LOGINเรื่องเมื่อคืนจบไปแล้วมาต่อที่เรื่องของตอนเช้าวันนี้…แต่เช้าเลย
“ว่าไงคะหัวหน้า” โดนเรียกมาห้องทำงานหัวหน้าแต่เช้า “ผมอยากให้คุณลืมเรื่องที่ผมกับคุณคุยกันเรื่องแบบนั้นที่มันดูสนิทกันเกินคำว่าหัวหน้ากับลูกน้อง เช่นเมื่อคืน” “ได้ค่ะ” แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่าเขาน่าจะเคลียร์ใจกันกับแฟนเขาแล้ว ทำไมฉันรู้สึกอยากจะลาออกจากที่นี่ ใครมันจะไปทำงานกับคนที่เคย… ที่เขาเคยถึงเนื้อถึงตัวกับเขาที่เป็นหัวหน้าเราได้วะ ยอมรับแหละว่าฉันรู้สึกไปแล้ว ถึงแม้มันจะแค่ไม่กี่วัน “แม่หนูอยากหางานใหม่” “ทำไมละลูก ได้งานแบบนั้นมันก็ดีแล้วจะไปหางานทำใหม่อีกทำไม” “ไม่รู้อ่ะแม่ หนูไม่อยากทำงานแบบนี้หนูรู้สึกว่างานนี้ไม่เหมาะกับหนู” “อ้าวเอาไงละทีนี้ จะหาใหม่จริงเหรอ” “ใช่แม่” “งั้นก็อดทนทำงานนั้นไปก่อน รอไปสอบที่อื่นได้ก่อน” “ไม่เอาแม่หนูอยากออกเลย” “แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินละลูก แม่ก็ไม่ได้ทำงานนะ ออกมาก็กว่าจะได้สอบและก็ไม่รู้จะสอบติดได้ง่ายๆ อีกเมื่อไหร่” “เดี๋ยวหนูหางานเล็กๆ ทำไปก่อนได้แม่” “อ่ะๆ ก็แล้วแต่ลูก บอกอะไรก็ไม่ฟังอยู่แล้วนี่” หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จ ฉันก็เลือกที่จะลาออกจากที่นั่นทันที แล้วใครจะไปคิดว่าฉันต้องมาอยู่จุดเดิมที่เคยผ่านมา กลับมาอยู่บ้านกับแม่และนั่งเลื่อนหางานทำอีกครั้ง แม้มันจะหายากมากๆ ก็จะพยายามหาให้ได้ เอาไว้ทำรอสอบงานราชการอีกครั้ง “แม่ทำอาหารไว้ให้แล้วนะลูกอย่าลืมทานข้าวก่อนไปสัมภาษณ์งานนะ แม่ไปวัดก่อน” “ค่ะแม่” ฉันที่กำลังอาบน้ำตะโกนตอบกลับแม่ไป เป็นเช้าที่สดใสมากๆ ยกเว้นหน้าฉันที่ลืมแต่งมาด้วย ฉันไม่ลืมที่จะทานข้าวตามที่แม่บอกแต่ฉันลืมอยู่อย่างเดียวคือแต่งหน้า อายฉิบหาย “สวัสดีค่ะ” “ครับ สวัสดีครับ เชิญนั่งครับ” “ขอบคุณค่ะ” แม่งเดี๋ยวนี้เราสามารถเจอคนหล่อๆ ได้ทั่วไปเลยจริงๆ เนาะ มานี่ก็เจอ “เคยทำงานที่…ด้วย” “ค่ะ” “แล้วคุณทำงานสายนี้เป็นเหรอ” “ฉันทำได้ค่ะ ถึงฉันจะยังไม่เคยทำงานฝ่ายผลิตมาก่อนแต่ฉันพร้อมเรียนรู้งาน” “ตอบแบบนี้มากีที่แล้ว” เขารู้ได้ไงว่าเราไปมาหลายที่แล้ว เก่งอ่ะ เอ๊ะ! แต่ว่าเขาจะรู้มันก็ไม่แปลกป่ะเพราะเขาเป็นรับคนเข้าทำงานก็ต้องเจอคนพูดแบบนี้เหมือนกันบ้างแหละ และคงถามแบบนี้หลายคนแล้ว คนอื่นคงตอบว่าหลายที่แล้วแต่เราจะ… “เอาตามความจริงก็เยอะแล้วค่ะ หลายที่เลยค่ะ” “แล้วผมถามได้ไหมทำไมถึงออกจากบริษัทนั่น