เข้าสู่ระบบ3 วันผ่านไป
ปัง!
เสียงตำราตกกระทบพื้นเสียงดังก้องทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางห้องโถงถึงกับคุกเข่าสองข้างไปกับพื้นด้วยความตกใจ
"ไม่ได้"
หนิงเฟิ่งเอ่ยเสียงเข้มอย่างเด็ดขาด ฟางเหนียงที่คุกเข่าอยู่กลางห้องมีสีหน้าไม่สู้ดีนักที่ได้ยิน
"ท่านรองเจ้าสำนัก..."
ฟางเหนียงเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปหาตัวช่วยที่ยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมทำหน้าออดอ้อนใบหน้าของนางที่ดูอ่อนเยาว์ อีกทั้งการแต่งแต้มใบหน้าวันนี้ ที่แต่งแต้มดั่งเช่นอย่างการแต่งหน้าในยุคปัจจุบัน ดังคำที่ว่าแต่งเหมือนไม่ได้แต่ง ช่วยขับให้นางดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครได้พบก็ต้องทำให้ใจสั่นเมื่อได้เห็นบ้างล่ะ เพราะแต่ก่อนนางเองก็แต่งแต้มใบหน้าเหมือนไปแสดงละครลิง
"เฮ้อ~~ เจ้าสำนักเรื่องนี้ข้าเองก็เห็นด้วยกับนาง"
หยงอี๋เอ่ยช่วยหญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของนางเหมือนคนสิ้นหวัง หนิงเฟิ่งยังคงเรียบนิ่งเช่นเคยไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา จึงทำให้ฟางเหนียงใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หลังจากที่ประกาศเรื่องที่เจ้ามีความประสงค์จะแต่งงาน เกือบทุกจวนในเมืองไม่เว้นแม้แต่เมืองใกล้เคียงต่างส่งวันเดือนปีเกิดมา เพื่อหวังว่าจะได้แต่งงานด้วย"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีเหตุผลไม่ให้นางต้องคัดค้านอันใด ฟางเหนียงที่ได้ยินถึงกับไหล่ตก ทำหน้าเศร้าไปทันที
"เรื่องนั้นยังพอมีเวลานะขอรับเจ้าสำนัก อย่างไรก็พอมีเวลาอีก 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ให้นางได้ฝึกฝนตนเอง เช่นนั้นก็ไม่เสียหาย"
หยงอี๋เอ่ยช่วย ทำให้หญิงสาวตาประกายเต็มไปด้วยความหวัง
"อือๆ"
หญิงสาวส่งเสียงพยักหน้าตามคำพูดของหยงอี๋ แต่หนิงเฟิ่งตอนนี้กลับขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดแว็บหนึ่ง 'เดิมทีนางขี้เกียจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อะไรลำบากก็มิเอาเลย การฝึกทั้งลำบากทั้งเหน็ดเหนื่อย ไม่เกินวันเดียวนางคงล้มเลิกเป็นแน่' หนิงเฟิ่งเอ่ยกลับตนเองในใจ แต่ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม
"การฝึกมิใช่เรื่องล้อเล่น เช่นเจ้าคงทนมิได้สักเค่อด้วยซ้ำ"
ในที่สุดเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาในทันที หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจในเจตนาของเขาทันที 'หนอยแน่ ที่แท้ท่านก็ดูถูกข้านี่เอง บังอาจ! ไม่รู้จักฉายาข้าในโลกเก่าซะแล้ว' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจพร้อมหรี่ตามองเขาด้วยความหมั่นไส้
"เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็น หากข้าทนฝึกกับท่านรองเจ้าสำนักโดยที่ไม่ล้มเลิกภายใน 3 วัน หลังจากนั้นท่านต้องเป็นผู้ฝึกให้ข้า"
หญิงสาวเอ่ยเสียงดังอย่างมั่นใจ ใครให้เขามาดูถูกนางล่ะ เรื่องเช่นนี้ใครจะยอม
"เหลวไหล"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นในทันที
"ท่านเจ้าสำนัก~~~ ท่านกลัวข้าเช่นนั้นหรือ"
ฟางเหนียงเอ่ยอย่างท้าทาย หนิงเฟิ่งถึงกลับมีสีหน้าดำเมื่อถูกนางท้าทาย มิมีใครกล้าเอ่ยกับเขาเช่นนี้ ก่อนที่จะลุกและเดินออกไปจากห้องโถง แต่ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูออกไป ก็ต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้
"ฝึกรวมกับศิษย์คนอื่น ช่วงบ่ายฝึกกับหยงอี๋ มิต้องมีสาวรับใช้ข้างกายและต้องย้ายไปอยู่เรือนพักดั่งเช่นศิษย์คนอื่นๆ"
ปัง!
