Se connecterในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ประตูบ้านก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงชราที่เดินยิ้มแย้มเข้ามา หญิงชราใจดี ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่เมตตาอย่างเป็นกันเอง ในมือนั้นหอบตะกร้าจ่ายตลาดเข้ามาด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
“อ้าว! มาถึงกันแล้วรึ?” คุณยายสายหยุดเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงใจดี ก่อนหน้านี้หลานสาวแจ้งเอาไว้ว่าจะพาเพื่อนสนิทมาทานมื้อเช้าที่บ้าน ก่อนที่หญิงชราจะได้สังเกตอะไร ผู้เป็นหลานสาวก็รีบลุกขึ้นไปประคองคุณยาย ก่อนจะเอาตะกร้าออกมามือของคุณยายแล้ววางไว้บนโต๊ะเล็ก ๆ
“คุณยายขา นี่!!..คุณธาวินค่ะ เพื่อน...เอ่อ...เพื่อนของพิมพ์ที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกค่ะ นี่คุณยายสายหยุดนะคุณวิน คุณยายของเกรชเองค่ะ” ธาวินรีบลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้คุณยายสายหยุดด้วยความเคารพ
“สวัสดีครับคุณยาย” คุณยายสายหยุดมองธาวินด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา
“สวัสดีจ้ะ ยังไง..อยู่ทานมื้อเช้ากับยายก่อนนะ อย่าเพิ่งรีบกลับกันล่ะ” คุณยายเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นจนธาวินไม่กล้าปฏิเสธ
“อ่อ ขอบคุณครับคุณยาย” ธาวินตอบด้วยความเกรงใจ คุณยายสายหยุดหยิบตะกร้าที่หลานสาววางเอาไว้ขึ้นมาถืออีกรอบ
“พอดีว่ายายซื้อของมาทำอาหารเช้าเยอะเลย” คุณยายหันไปมองพิมพ์มาดาและธาวินเหมือนจะรู้ว่าสองคนนี้คงเป็นแฟนกัน
“ขอบคุณนะครับคุณยาย” ธาวินตอบรับด้วยรอยยิ้มเกรงใจ พิมพ์มาดามองหน้าธาวินเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ถึงความสุภาพและเกรงใจของเขา
หลังจากทานอาหารไทยรสจัดจ้านฝีมือคุณยายสายหยุดเข้าไปได้ไม่นาน นักศึกษาปริญญาโทจากเมืองนอกอย่างธาวินก็เริ่มรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผม บ่งบอกว่าลิ้นของเขาได้ห่างหายจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยไปนานพอสมควร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงยิ้มกว้างและเอ่ยชมคุณยายสายหยุดด้วยความจริงใจ
“อร่อยมากเลยครับคุณยาย รสชาติเข้มข้นถึงใจจริงๆ สงสัยผมคงต้องหาโอกาสมาฝากท้องที่บ้านคุณยายบ่อยๆ แล้วล่ะครับ” คำพูดนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำชมที่เอ่ยตามมารยาท แต่ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ และความประทับใจในรสชาติอาหารไทยฝีมือคุณยายอย่างแท้จริง
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลองนี่เลยจ้ะ กล้วยบวชชีกับลอดช่องน้ำกะทิหอมๆ รับรองว่าอร่อยถูกใจแน่” คุณยายสายหยุดรีบบอกด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะหันไปบอกหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“เกรช!!! หนูตักขนมใส่ถ้วยให้เพื่อนกับแฟนเค้าทานหน่อยสิลูก” พิมพ์มาดาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เมื่อคุณยายสายหยุดออกตัวเรียกธาวินว่า ‘แฟน’ ของเธอต่อหน้าต่อตา
แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเริ่มต้นไปในทิศทางที่ดี แต่คำเรียกนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกเขินอยู่ไม่น้อย เธอแอบเหลือบมองธาวิน และหวังว่าจะไม่สังเกตเห็นอาการของเธอ แต่ก็ต้องรีบหันกลับมามองถ้วยขนมในมือ เมื่อเกรชเอ่ยขอตัวลุกขึ้น
“พิมพ์!!..เดี๋ยวฉันช่วยคุณยายเอาจานไปเก็บในครัวนะ ตามสบายนะคะคุณวิน” พูดจบร่างเล็กก็เดินหายเข้าไปด้านใน ทิ้งให้พิมพ์มาดาและธาวินอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องนั่งเล่น