คุณไม่ได้ทำอะไรผิดก่อนออกมาใช่ไหม” “ไม่ค่ะ ไม่ได้ทำเรื่องผิดๆ ดิฉันแค่…” “แค่อะไรคุณ” “งานยังไม่ตรงกับที่ฉันอยากทำมันจริงๆ ค่ะ” “งานไม่ตรงสายงี้เหรอ” “จะว่างั้นก็ได้ค่ะ” “แต่ผมดูจากที่คุณจบมามันก็ตรงอยู่นะ” แล้วเขาจะถามเรื่องนี้ฉันอะไรนักหนากัน ผ่านๆ ไปเลยได้ไหม ก็ตอบไปแล้วก็จบได้แล้วไหม “ก็พอลองเข้าไปทำแล้วมันยังไม่ใช่ค่ะ” “ครับ งั้นเดี๋ยวเริ่มงานวันนี้เลย” “คะ?” “เริ่มงานวันนี้เลยครับ” “แล้วทำไมคนก่อนหน้า เขาได้เริ่มทำพรุ่งนี้คะ ฉันแอบได้ยินมา” ตอนนี้ฉันงงมาก จะให้ฉันเริ่มงานเลย แล้วดูสภาพฉันอย่างกับอะไรไมรู้ “ตามมา” ตามมา? ให้ตามไปไหน ห้องฝ่ายผลิตเหรอ โอ้ยตายๆๆๆ “เรม นี่พนักงานใหม่พี่พึ่งรับเข้ามาให้มาแทนพี่จุ๋มที่พึ่งออกไป ฝากสอนงานน้องด้วยนะ” “ได้ค่ะ” เขาพาฉันมาฝากกับใครไม่รู้แล้วก็เดินออกไปจากห้องนี้แล้ว ห้องนี้มีหลายคนกำลังนั่งทำงานหน้าคอมอยู่ด้วย โอ้ยอายหน้าตัวเอง อย่ามองมาทางนี้กันเลยค่ะ “สวัสดีค่ะ” “สวัสดีค่ะ พี่ชื่อเรมนะ น้องชื่ออะไรพี่จะได้เรียกชื่อถูก” “ขวัญข้าวค่ะ” “อ๋อโอเคจ๊ะน้องขวัญข้าว ตามพี่มานี่มา” “ค่ะ” พาฉันออกไปห้องไหนอีกละทีนี้ อ๋อไปห้องฝ่ายผลิต เพราะเมื่อกี้ไม่ใช่ห้องฝ่ายผลิต “พี่จะพาเดินดูแต่ละที่ก่อน” “แล้วห้องผลิตอยู่ตรงไหนคะ หนูอยากเห็นที่ที่หนูต้องทำงาน” “ฝ่ายผลิตเหรอนั่นไงฝั่งนั้น แต่พวกเรารวมถึงน้องขวัญข้าวเองจะไม่ค่อยได้มาที่นี่หรอกนะในเวลาทำงานก็คงได้อยู่กันแต่ชั่นบนห้องเมื่อกี้” อ้าวคือยังไง ฉันงง “คือหมายความว่าหน้าที่งานของหนูต้องทำงานที่ชั้นบนที่ห้องเมื่อกี้เหรอคะ” “ใช่ค่ะ” “แต่หนูมาสมัครฝ่ายผลิตนะคะ” “อ้าวเหรอ แล้วคุณเชนทำไมบอกกับพี่มาแทนพี่จุ๋ม พี่เริ่มงงละ” “หนูไม่รู้เหมือนกันค่ะ” “หรือคุณเชนหลงรึยังไง เดี๋ยวพี่โทรถามแกแป๊บ” “ได้ค่ะ” ระหว่างนี้ฉันก็รอให้พี่เขาโทรถามคุณเชนอะไรนั่นก่อน “ค่ะ คุณเชน พอดีเรมจะโทรมาคุยเรื่องน้องที่คุณเชนฝากไว้” ‘ครับ’ “พอดีน้องบอกว่าน้องมาสมัครฝ่ายผลิตนะคะ ไม่ใช่ธุรการของพี่จุ๋ม” ‘ผลิตเต็มแล้วไง ผมเลยเอาเขาเข้าแทนพี่จุ๋ม’ “อ๋อเข้าใจแล้วค่ะ” ‘ครับฝากด้วย’ “ได้ค่ะ” ตามนั้นเลย ฉันได้ยินหมดแล้ว เริ่มๆๆๆ @บ้าน “สัมภาษณ์งานเป็นไงบ้างลูก ทำไมกลับซะเย็นเลย” “ได้งานแล้วแม่” “ได้แล้วเหรอ แม่ดีใจด้วยนะ” “แต่แม่ไม่ได้ไปบนที่ไหนไว้อีกใช่ไหม” “ไม่ๆ ครั้งนี้แม่ยังไม่บนเลย” “ดีแล้วแม่ขี้เกียจไปแก้บน” “แล้ว…ว่าแต่ทำไมกลับมาซะเย็นเลย” “ก็เขาให้เริ่มงานวันนี้เลยอะดิคะแม่” “วันนี้เลย” “ใช่ค่ะ” “แล้วงานโอเคใช่ไหม ไม่ใช่ว่าอยากเปลี่ยนอีกนะ” “งานเอกสารคล้ายๆ เดิมแหละแม่ แต่ยังดีไม่เยอะเท่าที่เดิม” “ก็ดีแล้ว นึกว่าจะได้ยินคำว่าเปลี่ยนงานอีก” “ไปแล้วแม่ หนูจะสู้” “ดีลูก” “ไม่ไหวก็จะทนสู้” “ทนเลยไง” “ก็ขี้เกียจย้ายแล้ว แต่ถ้าสอบติดอีกอันนั้นก็อาจจะย้าย แล้วแม่ว่าไงละ” “แม่แล้วแต่ลูกเลย แต่เงินเดือนที่ทำงานที่นี้ก็โอเคเลยนะสำหรับแม่ลูกจะย้ายหรือไม่ก็ตามใจลูก” “จริงได้ตั้ง 21,000 บาทต่อเดือน” “อีกอย่าเรา 2 คนแม่ลูกใช้เงินประหยัดกันมากแค่นี้ก็เหลือเก็บแล้วแม่ว่า” จริงของแม่นะ เราได้เงินมาแบ่งกับแม่คนละครึ่งในแต่ละเดือนคือสบายละเพราะเราไม่ใช้เงินเปลืองกันอยู่แล้ว “แต่แม่” “ว่าไงลูก” “วันนี้หนูทำเครื่องปริ้นที่ทำงานพัง” “ห๊ะ! ได้ไงลูก” “หนูไม่รู้แต่หนูไม่ได้ตั้งใจนะ” “แม่รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่แม่อยากรู้เราไปทำอิท่าไหน” “ก็ไปใช้งานมันปกตินี่แหละแม่แต่มันดันหยุดทำงาน มันไม่ติดอีกเลยแม่ รอช่างซ่อมมาซ่อมให้พรุ่งนี้” “ลูกต้องคิดแบบนี้ด้วยสิลูกว่ามันอาจจะเก่าอยู่มานานมากแล้ว ไม่ใช่ว่าพอมันมาดับตอนที่เรากำลังใช้งานมันก็เลยโทษตัวเอง” “ค่ะ” เอาจริงนะ ชีวิตนี้หรือว่าฉันคิดมากเกินไป ฉันก็เลยไปไม่ถึงไหนสักที เริ่มคิดมากอีกละดูดิ …2สัปดาห์ต่อมา แล้วใครจะไปคิดว่าฉันจะต้องมาเจอคำพูดแบบนี้อีกแล้ว “ใครเป็นคนรับน้องคนนั้นเข้ามาวะ” “คนไหน” “ก็น้องผู้หญิงที่ชื่อข้าวอะไรนั่นไง” “ขวัญข้าวอะนะ” “ใช่ เข้ามาได้ไงวะ” “เออจริงนะ เห็นทำงานไม่ค่อยไอ้นี่เท่าไหร่เลย ดูช้าไปหมด” “แต่คุณเชนเขารับเข้ามาเองเลยนะพี่” “คุณเชนจริงเหรอ ปกติพี่เห็นเขาคัดแต่คนเก่งๆ ทำงานไวไม่มีพลาด ถึงพลาดก็มีให้เห็นน้อยอ่ะ” “ส่วนน้องคนนี้พึ่งเข้ามาได้สัปดาห์เดียวก็พลาดไปหลายงานละ นี่ถ้าไม่ได้พวกเราแก้ก่อนไปถึงคุณเชนนะน้องคงแย่แน่ๆ เหมือนคนก่อนๆ ที่ลาออกไป” “นั่นดิ นี่ก็นึกว่าใช้เส้นสายเข้ามาเพราะเห็นทำงานไม่ได้เรื่อง” “หรือว่าใช่วะพี่ น้องอาจจะรู้จักคุณเชนหรือไม่ก็คนรอบตัวคุณเชน” “เออๆ ไม่แน่นะมึง เพราะปกติคัดคนกันดีจะตาย” ครั้งนี้ไม่ใช่คนที่เป็นหัวหน้าใหญ่ๆเขาพูด คนที่พูดคือพี่ๆ ที่ทำงานด้วยกัน ฉันบังเอิญมาได้ยินเขาแอบนินทาอยู่ในห้องพักทานอาหาร แต่เขายังไม่รู้กันหรอกนะว่าฉันมาแอบได้ยินที่เขาคุยเรื่องฉันกัน แล้วใครจะไปรู้อีกว่า…พอฉันได้ยินแบบนี้แล้ว