลัดหยดน้ำออกจากหมวกไหมพรมสีเข้ม ก่อนจะเผยให้เห็นใบหน้าคมที่ดูดึงดูด ดวงตาคมของเขากวาดมองรอบร้าน ก่อนจะหยุดสายตาที่รัณ ผู้ซึ่งยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่
“ขอหลบฝนหน่อยได้ไหม?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น แผ่วเบาแต่ทรงเสน่ห์
รัณเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้า ความเงียบทำให้บรรยากาศดูน่าค้นหา ก่อนเขาจะพยักหน้ารับ
“เชิญครับ”
ชายหนุ่มเดินไปนั่งที่โต๊ะใกล้เคาน์เตอร์ ดวงตาคมยังคงสำรวจไปรอบร้าน ร้านเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เรียบง่าย โคมไฟสีวอร์มไวท์ห้อยประดับอยู่เหนือโต๊ะทุกตัว แจกันดอกไม้แห้งตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นอบอวลทั่วทั้งร้าน
“ร้านนี้เหมือนบ้านเลยนะ”
เสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นลอย ๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก
“แต่ก็ดูเหมือนบ้านที่เหงาไปหน่อย เหมือนร้านนี้กำลังจะปิดตัว”
คำพูดนั้นเหมือนสายฝนที่สาดซัดหัวใจ เขาชะงัก
เล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“ถ้าคุณต้องการอะไร ผมยินดีให้บริการครับ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะสั่ง
“ลาเต้ร้อน ไม่ใส่น้ำตาล ผมชอบความขม”
รัณเหลือบมองอีกฝ่าย แววตาเรียบนิ่ง แต่คำพูดกลับเฉียบคม
“ถ้าคุณชอบความขม ควรสั่งแบล็คคอฟฟี่ครับ ไม่ใช่ลาเต้”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาจากชายหนุ่ม ท่าทางสบาย ๆ ของเขาทำให้บรรยากาศที่อึดอัดกลับดูมีสีสันขึ้น
“งั้นเอาเป็นแบล็คคอฟฟี่ก็ได้ครับ ถ้าคุณคิดว่าผมไม่รู้เรื่องกาแฟ”
รัณหันไปเตรียมกาแฟ พร้อมกับความคิดที่วนเวียนในหัว ผู้ชายชายคนนี้กวนประสาทที่สุด
ธันวานั่งมองรอบร้านอีกครั้ง รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แทรกตัวอยู่ในทุกมุมของร้านนี้ แม้จะเงียบเหงา แต่ก็เหมือนมีชีวิตชีวาที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ
เมื่อกาแฟถูกเสิร์ฟ ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวน ๆ ที่ยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า
“กาแฟอร่อยดีนะ แต่ร้านนี่…”
เขาชี้ไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางสบาย ๆ
“เงียบเหงาเหมือนป่าช้า”
รัณเงยหน้าขึ้นมองเขา สบตาด้วยแววตาเยือกเย็น
“ถ้าคุณไม่ชอบความเงียบ ก็เปิดเพลงฟังได้นะครับ
หรือจะไปหาคนคุยที่ร้านอื่นก็ได้ น่าจะเหมาะกับคุณลูกค้ามากกว่า”
คำตอบของรัณทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างกว่าเดิม รอยยิ้มนั้นเจ้าเล่ห์จนรัณรู้สึกเหมือนโดนหยอกเข้าเต็ม ๆ
ระหว่างที่รัณชงกาแฟ ป้าสมรเดินมาพร้อมกับถาดขนม ลูกชุบสีสดใสถูกวางบนโต๊ะใกล้เคาน์เตอร์ ดวงตาของธันวาจับจ้องขนมด้วยความสนใจ
"นี่ขนมลูกชุบใช่มั้ยครับ?"