หลังทานมื้อเช้าจบลง เกรชก็เดินออกมาส่งเพื่อนสนิทและธาวินที่ระเบียงหน้าบ้าน ส่วนคุณยายก็ขอตัวไปทำขนมไทยต่อ เกรชช่างเจรจาและมีมุกตลกแพรวพราว ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ธาวินดูเข้ากับเกรชได้อย่างไม่น่าเชื่อ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเขาทำให้พิมพ์มาดารู้สึกสบายใจและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“คุณธาวินอยู่ที่อเมริกามานานแค่ไหนแล้วคะ?” เกรชถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ก็ประมาณเกือบสิบปีแล้วครับ ผมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย” ธาวินตอบพลางยิ้มบางๆ
“พอดีผมไปเรียนต่อที่เมืองนอกตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายแล้วครับ”
“แล้วทำไมถึงตัดสินใจกลับมาล่ะคะ?” เกรชถามออกไปด้วยความอยากรู้ลึกๆ ว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงในการกลับมาของเขา ทั้งที่ในตอนแรกพิมพ์มาดาเคยเล่าให้ฟังว่าธาวินตัดสินใจจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างแดน
ธาวินหันมาสบตากับพิมพ์มาดา ดวงตาของเขาเป็นประกายอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เพราะเพื่อนของคุณไงครับ” เขาตอบเสียงนุ่มพลางเหลือบมองเกรชด้วยรอยยิ้มบางๆ เกรชเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย มองธาวินอย่างสงสัย
ธาวินเว้นจังหวะเล็กน้อย ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะหันกลับมาทอดสายตาลึกซึ้งเข้าไปในดวงตาคู่สวยของพิมพ์มาดา จนเธอรู้สึกราวกับถูกตรึงอยู่กับสายตาคู่นั้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความร้อนผ่าวแล่นปราดขึ้นมาบนแก้ม พิมพ์มาดารีบหลบสายตาของเขาด้วยความเขินอาย แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความสุข ความรู้สึกหวานซึ้งเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“แล้วคุณธาวินตั้งใจจะอยู่ที่ไทยนานแค่ไหนคะ?” เกรชถามต่ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ปล่อยให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ลึกซึ้งไปมากกว่านี้ ไหนๆ ทั้งคู่ก็จะไปเที่ยวด้วยกันแล้ว เธอมีหน้าที่ต้องสืบให้แน่ใจว่าผู้ชายคนนี้จริงจังกับเพื่อนของเธอแค่ไหน
“ผมตั้งใจว่าจะกลับมาอยู่ถาวรเลยครับ” ธาวินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง ดวงตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่พิมพ์มาดา
“งั้นดีเลยค่ะ..ที่ถามก็เพราะเป็นห่วงคนแถวนี้” เกรชเสริมด้วยรอยยิ้มทะเล้น ก่อนจะส่งสายตาแซวเพื่อนอย่างรู้ทัน พิมพ์มาดาได้แต่ยิ้มเขินๆ ก่อนจะรีบหลบสายตาเพื่อนที่กำลังจ้องมองมาอย่างจับผิด
“คุณวินคะ พิมพ์อยู่ที่นี่ค่ะ” ธาวินซึ่งกำลังจอดรถนั่งรออยู่แถว ๆ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ด้วยความกระวนกระวายใจ เขารู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกเมื่อได้ยินข่าวนี้ ซีอีโอหนุ่มไม่รอช้า รีบบึ่งรถไปยังบ้านของเกรชทันทีเมื่อธาวินมาถึง เกรชเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม เกรชบอกเขาว่าพิมพ์มาดากำลังหลับอยู่ และเล่าถึงสภาพของพิมพ์มาดาและความรู้สึกของเพื่อนให้เขาฟัง ธาวินรับฟังด้วยความรู้สึกผิด จนเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกอย่างเกรชปล่อยให้ธาวินเข้าไปหาพิมพ์มาดาในห้องนอน ธาวินเดินเข้าไปใกล้เตียง มองใบหน้าซีดเซียวของพิมพ์มาดาที่กำลังหลับใหล เขาค่อยๆ นั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปปัดปอยผมที่ปรกใบหน้าเธอเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนที่สุดพิมพ์มาดารู้สึกถึงสัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่น ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และภาพแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของธาวินที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอ่อนโยน ดวงตาคมกริบคู่นั้นที่เคยฉายแววโกรธเกรี้ยว บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรักและความเสียใจ“พิมพ์!!!…” เสียงของธาวินแผ่วเบาและสั่นเครือ“ผมขอโทษ…” เขายื่นโทรศัพท์คืนให้เธอ พิมพ์มาดาค่อย ๆ ลุกขึ้น ยังไม่ได้ถามถึงเรื่องราวทั้งหมด เธอก็น้ำตาคลอขึ้นมาเ