น้ำตาฉันมันก็ไหลมาเอง ฉันไม่โอเคมากๆ เรื่องนี้มันทำให้ฉันรู้สึกแย่กว่าที่ทำงานเดิมอีก ที่นั่นก็ยังดีที่ใครเขาไม่ได้รู้กัน แต่ที่นี่นินทาฉันเป็นกลุ่มๆ หลายคนแบบนี้ ฉันจะกล้าแบกหน้ามาทำงานต่อได้อยู่อีกจริงๆ เหรอวะ “วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอลูก” หลักงานเมื่อวานที่โดนนินทาแบบนั้นวันนี้ฉันก็แทบไม่อยากลุกออกจากเตียงนอนเพื่อตื่นไปทำงาน “ค่ะแม่ หนูเหมือนจะไม่สบาย” แม่เข้าห้องมาดูฉันเพราะฉันยังไม่ออกจากห้องจนตอนนี้เลยเวลาเข้างานไปแล้ว “ไหนแม่ขอดูหน่อยตัวร้อนไหม” “ไม่แม่ คือ…หนูปวดหัวแล้วก็เพลียๆ เหมือนจะเป็นไข้” ฉันรีบขยับตัวลุกออกห่างจากแม่ไม่ให้เขาเข้ามาสัมผัสตัว เดี๋ยวแม่จะรู้ว่าเราโกหก “โอเคลูก เดี๋ยวแม่ทำข้าวต้มไว้ให้นะ” แม่ของฉันพูดพลางลุกจากเตียงนอนฉันเดินตรงไปทางประตูห้อง “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” “แต่ว่า…แม่คะ” “ว่าไปลูก” แม่หยุดตรงหน้าประตูก่อนหันกลับมามองที่ฉัน “คือว่า…ไม่มีอะไรค่ะแม่” “ฉันแม่ลงไปแล้วนะ” “ค่ะ” ฉันก็อยากจะบอกกลับแม่นะว่าฉันอยากจะลาออกจากที่ทำงานอีกแล้ว แต่ฉันนี้มันก็สั่นไปเพราะเข้าไปทำได้ในระยะเวลายังไม่นานก็จะออกอีกแล้ว เงินเดือนที่คุยกันว่าจะมาแบ่งแม่ตอนนี้น่าจะไม่ได้มาแบ่งแล้วเพราะใจฉันมันอยากออกจริงๆ อยู่ไม่ได้จริงๆ ไม่มีใครเขาชอบเราสักคน เรามันก็ทำงานแย่อย่างที่พี่เขาพูดแหละ พลาดบ่อยแต่จะใหทำไงได้ เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรทั้งๆ ที่ก็ตั้งใจทำแล้วจริงๆ นะ“เราจะหยุดงานจริง ๆ เหรอคะ” ขวัญข้าวเงยหน้าถามอีกครั้ง น้ำเสียงยังลังเลเหมือนคนไม่ชินกับการปล่อยภาระไว้ข้างหลัง บลูมองเธอด้วยสายตานิ่งแต่แฝงความเอ็นดู “เธอน่ะหยุด แต่ฉันไม่หยุดหรอก บ่ายถึงเย็นฉันมีคุยงานข้างนอก วันนี้ไม่เข้าบริษัท” “อ๋อค่ะ… งั้นฉันไปทำงานดีกว่านะคะ” เธอขยับจะลุก เขาคว้ามือเธอไว้ทันที “บอกว่าให้หยุดหนึ่งวันไง ได้ฟังที่พูดไหม” ขวัญข้าวชะงัก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะ…” บลูถอนหายใจเบา ๆ เหมือนกำลังจัดการความคิดบางอย่างในหัว “เดี๋ยววันนี้ฉันส่งคนไปดูแลย่าแทนเธอก่อนหนึ่งวัน” เธอรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการเองได้” “ฟังก่อน” เขาขัดขึ้นนุ่ม ๆ แล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ไม่ใช่แค่วันเดียว… เอาแบบประจำเลยดีกว่า” ขวัญข้าวนิ่งไป “หมายความว่ายังไงคะ” “ฉันจะจัดการเรื่องคนดูแลย่าฉันแบบให้มาอยู่ดูแลประจำแทนเธอ” เขาพูดเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ส่วนเธอ… ฉันจะให้ย้ายมาทำงานที่นี่เต็มตัว” “เอางั้นเหรอคะ…” เสียงเธอแผ่วลงอย่างไม่แน่ใจ “ใช่” เขาสบตาเธอชัดเจน “ฉันอยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน” หัวใจเธอเต
ขวัญข้าวกลืนน้ำลายเบาๆ ปลายนิ้วเธอกำชายเสื้อเขาไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสบกันในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะหลบเลี่ยงความรู้สึกได้ บลูรับรู้ทุกอย่างจากท่าทีเล็กน้อยนั้น เขาไม่เร่ง ไม่รุก เพียงก้มลงแตะหน้าผากเธออีกครั้ง ราวกับย้ำให้แน่ใจว่าทุกอย่างเกิดจากความสมัครใจ“ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ เธอบอกฉันได้เลยนะ” เสียงเขานุ่มลงกว่าที่เคย “เพราะฉันอยากให้คืนนี้เป็นคืนที่เธอเลือกเองเหมือนกัน”ขวัญข้าวไม่ตอบเป็นคำพูด เธอเพียงขยับเข้าไปในอ้อมแขนเขา ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่แทนคำยืนยันบลูถอนหายใจแผ่ว คล้ายปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้เนิ่นนาน มือของเขาโอบเธอไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาเธอ… ไปบนเตียงนุ่มปลายนิ้วของบลูคลายจากชายเสื้อเธอช้า ๆ ราวกับให้โอกาสเธอเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ แต่ขวัญข้าวกลับเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้แทนสายตาที่เคยสั่นไหวก่อนหน้านั้นกลับนิ่งขึ้น คล้ายตัดสินใจบางอย่างในใจได้แล้ว“ฉันไม่ได้กลัวนะคะ…” เสียงเธอเบาจนแทบเป็นลมหายใจ “แค่… ไม่เคยใกล้ใครแบบนี้มาก่อน”รอยยิ้มของบลูอ่อนลงทันที ไม่ใช่รอยยิ้มมั่นใจแบบที่เขามักมีเวลาอยู่ในห้องประชุม แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทะนุถนอมความรู้สึก
เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือเขา ดึงลงมาช้าๆ แล้วส่ายหน้า “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะไม่แน่ใจ”บลูหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่แตะผ่าน แต่ลึกซึ้งขึ้น ชัดเจนขึ้น ราวกับยอมรับในสิ่งที่พยายามปฏิเสธมาตลอดมือของเขาวางลงที่เอวเธอโดยอัตโนมัติ ขณะที่เธอขยับเข้าไปชิด จูบนั้นยืดเยื้อเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับทำให้เวลาทั้งห้องเหมือนหยุดนิ่งเมื่อริมฝีปากของทั้งสองแยกจากกัน