ธันวาชี้ไปที่ลูกชุบที่จัดวางอย่างประณีตในตู้กระจก สีสันสดใสดูดึงดูดตัดกับแสงไฟอ่อน ๆ ในร้าน
"ใช่ค่ะ ถ้าสนใจลองชิมได้เลย"
ป้าสมรตอบพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
ธันวาหยิบลูกชุบชิ้นหนึ่งขึ้นมาชิม กลิ่นหอมหวานของถั่วบดผสานกับวุ้นใสที่เคลือบอยู่ทำให้เขาชะงักเล็กน้อย เขาเคี้ยวอย่างช้า ๆ ก่อนแววตาจะเปลี่ยนไป
"อร่อยมากครับ ไม่เคยกินลูกชุบที่อร่อยแบบนี้มาก่อน"
"ไม่เคยเลยเหรอ? งั้นคุณก็โชคดีแล้วที่ได้มากินลูกชุบร้านผม"
รัณพูดขณะยื่นกาแฟถ้วยร้อนให้ธันวา ก่อนจะเผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ธันวาหันมามองรัณพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
"คุณยิ้มเป็นด้วยเหรอ? นึกว่าร้านนี้มีแต่เจ้าของร้านเงียบ ๆ กับบรรยากาศเรียบ ๆ ซะอีก"
รัณชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่แฝงความขี้เล่น
"ถ้าผมไม่ดูแลดี ร้านนี้ก็คงไม่น่าอบอุ่นพอให้คุณเข้ามาหลบฝนหรอก"
ในเช้าวันรุ่งขึ้น มิวออกเดินทางจากภูเก็ตโดยทิ้งงานกองโตไว้ข้างหลัง เธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมเปิดดูวิดีโอของช่อง “แชะชิม” ซ้ำไปมาในระหว่างการเดินทาง มิวมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงแผนการที่จะเผชิญหน้าธันวา“ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านนั้น ถ้าเขารู้จักพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่หลบหน้าฉันอีก”เสียงประกาศเตรียมลงจอดดังขึ้น มิวเตรียมตัวให้พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นเมื่อเครื่องบินลงจอด มิวลากกระเป๋าเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมเช่ารถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟทันที“ถึงเวลาที่พี่ธันวาจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างเสียที” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมก้าวสู่การเผชิญหน้าที่เธอรอคอยรัณนั่งมองภาพธันวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ท่าทางเรียบง่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวดูมีระเบียบและตั้งใจ ธันวาเป็นคนที่มักเข้าร้านตรงเวลา พอเลิกงานก็กลับไปโดยไม่พูดอะไรมาก ความเงียบของเขาช่างขัดกับคำพูดกวนประสาทที่หลุดออกมาบ่อย ๆ"นายเป็นคนยังไงกันแน่..." รัณพึมพำกับตัวเองธันวาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลย ไม่เคยเล่าถึงครอบครัว หรือสิ่งที่เขาทำก่อนจะมาทำงานที่ร้าน ทุกครั้งที่รัณพยายามถามคำถามเกี่ยวกับอดีตของเขา ธันวาก็เพี
“ทำงาน?” พ่อเลิกคิ้ว มองไปที่โต๊ะทำงานที่แทบไม่มีแฟ้มเอกสารถูกเปิดออกด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนพูดเสียงแข็ง “แค่เซ็นเอกสารง่าย ๆ แล้วโยนไปให้เลขาฯ ทำแทนแบบนี้เรียกว่าทำงานเหรอ?”มิวสะดุ้งเล็กน้อย เธออาจจะเคยชินกับชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยยากเท่าพี่ชาย แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่อยากเป็น “ลูกสาวที่ไม่มีความสามารถ” อย่างที่พ่อพูด“พ่อเคยคิดว่าาธันวาต้องกลับมา เขาทิ้งบริษัทนี้ไปไม่ได้ แต่นี่มันนานเกินไป หมดเวลาสนุกได้แล้ว” คณินพูดหนักแน่น “ลูกต้องไปตามเขากลับมา มิว ถ้าธันวาไม่กลับมา ลูกต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดแทน”“อะไรนะคะ?” มิวเบิกตากว้าง “ให้หนูทำงาน แล้วรับผิดชอบทุกอย่างแบบที่พี่ธันทำ...หนูไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”พ่อจ้องเธอด้วยสายตานิ่ง “งั้นก็เลือกเอาว่าจะเรียนรู้ที่จะเป็นมืออาชีพ หรือไปตามพี่ชายของลูกกลับมา”มิวเม้มริมฝีปากแน่น สองตัวเลือกที่พ่อมอบให้ไม่มีทางไหนที่เธออยากเลือกเลยสักทางคืนนั้น มิวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว เปิดโทรศัพท์ไถฟีดโซเชียลอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะสะดุดกับคลิปหนึ่งในช่องรีวิวอาหารยอดนิยม“แชะชิม”เธอไม่ใช่คนที่ติดตามช่องนี้เป็นพิเศษ แต่มีบางอย่างในคลิปดึงดูด
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดในห้องทำงานหรูของมิว โต๊ะทำงานที่ดูสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ถูกวางกระจัดกระจายราวกับถูกนำมาโยนทิ้งไว้เฉย ๆ ผู้ช่วยของเธอส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอมเป็นครั้งที่สามในรอบเช้า"คุณมิวคะ ลูกค้าเพิ่งส่งอีเมลมาเรื่องสัญญาเช่าใหม่ค่ะ พวกเขาถามว่าเมื่อไหร่จะได้รับการยืนยัน?"มิวที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงยหน้าขึ้นจากจอ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังราวกับแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่"ก็บอกให้พวกเขารอไปก่อนสิ! จะรีบอะไรนักหนา"น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหงุดหงิดแต่ไร้ความจริงจัง ผู้ช่วยที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง"แต่นี่เป็นอีเมลฉบับที่สามแล้วค่ะ คุณคณินสั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด..."ทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อ มิวเบ้ปากอย่างไม่พอใจ"โอเค เดี๋ยวฉันดูให้ก็ได้"เธอปิดอินเตอร์คอมอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดตามองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญที่เธอไม่เคยคิดจะอ่านอย่างจริงจัง"ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ? พี่ธันวาน่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว"เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความขี้เกียจมิวไม่เคยต้องรับผิดชอบงานในบริษัทจริงจังมาก่อน นับตั้งแต่