ระหว่างทางที่รถแล่นฉิวอยู่บนถนนหลวง ธาวินนึกขึ้นได้ว่ามีโทรศัพท์เครื่องเก่าของพิมพ์มาดาอยู่ในมือ ซึ่งผู้เป็นบิดาส่งให้เขามาเมื่อคืนนี้ ธาวินไม่รอช้า รีบใช้มันค้นหาเบอร์ของเกรชซึ่งน่าจะอยู่ในรายชื่อติดต่อ และรีบโทรออกทันทีเสียงปลายสายตอบกลับมาด้วยความงุนงงเมื่อเห็นเบอร์เก่าที่หายไปของเพื่อนสนิท“เกรช ๆ !!! นี่ผมวินเอง ธาวินไงครับ” ธาวินกรอกเสียงลงไปอย่างร้อนรน“อ๋อค่ะ คุณธาวิน! มีอะไรเหรอคะ เกรชนึกว่าเบอร์ของยัยพิมพ์ซะอีก” เกรชถามกลับด้วยความประหลาดใจระหว่างทางที่ขับรถ ธาวินก็เล่าทุกอย่างให้เกรชฟังอย่างรวดเร็วและกระชับที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่เรื่องราวความเข้าใจผิดที่เขามีต่อพิมพ์มาดา ปมปัญหาทั้งหมดที่เกิดจากโทรศัพท์เครื่องนี้ การที่พิมพ์มาดาหนีไป พร้อม ๆ กับการที่เขากำลังตามหาเธออยู่ เกรชฟังเรื่องทั้งหมดด้วยความตกใจและเห็นใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ก่อนจะรีบบอกว่าเธอจะให้ความช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ หากว่าพิมพ์มาดามาหาเธอ“ขอบคุณมากครับคุณเกรช” ธาวินกล่าวขอบคุณ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง“ถ้าหากพิมพ์ไปหาคุณจริงๆ ช่วยบอกผมด้วยนะครับ แล้วก็… พยายามรั้งตัวเธอเอาไว้นะครับ ผมอยา
อัครเดชถอนหายใจยาว มองหน้าลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ในรถตู้ด้วยแววตาที่หนักใจ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เก็บงำเอาไว้“คือวันที่หนูพิมพ์เค้าหายตัวไปจากแกน่ะ...” อัครเดชเริ่มต้นเสียงแผ่วเบา“แม่เค้าโทรมาบอกว่าพ่อเค้าเสีย...หนูพิมพ์ก็เลยรีบออกมาจากที่พักและก็พยายามจะโทรหาแก” อัครเดชนึกย้อนไปถึงภาพในความคิด เมื่อครั้งที่พิมพ์มาดากระวนกระวายใจอย่างหนัก พยายามควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองระหว่างที่เขากำลังขับรถไปส่งเธอ เพื่อไปรับศพผู้เป็นพ่อที่โรงพยาบาล สีหน้าของหญิงสาวในความทรงจำนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนและความเศร้าโศก“แต่พอเกิดอุบัติเหตุที่รถเกือบชนกันน่ะ… หนูพิมพ์เค้าลืมโทรศัพท์เอาไว้ที่รถ พ่อเป็นคนพาเธอไปรับศพของพ่อเธอที่โรงพยาบาล ก็เลยเรียกให้ชัยมาอยู่เฝ้าในที่เกิดเหตุ พอหนูพิมพ์หาโทรศัพท์ไม่เจอ พ่อก็เลยบอกให้นายชัยเป็นคนช่วยหา” อัครเดชหยุดเล่า หันมาสบตากับธาวิน“จนเกือบเย็นวันต่อมา ชัยถึงได้เอาโทรศัพท์มาคืนพ่อ ถ้าก่อนหน้านี้พ่อรู้ความจริง พ่อจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด วิน ยกโทษให้พ่อเถอะนะ”“แล้วพ่อต้องขอโทษแกด้วย…ที่ทำให้แกต้องเข้าใจผิดกับหนูพิมพ์เค้าถึงขนาดนี้ หนูพิมพ์คงลำบากใจมา