เสียงปิดประตูดังสนั่น หลังหนิงเฟิ่งเอ่ยจบก็เดินออกไปในทันที หญิงสาวหันมาหาหยงอี๋เพื่อต้องการยืนยันคำที่ได้ยิน หยงอี๋ยิ้มให้นางพร้อมพยักหน้าให้กับนาง
"ขอบคุณเจ้าสำนัก ขอบคุณรองเจ้าสำนักเจ้าค่ะ"
หญิงสาวทำท่าคารวะไปทางประตูที่หนิงเฟิ่งพึ่งเดินออกไปพร้อมตะโกนไล่หลังเขา และก็ไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณหยงอี๋ที่ช่วยนางพูดในวันนี้
.
หน้าตำหนักหลิวรุ่ย
หญิงสาวหน้าตางดงามออกไปทางคมและดูท่าทางของนางปราดเปรียวทะมัดทะแมง นั่นก็คือจ้าวเย่วนั่นเอง หญิงสาวกำลังกระวนกระวายใจ เดินไปมาเหมือนกำลังลุ้นอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อสิ่งที่นางรอมานานปรากฏขึ้น ก็รีบวิ่งไปหาทันที
"เป็นเช่นไรบ้าง"
นางเอ่ยถามผู้มาใหม่ในทันที คนที่นางรออยู่นั่นก็คือฟางเหนียงนั่นเอง ฟางเหนียงแกล้งทำสีหน้าเศร้าหมอง เดินคอตกมาแต่ไกล และทำน้ำตาคลอเหมือนคนจะร้องให้
"โถ่ว~~ ไม่เป็นอันใด เจ้าอย่าพึ่งเสียใจไป ไว้วันหลังเราค่อยคิดหาทางให้เจ้าสำนักเห็นด้วยก็ได้"
จ้าวเย่วเอ่ยอย่างปลอบใจพร้อมเดินมาควงแขนหญิงสาว แต่จังหวะนั้นฟางเหนียงกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เจ้าเสียใจจนสติเลอะเลือนไปแล้วหรือ"
"ก็ข้าอารมณ์ดีที่แกล้งเจ้าสำเร็จอย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ"
"เจ้านี่มัน...."
"โอ๋ๆ ไม่งอนน๊า~~ เจ้าสำนักตกลงให้ข้าพิสูจน์ตัวเองว่ามีศักยภาพพอที่จะศึกษาเป็นเวลา 3 วัน เจ้าต้องช่วยข้าน๊าา"
"ผู้ใดกัน..."
"ก็เจ้าอย่างไรล่ะ"
"สหายจอมโกหกเช่นเจ้าข้าไม่ช่วยหรอก ชิ!"
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นและเดินนำฟางเหนียงไปด้วยท่าทางโกรธ นางอุตส่าห์เป็นห่วงถึงขั้นปลอบใจไปแล้วด้วย แต่ดันโดนฟางเหนียงแกล้งเสียอย่างนั้น
"เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย"
ฟางเหนียงตะโกนตามหลังและรีบวิ่งตามจ้าวเย่วไป ทั้งคู่เดินจนมาถึงที่พักของฟางเหนียง สิ่งที่พวกนางทั้งคู่เห็นตรงหน้าถึงกับทำให้ขมวดคิ้ว
"ฟางเหนียง เรือนเจ้าถูกขโมยหรือ..."
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพร้อมดวงตาที่อึ้งค้าง ฟางเหนียงเองก็เช่นกัน แต่จู่ๆ จังหวะนั้นเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก็ดึงสติของคนทั้งคู่
"เจ้าสำนักฝากมาบอกเจ้าว่า หากคิดจะยอมแพ้ก็ให้ไปบอกท่านเจ้าสำนักได้ตอนนี้เลย อ้อ!นี่เหรียญเงินเดือนนี้ของเจ้า"
บ่าวรับใช้ชายที่คอยดูแลเรือนต่างๆ เอ่ยกับฟางเหนียง ก่อนที่จะเดินออกไปหลังเอ่ยสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายสำเร็จ ฟางเหนียงกำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือด 'หนอยเเน่ะ ไอ้คนขี้เก๊ก ข้ายังกลับไม่ถึงเรือนก็ขนของข้าหมดเสียแล้ว คอยดูเถอะแม่จะแกล้งให้เข็ดเลยคอยดู'
"ไปกันเถอะจ้าวเย่ว"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางดึงแขนของสหายตนเดินออกไป
.