ในคอนโดมิเนียมชั้นสูงใจกลางกรุงเทพฯ ห้องของธันวาถูกจัดเรียบง่าย แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผนังห้องสีเทาอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ มีแสงธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงด้านนอกมุมหนึ่งของห้องถูกจัดเป็นสตูดิโอขนาดเล็ก มีโต๊ะทำงานที่วางคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมไมโครโฟน กล้องถ่ายวิดีโอ และไฟวงแหวนขนาดเล็ก ธันวามักใช้เวลาช่วงดึกที่นี่ ทำงานตัดต่อคลิปและวางแผนเนื้อหาสำหรับช่อง “แชะชิม” ของเขาธันวานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งถือเมาส์ลากคลิปวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อ ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ โทรศัพท์มือถือของเขามีชื่อ "มิว" ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับการสั่นเบา ๆ แต่เขาไม่ยอมกดรับสายเขามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อีกแล้ว... เรื่องเดิมอีกแน่”เสียงโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นอีกครั้ง ธันวาเอื้อมไปปิดเสียง พลางพึมพำกับตัวเอง “มิว... พี่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร”ธันวาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมือง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความลังเล เขารู้
ธันวานั่งลงข้างเตียง มองลุงชื่นด้วยความตั้งใจ “แล้วตอนนี้ล่ะครับ? ทำไมลุงยังไม่ยอมพัก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว”ลุงชื่นหัวเราะเบา ๆ แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “มันติดเป็นนิสัยแล้วมั้ง ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย วันเวลามันจะผ่านไปเปล่า ๆ ฉันอยากมีคุณค่า ถึงจะไม่มีลูก ๆ อยู่ให้ดูแลแล้วก็ตาม...ฉันอยากทำอะไรที่ยังมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยร้านของรัณได้บ้าง”ธันวาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “แต่บางที การพักก็เป็นการให้คุณค่ากับตัวเองนะครับ ลุงทำมามากพอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าจะปล่อยให้คนอื่นช่วยดูแลบ้าง”ลุงชื่นมองธันวานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกพูดเหมือนฉันยังเป็นหนุ่มที่ไม่รู้จักโลกเลยนะ...แต่เอาเถอะ บางทีแกอาจจะพูดถูก”หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เขาตรวจร่างกายลุงชื่นอย่างละเอียด“ลุงมีอาการความดันต่ำ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมงานหนักเกินไป” หมอกล่าวพลางจดบันทึกในสมุดเวชระเบียนป้าสมรฟังคำหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลุงชื่นไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะหมอ ชอบทำงานจนลืมดูแลตัวเอง”ลุงชื่นที่นอนบนเตียงพยายามยิ้ม “ฉันยังไหวอยู่...แค่พักหน่อ
รัณหันมามอง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ“ใช่…เพราะที่นี่ คือบ้านหลังที่สองของพ่อ”ในความเงียบสงบของค่ำคืน ความสัมพันธ์ของทุกคนในศาลาดูเหมือนจะถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ต่างจากเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการดูแลอย่างใส่ใจจนได้เป็นกาแฟคุณภาพดี ความสัมพันธ์ของรัณและธันวาเองก็ค่อย ๆ เติบโตอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงในไร่แห่งนี้หลังจากกลับจากไร่กาแฟของลุงก้อง ความทรงจำในไร่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจของรัณ เขาเห็นภาพธันวาเดินเคียงข้างไปตามแถวต้นกาแฟ ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างในวันนั้นดูเรียบง่ายแต่กลับพิเศษอย่างบอกไม่ถูกรัณนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟที่เงียบสงบ เขามองภาพในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้ตอนอยู่ที่ไร่ ภาพของธันวาที่กำลังช่วยลุงก้องตรวจเมล็ดกาแฟ แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความอบอุ่นในแววตานั้นทำให้รัณเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป“ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เห็นว่าธันวา…เขาดูจริงจังกับรื่องพวกนี้ขนาดไหน” รัณพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงบทสนทนาที่ธันวาพูดอย่างเป็นกันเองกับลุงก้อง ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ธันวาแสดงออกมา ทำให้รัณเริ่มมองเขาในมุมใหม