บลูหลับตาแน่นชั่วครู่ ก่อนจะพิงหน้าผากกับเธอ“แต่ถึงยังไงคำตอบแค่นี้จากเธอมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันแน่ใจหรอกนะว่าเธอรู้สึกแบบเดียวกันกับฉันจริงๆ” เขาคลายมือออกช้าๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างที่จำเป็น แต่สายตายังคงผูกเธอไว้เหมือนเดิม“…?” เธอนิ่งไปในทันทีกับคำพูดแบบนั้นของบลู ในหัวเอาแต่คิดว่าควรจะต้องทำไงต่อดี“ออกไปก่อน อีก 5 นาทีผมมีประชุม” เขาพูดออกมาเสียงเบา “แล้วเราค่อยคุยกันเรื่อง”เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะเปิดออก เธอหันกลับมาบลูยังยืนอยู่ที่เดิมและครั้งนี้เขาไม่ได้หลบสายตาเธอ บางอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้วแม้ยังไม่มีคำจำกัดความก็ตาม เข
“โอ๊ะ! คุณบลู ไหนบอกว่าจะให้เวลาฉันคิดก่อนไงคะ”เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันกลับไปผลักเขาออก เมื่ออ้อมแขนแข็งแรงของบลูโอบกอดเธอจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นแอลกอฮอล์อ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมของเขาทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่“ฉันรอไม่ไหวแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยชิดข้างใบหู “ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะได้มาเจอเธอแบบวันนี้ ฉันกลับไปนั่งคิดทบทวนมาทุกอย่าง คิดจนแน่ใจว่าความรู้สึกของตัวเองคืออะไร…และฉันก็ยอมรับมันแล้ว”เธอเม้มริมฝีปากแน่น มือทั้งสองกำชายเสื้อของตัวเองไว้ราวกับต้องการยึดเหนี่ยวสติ“เหลือแค่เธอแล้วนะ” เขาพูดต่อ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “เหลือแค่เธอที่ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง“แต่ว่าเราสองคน…” เธอพยายามเอ่ย เสียงแผ่วลงราวกับรู้ดีว่าประโยคนี้จะนำไปสู่เรื่องอะไร“ฉันรู้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไร” บลูขัดขึ้นทันที ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาคมจ้องมองอย่างจริงจัง “ถ้าคนมันจะรักกัน ต่อให้อยู่คนละฐานะ คนละโลก มันก็รักกันได้ ไม่มีใครเขาแบ่งชนชั้นกันแล้วในยุคนี้”หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา ความจริงใจในแววตาของเขาทำให้เธอสับสนยิ่งกว่าเดิม“ฉันว่าคุณบลูน่าจะเมานะคะ” เธอฝืนยิ้ม