2 วันถัดมา
หลังจากที่ฟางเหนียงย้ายเรือนนอนและเก็บข้าวของเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มเรียนแล้ว วันนี้ก็เป็นวันที่นางเริ่มเรียนวันแรก 2วันที่ผ่านมานางเองก็ไม่อยู่เฉย หญิงสาวได้รับตำราที่จ้าวเย่วเคยจดบันทึกไว้สำหรับการเรียนมา ก็ทำการศึกษาและอ่านด้วยตนเองเบื้องต้นแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองดูโง่เขลาจนเกินไป ถึงมีบางจุดที่นางไม่เข้าใจแต่การเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า นับว่าเพิ่มโอกาสให้ตนเอง ครั้งอยู่โลกใบก่อนหญิงสาวเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เชียวนะ เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้จะให้ใครมาดูถูกนางไม่ได้ ในห้องเรียนขนาดใหญ่ โต๊ะไม้ไม่ต่ำกว่า 20 ถูกจัดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบโดยบ่าวรับใช้ ตำราต่างๆ รวมถึงพู่กันก็ถูกจัดแจงเป็นชุดไว้บนโต๊ะอย่างครบครัน
"เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ ข้าเองก็ต้องไปเรียนแล้วเช่นกัน หวังว่าเจ้าจะรีบไล่ตามข้ามาให้ทันนะ"
จ้าวเย่วเดินมาส่งหญิงสาวที่หน้าห้องโถงใหญ่ ตำหนักแห่งนี้ใหญ่สุดในบรรดาห้องเรียน เพราะไว้สำหรับศิษย์ที่เริ่มเรียนชั้นต้นเท่านั้น การเรียนที่นี่แบ่งเป็นห้องเรียนชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ทุกคนจะเริ่มเรียนชั้นต้นก่อน เมื่อมีความสามารถมากพอก็จะได้รับการทดสอบและเลื่อนชั้น จนสุดท้ายเมื่อผ่านชั้นสูงถึงมีคุณสมบัติในการสอบจบการศึกษาได้ เพราะเหตุนี้เองในชั้นเรียนแต่ละระดับจะมีคนหลากหลายอายุ เพราะนับกันที่ความสามารถไม่ใช่อายุ กล่าวคือ หากใครขยันฝึกซ้อม ขยันเล่าเรียนจนมีความสามารถก็สามารถเลื่อนชั้นและจบได้เร็ว หากใครเกียจคร้านก็ไม่สามารถผ่านไปได้เช่นกัน
"ขอบใจเจ้า ข้าจะรีบตั้งใจและตามเจ้าไปให้ได้"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามั่นใจก่อนจะเดินเข้าห้องไปเรียนไป หญิงสาวเลือกที่นั่งไม่หน้าสุดเพื่อไม่ให้ตนเองเป็นจุดเด่นจนเกินไป และไม่นั่งหลังสุดจนฟังไม่ได้ยิน นางเลือกทำตัวให้กลมกลืนที่สุด เพราะรู้ดีว่าชื่อเสียงของนางแต่ก่อนนั้นไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่ อาจเป็นขี้ปากของศิษย์คนอื่นๆ ได้ ไม่นานชายอายุราวๆ 50 กว่าปีก็เดินเข้ามา ใบหน้าดูอบอุ่นแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวดและมีระเบียบ เขาเดินไปนั่งหน้าสุดในโต๊ะตำแหน่งของอาจารย์ เขามีนามว่าหยางมู่ชิน หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเรียกเขาว่าอาจารย์มู่ เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ที่เห็นอาจารย์เดินเข้ามาก็รีบพากันนั่งในตำแหน่งของตนเอง
"คารวะอาจารย์มู่"
ศิษย์ทุกคนลุกขึ้นพร้อมเอ่ยและทำท่าคารวะพร้อมกัน และนั่งลงอย่างเรียบร้อย
"วันนี้จะมีการทดสอบ พวกเจ้าก็ทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาเชียวนะ ขนาดเฉินตงยังแต่งกายเรียบร้อย"