รถตู้คันหรูแล่นตัดผ่านความมืดมิดของค่ำคืนไปอย่างรวดเร็ว ความหวังเดียวของอัครเดชในตอนนี้คือการไปนำโทรศัพท์เครื่องนั้นมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความวู่วามและความเข้าใจผิดจะนำพาไปสู่เรื่องที่เลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไขได้อัครเดชเป็นห่วงความปลอดภัยของพิมพ์มาดา... เขาไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ ธาวินและพิมพ์มาดา… กำลังอยู่ในสภาพเช่นไร หลังจากที่เขาไม่ได้อยู่ควบคุมสถานการณ์อัครเดชกลับมาถึงคฤหาสน์ในเวลาเกือบตีหนึ่ง แสงไฟในบ้านยังคงสว่างไสวบ่งบอกว่ายังมีคนที่ไม่หลับไม่นอน เขามีโทรศัพท์มือถือของพิมพ์มาดาอยู่ในมือแล้ว และพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดเพื่อคลี่คลายปมปัญหาที่เขาสร้างขึ้นมาผู้เป็นบิดาตรงขึ้นไปที่ห้องนอนของบุตรชายด้วยความกังวลใจ หวังจะพูดคุยปรับความเข้าใจกัน แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของธาวินอยู่ในนั้น อัครเดชขมวดคิ้วแน่น กำลังจะลงไปตามหาข้างล่าง ก็สวนทางกับแม่บ้านบริเวณบันใด ก่อนที่แม่บ้านจะรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“นายคะ …คุณพิมพ์มาดา!!!” แม่บ้านกำลังจะรายงานแต่ยังไม่ทันได้พูดจบ อัครเดชก็พูดสวนขึ้นมาก่อนด้วยความร้อนใจ“เจ้าวินไปไหน!!!”“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อตอนหัวค่ำ...ตอนน
พิมพ์มาดาไม่มีเรียวแรงแม้แต่จะขัดขืน เขาเสร็จสมแล้ว แต่ก็ไม่ยอมปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่ริมฝีปากหยักของเขาประทับจูบลงมาบนริมฝีปากของเธอครั้ง มือหน้าบีบคางของเธอให้เผยอเปิดทางให้เขาได้ใช้ลิ้นตามความต้องการ เธอได้แต่ยอมจำนนต่อความรุนแรงและความปรารถนาของเขาในคืนอันเลวร้ายนี้ความรู้สึกผิดที่จะต้องทรยศกับผู้มีพระคุณอย่างอัครเดชถาโถมเข้ามาในใจ เธอไม่รู้หรอกว่าเขายังต้องการตัวเธออยู่หรือไม่ แต่พิมพ์มาดาไม่อยากให้ใครเสียใจเลยในบ้านหลังนี้ ไม่อยากให้พ่อลูกต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องของเธออีกต่อไปแล้วหญิงสาวค่อยๆ ใช้เรี่ยวแรงที่ยังหลงเหลือยันกายขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของธาวินเป็นครั้งสุดท้าย เขาหลับไปในที่สุด ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว บัดนี้ดูสงบนิ่ง แววตาที่เคยมีชีวิตชีวาดับลงสนิท ปรากฏร่องรอยของความสับสนและความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ในใจของหญิงสาวผู้บอบช้ำพิมพ์มาดาค่อยๆ พยุงตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดปกติ สัมผัสของเนื้อผ้าคุ้นเคยทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง ก่อนจะมองสำรวจตัวเอง เธอเห็นรอยแดงช้ำที่ปรากฏอยู่ทั่วเนินอก ร่องรอยจากกา
ธาวินยิ้มพึงพอใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการตอบสนองที่เปลี่ยนไปของพิมพ์มาดา หญิงสาวไม่ได้ต่อต้านเขาอีกต่อไปแล้ว ซีอีโอหนุ่มยกบั้นเอวขึ้นเล็กน้อย ถอนท่อนกายกำยำออกจากโพรงสวาทอุ่นร้อนของเธออย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการยื้อยุดช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไว้ให้นานที่สุด ปลายหัวยังคงเสียดสีอยู่บริเวณปากทาง ก่อนจะกระแทกกระทุ้งกลับเข้าไปในโพรงสวาทที่ชุ่มฉ่ำด้วยแรงและจังหวะที่หนักหน่วงและรวดเร็ว เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นก้องห้อง พร้อมกับแรงกระแทกที่ส่งให้ร่างบอบบางของพิมพ์มาดาสะท้านเฮือก เสียงครางหวานเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางอย่างห้ามไม่อยู่จากนั้นเกมแห่งความสุขสำราญที่แฝงไว้ด้วยความเร่าร้อนและอำนาจก็เริ่มต้นขึ้นตามจังหวะที่ธาวินเป็นผู้กำหนด ชายหนุ่มเริ่มขยับเอวเข้าออกด้วยจังหวะที่รวดเร็วและดุดัน ราวกับต้องการบุกรุกและยึดครองทุกพื้นที่ในกายสาว พิมพ์มาดารู้สึกเสียวแปลบไปทั่วท้องน้อยในทุกครั้งที่เขาแทงลึกเข้ามาเธอแผดเสียงครางหวานปนสะอื้น ดิ้นพล่านไปมาบนเตียงนอนด้วยความเสียวสะท้านที่แทรกซึมไปทั่วร่าง ผสานกับความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอจึงตอบโต้ด้วยการยกสะโพกกระแทกสวนกลับไปอย่างไม่ยอมจำนน ราวกับร่าง







