เข้าสู่ระบบในช่วงปลายฤดูสารท สายลมอ่อนๆ พัดเอาใบไม้แห้งมาตามแรงลม ผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้เข้ามายังห้องนอนใหญ่ ด้านในถูกตกแต่งอย่างหรูหรา บนเตียงไม้กว้างมีหญิงสาวรูปร่างบอบบางนอนอยู่ นางกระชับผ้าห่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสายลมพัดผ่าน และความหนาวเหน็บนี้กลับทำให้นางไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว ดวงตางามกะพริบตาช้าๆ ไล่ความง่วง จากนั้นลุกขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อยและเดินหยิบเมล็ดข้าวโพดที่เธอเตรียมไว้ทุกวันมาวางไว้ข้างหน้าต่าง ไม่นานนกน้อย 2 ตัวก็บินเข้ามากินอย่างเอร็ดอร่อย เหมือนไม่กลัวหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย มันจิกกินแบบไม่รีบเหมือนอย่างเคยชิน
"เฮ้อ~~~"
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และเหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย วันนี้ครบ 1 อาทิตย์แล้วที่นางมาอยู่ที่นี่ โลกที่คล้ายดั่งจีนโบราณไม่ว่าจะผู้คน การแต่งตัว การพูดจาก็แปลกไปจากโลกที่เคยอยู่ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ หญิงสาวตัดสินใจจบชีวิตและยุติปัญหาทุกอย่างแต่ใครจะคิดว่าชีวิตหลังความตายกลับต้องมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ หญิงสาวไม่มีความทรงจำหรือรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับร่างนี้เลยด้วยซ้ำเพื่อนสักคนก็ไม่มี แถม 1 อาทิตย์ที่ผ่านมานางยังสัมผัสได้ว่าร่างที่มาอยู่นั้น ยังเป็นคนที่คนทั่วทั้งเมืองคงไม่ชอบเป็นแน่ เดิมทีคิดว่าในร่าง ถิงถิง โลกเก่าโดดเดี่ยวแล้ว ในร่างของ ฟางเหนียงโลกนี้กลับโดดเดี่ยวเสียกว่า หญิงสาวคิดได้เท่านี้ก็เดินเข้าห้องอาบน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว
ในกระจกบานใหญ่สะท้อนภาพหญิงสาวใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวเนียนไปทั้งตัว ผมยาวดกดำครึ่งบนถูกจัดทรงเล็กน้อยและปักด้วยปิ่นหยกรูปใบไม้เล็กๆ คิ้วดำถูกแต่งทรงจนสวยงาม ดวงตาโตสีน้ำตาลอ่อน ขนตางอนยาวทำให้หญิงสาวดูน่ารัก จมูกโด่งเข้ากับใบหน้าที่ปลายเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างดื้อรั้น ปากบางเล็กดูชุ่มชื่นอมชมพู หญิงสาวยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างพอใจเมื่อเห็นผลลัพธ์ในกระจก
"มองกี่ครั้งก็ตะลึงทุกครั้ง ไม่ชินจริงๆ ที่ฉันสวยขนาดนี้ ไม่สิข้าสวยขนาดนี้"
ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในกระจก จากนั้นหมุนตัวตรวจดูความเรียบร้อย วันนี้เธอเลือกสวมชุดเรียบๆ สีเขียวมิ้นต์ นี่เป็นชุดที่สีเบาที่สุดในชั้นเสื้อผ้าแล้ว เพราะตัวอื่นๆ นั้นมีแต่สีฉูดฉาด ไม่สีชมพูบานเย็น ก็เหลือง ส้ม แดง สงสัยเจ้าของร่างเก่าจะชอบดูงิ้ว มือเรียวยาวเปิดประตูออกจากห้องพัก หญิงสาวมองบรรยากาศด้านนอกก็รู้สึกหนักอึ้ง เพราะ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมานางไม่สบายจนไม่สามารถที่จะออกจากห้องได้เลย ข้าวและยาก็มีคนนำมาส่งและออกไป ไม่มีแม้แต่คนดูแลเหมือนว่านางนั้นเป็นโรคร้ายอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อ 3 วันก่อนตอนที่นางฟื้นมาอีกครั้งและได้รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่โลกนี้ และเมื่อวานมีคนมาบอกว่าวันรุ่งขึ้นให้ไปพบท่านรองเจ้าสำนัก หยงอี๋ แต่นางจะไปอย่างไรล่ะในเมื่อหญิงสาวก็ไม่รู้จักที่นี่เลยด้วยซ้ำ
'เอาว่ะเดินไปมั่วๆ ก่อน เจอคนค่อยถามก็ได้'
หญิงสาวกล่าวกับตัวเองในใจและเดินไปตามทางเชื่อมเรื่อยๆ ไม่นานก็ได้ยินคล้ายเสียงผู้คนโห่ร้องมากมาย หญิงสาวจึงยิ้มกว้างออกมาเพราะนั่นหมายความว่าจะมีคนให้นางถามทางแล้ว และเป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อเดินมาถึงก็พบกับกลุ่มชายที่กำลังเตะลูกที่ทำจากไม้สาน มีรูปร่างคล้ายฟุตบอล
"นั่นมันคุณหนูฟางเหนียงหนิ วันนี้นางแต่งตัวแปลกไป สงสัยจะไปงานศพเป็นแน่ ฮ่าๆๆๆ"
ชาย 1 ในนั้นตะโกนออกมาทางหญิงสาวและตามด้วยเสียงหัวเราะของคนบริเวณนั้น ฟางเหนียงจากที่กำลังก้าวเท้าเดินไปหา ต้องหยุดฝีเท้าลงและรอยยิ้มบนหน้าก็หุบลงเช่นกัน
"นั่นสิ วันนี้หิมะคงตกเป็นแน่ แม้แต่เครื่องประดับนางยังไม่สวมใส่เหมือนทุกวัน ได้ยินว่าจมน้ำจนป่วยสติคงเลอะเลือนไปแล้วเป็นแน่ ฮ่าๆๆ"
หญิงสาวที่อยู่บริเวณนั้นเอ่ยขึ้นเสริม เรื่องที่ฟางเหนียงจมน้ำเมื่อ 1 อาทิตย์ที่แล้วเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งสำนัก ว่านางเรียกร้องความสนใจจากเจ้าสำนัก แต่เจ้าสำนักกลับไม่สนใจกว่าคนจะเข้าไปช่วยได้ทัน นางถึงขนาดที่หยุดหายใจไปแล้วแต่ปฏิหาริย์กลับเกิดขึ้นกับคนอย่างนาง ที่จู่ๆ ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งและนั้นคือตอนที่ ถิงถิง ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ หญิงสาวกำมือแน่นอย่างอดกลั้นอารมณ์ตนเองไม่ให้โมโหและกำลังจะหันหลังกลับ แต่ในจังหวะนั้นลูกบอลที่ทำจากไม้สานกลับตกมากระแทกที่ตัวนางอย่างแรง ฟางเหนียงไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ล้มลงไปกับพื้นทันที และเป็นอย่างที่คาดเมื่อนางล้มลงกับพื้นดิน เสียงหัวเราะของคนบริเวณนั้นก็ดังขึ้น นางน้ำตาแทบร่วงให้กับตนเองในตอนนี้ แต่ทำได้เพียงอดกลั้นไม่ให้หยาดน้ำตาไหลลงพื้นเพื่อไม่ให้ตนเองต้องดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้ แต่จังหวะที่นางกำลังจะหยัดกายลุกขึ้นกลับมีมือหนึ่งยื่นมา หญิงสาวมองไปตามมือและพบเข้ากับรอยยิ้มที่นางเคยเห็น เมื่อ 3 วันที่แล้วนางตกใจที่ฟื้นขึ้นมาบนโลกใบใหม่ ก็คือเขาที่เข้ามาช่วยและนี่ก็เป็นเขาอีก หญิงสาวน้ำตาแทบร่วงอีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่ม นางยิ้มและยื่นมือให้เขา
"ข้ารอเจ้าอยู่นาน เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่"
เสียงนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยนถามหญิงสาว ฟางเหนียงใบหน้ามึนงงเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้ได้ทันที 'รอข้าเช่นนั้นหรือ นั่นก็แสดงว่าท่านผู้นี้คือรองเจ้าสำนัก หยงอี๋ ที่ข้าตามหา' หญิงสาวเอ่ยกลับตนเองในใจและยิ้มกว้างให้ชายหนุ่ม
"ข้าเพียงหลงทางเจ้าค่ะ ขออภัยท่านที่ทำให้รอนาน"
หญิงสาวจำเป็นต้องโกหก เพื่อให้เขาพาออกไปจากที่ตรงนี้เร็วๆ
"หลงเช่นนั้นหรือ เจ้าอยู่ที่นี่มา 3 ปีแล้วมิใช่หรือ"
"เจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงเอ่ยเพียงสั้นๆ หยงอี๋ที่เห็นนางตอบเช่นนั้นก็ไม่อยากเซ้าซี้อีก เขาเดินหันหลังนำนางไปแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดฝีเท้าลง
"พวกเจ้าที่เหลือฝึกตั้งสมาธิปลดปล่อยลมปราณเป็นเวลา 2 ชั่วยามซะ" หยงอี๋เอ่ยสั่งเสียงดังไปทางศิษย์ที่หัวเราะและเตะลูกบอลที่ทำจากไม้สานใส่ฟางเหนียงเมื่อสักครู่
"ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านรองเจ้าสำนัก"
เสียงเหล่าศิษย์เอ่ยอย่างไม่เต็มใจมากนัก ฟางเหนียงเดินตามแผ่นหลังกว้างอย่างอบอุ่นหัวใจ 'นับว่าท่านรองเจ้าสำนัก หยงอี๋ ผู้นี้ก็ไม่เลวเห็นทีข้าคงต้องผูกมิตรกับเขาไว้เยอะๆ แล้วล่ะ'
.
ณ หอผดุงคุณธรรม
ฟางเหนียงถูกพามายังด้านในหอ ด้านในถูกตกแต่งอย่างอลังการและสวยงาม ด้านในเป็นห้องโถง ตรงกลางเป็นทางเดินไปยังด้านหน้าสุดมีโต๊ะไม้ที่ถูกแกะสลักมาอย่างดี ข้างทางเดินมีโต๊ะเช่นเดียวกัน ภาพวาดและของตกแต่งสวยงามจนนางเองก็ไม่สามารถประเมินราคาได้ นี่ถ้าในโลกเก่านางหากนำไปขายคงสบายไปร้อยชาติเชียวล่ะ แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้เพลิดเพลินกับสิ่งรอบข้างไปมากกว่านี้ก็ต้องรู้สึกเจ็บที่ปลายเล็บเท้า เมื่อตนเผลอเตะเข้าอย่างแรง
"โอ๊ย~~~"
หญิงสาวอุทานออกมาอย่างลืมตัว
"เจ้าเป็นอันใดหรือไม่"
หยงอี๋เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง วันนี้นางเปลี่ยนไปจากที่เขารู้จักจริงๆ นางดูเงียบมากขึ้นและการแต่งกายนางยังแปลกไปเสียด้วย
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้านั่งก่อนเถอะ"
หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งกับที่ และมองไปทางรองเจ้าสำนัก เป็นการส่งสัญญาณว่าตนพร้อมแล้วกับเรื่องที่เขาเรียกนางมาวันนี้
"เจ้าหายป่วยดีแล้วใช่หรือไม่"
"หายดีแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านรองเจ้าสำนักที่เป็นห่วง"
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ เขาคือคนแรกที่ช่วยและเอ่ยถามนางด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่มาอยู่ในโลกนี้
"เช่นนั้นก็ดี เอาล่ะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ที่ข้าเรียกเจ้ามาพบในวันนี้ ก็คือเรื่องงานสมรสของเจ้า" หยงอี๋เอ่ยเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม
"งานสมรส..?"