“คุณบลู…มันเลยเวลาแล้วนะคะ”“…!” บลูนอนนิ่งไม่ตอบกลับอะไร“ปล่อยฉันได้แล้วค่ะคุณบลู” “ฉันขอเพิ่มเวลาอีกนิด ฉันพึ่งจะได้นอนเพียงนิิดเดียวเอง”“คุณจะนอนก็นอนไปสิคะ แค่ปล่อยฉันออกไปฉันต้องไปทำหน้าที่ของฉัน” บลูค่อยๆ ขยับแขนที่โอบกอดเธอไว้ออกจากตัวเธอ แล้วหันตัวไปอีกทางแล้วหลับต่อ ก่อนเธอขวัญข้าวลุกจากเตียงนอนแล้วออกจากห้องนอนนี้ไป และไม่ลืมที่จะล็อกประตูเพราะกลัวคุณย่าท่านจะเข้ามาเจอหลานตัวเองในห้องของเธอขวัญข้าว“คุณย่าคะไปกันค่ะหนูเตรียมของเสร็จแล้ว”“จ๊ะๆ” คุณย่าเดินออกจากด้านในตัวบ้านพร้อมกับขวัญข้าวที่คอยระวังพยุงคุณย่าอยู่ไม่ห่าง“นั่นรถบลูนี่ บลูเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่อง” ย่าออกมาเจอรถของบลูที่จอดอยู่ เลยสงสัยว่าหลานตัวเองมาตั้งแต่ตอนไหนถึงได้ไม่รู้เรื่องเลย“คุณบลูมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ดึกมากๆแล้ว สงสัยคุณบลูเห็นว่าคุณท่านเข้านอนแล้วก็เลยไม่อยากรบกวนคุณท่าน”“แล้วบลูมาทำอะไร ธุระหรือมาพักผ่อนหาฉันเฉยๆ เขาได้บอกไว้ไหม”“ไม่ได้บอกอะไรเคยค่ะ”“แล้วตอนนี้อยู่ไหน”ขวัญข้าวได้ยินคำถามนี้ถึงกับแอบตกใจเล็กน้อย เพราะบลูกำลังนอนอยู่ห้องเธอ“น่าจะนอนพักผ่อนอยู่ที่ห
ผ่านไป 2 สัปดาห์กับการที่ฉันได้มาทำงานที่บ้านสวนนี้ ทำงานและหลับนอนที่นี่ ตอนแรกคิดว่างานจะหนักเพราะวันแรกฉันเห็นคุณย่าแกนั่งรถเข็นนึกว่าเดินไม่ได้ แต่ความเป็นจริงแกเดินได้ แต่อาจจะไม่ได้แข็งแรงตามอายุของท่านที่เยอะแล้ว ถ้าถามว่าฉันทำอะไรบ้างในแต่ละวัน หลักๆเลยนะในหนึ่งวันที่ทำเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตื่นนอนตั้งแต่เช้าพาคุณย่าเขาไปวัดไหว้พระทำบุญกลับมาหาอาหารให้คุณย่าเขาทานต่อด้วยทำความสะอาดบ้านแค่ในตัวบ้านนะไม่รวมพื้นที่สนามหญ้ากว้างๆรอบบ้านพวกนั้นเพราะมีคนสวนดูแลอยู่แล้ว เสร็จจากทำความสะอาดก็ทานมื้อเที่ยงพร้อมคุณย่าจากนั้นมานั่งเล่นอ่านหนังสือให้คุณย่าเขาฟังในตอนบ่ายก่อนแกพักสายตาช่วงเวลานี้ฉันก็ออกไปซื้อของเข้ามาทำมื้อเย็นให้แกทาน แรกๆ ฉันไม่ทำให้แกทานเลยนะฉันสั่งแบบทำสำเร็จมาให้แกทานทุกมื้อ แต่พอมีวันนึงฉันอยากลองโชว์ฝีมือให้คุณย่าเขาทานสักมื้อ ตอนทำให้ครั้งแรกไม่คิดว่าจะได้ทำอีก ย่าเขาบอกให้ฉันทำอีกแบบนี้ก็แสดงว่าติดใจฝีมือฉันละสิ ทานมื้อเย็นเสร็จก็เก็บกวาดล้างจงล้างจานเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ล็อกบ้านทุกประตู ปิดฟงปิดไฟให้หมดทุกดวงเข้าห้องนอนเป็นอันเสร็จสิ้น ก็มีแค่นี้แหละสิ่งที่ฉันต