"ใช่ งานสมรส ปีนี้เจ้าอายุ 24 ปีแล้ว เจ้าสำนักหนิงเฟิ่ง เห็นพร้อมให้เจ้าสมควรออกเรือนได้แล้ว"
หยงอี๋พยายามอธิบายให้หญิงสาวฟัง อันที่จริงหลายปีที่ผ่านมา หญิงสาวสร้างเรื่องตลอด เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเองก็จนปัญญาชายหนุ่มไม่ได้ชอบพอหญิงสาวเลย อีกทั้งยังเกลียดนางอีกต่างหาก แต่ที่เขาต้องรับนางไว้และดูแลอย่างดีเป็นเพราะคำสัญญาของเจ้าสำนักคนก่อน นั้นก็คือบิดาของเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งคนปัจจุบัน ที่สัญญาว่าจะดูแลนางให้อย่างดีก่อนที่บิดา มารดา นางจะเสียไป พอบิดามารดานางเสียไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว นางจึงถูกพามาอยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัย และเมื่อ 2 ปีที่แล้วเจ้าสำนักคนก่อนก็พึ่งเสียไป จึงทำให้หนิงเฟิ่งต้องขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป และเป็นคนที่หญิงสาวชอบพอแต่ชายหนุ่มกลับไม่ หลายปีมานี้หญิงสาวสร้างเรื่อง ตามหึงหวงตลอดจนเจ้าสำนักหมดความอดทน ในที่สุดทางเดียวที่จะไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก นั้นก็คือนางตกแต่งกับผู้ชายสักคนและออกไปจากสำนักนี้ซะ
"เจ้ามิต้องห่วง เจ้าสำนักไม่มีทางปล่อยให้เจ้าแต่งกับคนไม่ดีเป็นแน่"
หยงอี๋เอ่ยขึ้นเสริมเมื่อเห็นท่าทางของนาง
"ข้าไม่แต่งได้หรือไม่เจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยอย่างกังวล พึ่งเข้ามาอยู่ในโลกนี้ก็จะถูกจับแต่งงานแล้วอย่างนั้นหรือ หยงอี๋ส่ายหน้าเป็นคำตอบให้หญิงสาว เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าหญิงสาวต้องปฏิเสธ เรื่องที่นางชมชอบเจ้าสำนักทำไมเขาจะไม่รู้ เป็นไปได้ยากที่จะทำให้นางเห็นด้วย
"เช่นนั้นข้าขอเวลาหน่อยได้หรือไม่ ข้าพึ่งหายจากอาการป่วย อีกอย่างขอให้ข้าได้เลือกคนที่ท่านหามาให้ดีๆ หน่อยนะเจ้าคะ"
หญิงสาวเอ่ยออกไปเสียงเรียบ หยงอี๋ที่ได้ยินไม่อยากที่จะเชื่อหูตนเอง เขาเองก็ไม่คิดว่านางจะเชื่อฟังมากขนาดนี้ นิสัยหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็น แต่นิสัยเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นจริง ทั้งคู่เอ่ยกันต่อเล็กน้อยก่อนที่หญิงสาวจะออกมาจากหอผดุงคุณธรรม หญิงสาวมีใบหน้าไม่ดีนักหลังผ่านประตูใหญ่ คำว่าแต่งงานยังก้องอยู่ในหู ทุกอย่างในโลกใบนี้ทำไมมันดูวุ่นวายไปหมด ขนาดคนที่นางพึ่งรู้จักหน้าและรู้จักชื่อยังมีแค่คนเดียว
"เฮ้อ~~~"
หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินกลับห้องพักตนเอง แต่จังหวะนั้นกลับมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาเสียก่อน ใบหน้าของเขาทำให้หญิงสาวที่ได้เห็นถึงกับตะลึงนิ่งค้าง ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วน สวมชุดสีขาวทั้งตัว ท่าทางการเดินดูสง่างาม ผมยาวดูสุขภาพดีครึ่งบนถูกมัดและปล่อยตัวสยายไปกับครึ่งล่าง คิ้วเข้มดกดำเรียงตัวสวย ดวงตาคมเข้มสีอิฐ จมูกโด่งเป็นสันเข้ารูป ปากหนาดูชุ่มชื่นสุขภาพดี ผิวขาวหน้าอกเต็มไปด้วยมัดกล้ามถึงแม้จะมีชุดปิดอยู่ก็ตาม เขาสง่างามเหมือนอย่างภาพวาดเดินได้อย่างไรอย่างนั้น
ชายหนุ่มเมื่อเห็นหญิงสาวก็ไม่ได้สนใจ เพียงทำหน้านิ่งอย่างที่เคยทำและเดินเลยนางเข้าไปด้านในทันที
"คารวะเจ้าสำนัก"
บ่าวรับใช้หน้าหอผดุงคุณธรรมเอ่ยขึ้นเมื่อเจ้าสำนักเดินไป และเปิดประตูให้ชายหนุ่ม
"นี่สินะเจ้าสำนัก หนิงเฟิ่ง ที่ใครก็กล่าวหาว่าข้าชอบเขา รูปร่างหน้าตาเขาเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่ร่างนี้จะชมชอบ ขนาดข้าเห็นเขาครั้งแรกยังต้องตกตะลึงเลย" หญิงสาวพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกไป
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