อาจารย์มู่เอ่ยแซวเฉินตงที่ไม่ค่อยเข้าเรียน อีกทั้งยังชอบแต่งกายไม่เรียบร้อย ทำให้ศิษย์คนอื่นๆ หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน เฉินตงจึงเกาที่ท้ายทอยแก้อาการเขิน
"การทดสอบวันนี้ ข้าจะตั้งคำถามหากผู้ใดตอบได้ให้ยกมือขึ้นตอบ และหากตอบถูกจะนับเป็น 1 แต้ม ผู้ที่ได้แต้มมากที่สุดจะให้เลื่อนขั้นเป็นชั้นเรียนระดับกลาง"
อาจารย์มู่เอ่ยพลางหันมาทางฟางเหนียง หญิงสาวจึงจ้องกลับไปอย่างมิเกรงกลัว 'ดูจากสายตาอาจารย์มู่ที่มองข้าแล้ว เกรงว่าข้ากับเขาคงต้องเคยมีเรื่องกันเป็นแน่' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ
"แม่นางฟางเหนียง วันนี้เจ้าพึ่งเข้าเรียนวันแรกเกรงว่าเจ้าคงทดสอบไม่ได้เป็นแน่ เจ้าจะออกไปก็ได้"
อาจารย์มู่เอ่ยกับฟางเหนียงเสียงดัง หญิงสาวที่พยายามทำตัวกลมกลืนก็กลายเป็นจุดสนใจในทันที 'ให้ตายสิ ข้าอุตส่าห์นั่งเงียบๆ ไม่เป็นจุดสนใจแล้วแท้ๆ เอ่ยกับข้าเช่นนี้คงเป็นเรื่องจริงสินะที่ร่างนี้เคยมีเรื่องกับเขาเป็นแน่' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ
"เมื่อมาแล้ว ลองดูก็ไม่เสียหาย หากข้าไม่ได้แม้สักแต้ม สุดท้ายก็เรียนระดับชั้นต้นเช่นเคย"
หญิงสาวเอ่ยออกไปเสียงดังอย่างไม่ยอมออกไป
"หึ! เช่นเจ้ารู้จักคำว่าพลังวิญญาณหรือเปล่าก็ไม่รู้"
ศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างดูถูกฟางเหนียง ใครๆ ก็รู้ว่าหญิงสาวไม่มีพลังวิญญาณ แล้วยังจะมาร่ำเรียนอีก เพราะเรื่องที่นางมีพลังวิญญาณระดับสูงยังไม่มีผู้ใดรู้และยังถูกปิดเป็นความลับ เพราะไม่นานมานี้เรื่องที่นางจะแต่งงานพึ่งถูกประกาศออกไป หากมีคนรู้ว่านางมีพลังของสัตว์วิญญาณระดับสูงที่น้อยคนนักบนแผ่นดินจะมี เกรงว่าผู้คนคงแห่มาทั่วสารทิศเพื่อขอแต่งงานกับนางเป็นแน่
"เอาล่ะ เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู"
อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง เขาเป็นคนที่มีเหตุผลพอและชอบคนที่มีความสามารถและขยัน หากนางทำให้เขาเห็นและชื่นชมได้เขาก็ไม่คิดเรื่องในอดีตอีก
"เอาละเริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามง่ายๆ พลังวิญญาณแบ่งออกเป็นกี่ระดับ"
อาจารย์มู่เอ่ยถามเสียงดัง
"พลังวิญญาณแบ่งได้กี่ขั้น"
เสียงอาจารย์ประกาศคำถามในข้อแรก ฟางเหนียงได้ยินถึงกับทำหน้าเหวอ 'ห๊ะ! ถามตรงๆ ง่ายๆ เช่นนี้เลยเหรอ ไม่มีการคิดวิเคราะห์เลยหรืออย่างไร คำถามแบบนี้ไม่คู่ควรให้ข้าตอบ และที่สำคัญข้าจำไม่ได้' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ และแน่นอนคำถามแบบนี้ศิษย์หลายคนก็ยกมือแย่งกันตอบ
"พลังวิญญาณแบ่งออกเป็น 4 ระดับ นั่นคือระดับต่ำ เป็นพลังวิญญาณที่ไม่สามารถปลุกสัตว์วิญญาณได้ หรือหากปลุกได้ก็เป็นสัตว์ที่ไม่มีพลัง จำพวก นกพิราบ ระดับกลางเป็นพลังวิญญาณที่หาเจอได้ทั่วไปกว่าร้อยละ 60 ส่วนสัตว์วิญญาณจำพวกสัตว์ที่ช่วยให้การรักษาและป้องกันตัวเองได้ ระดับสูงเป็นระดับที่หายากแต่ก็มีให้พบเห็น สัตว์วิญญาณจำพวกที่สามารถรักษา ป้องกัน และแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และระดับสุดท้ายคือระดับสูงสุด ว่ากันว่ามีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ที่จะมีพลังวิญญาณเช่นนี้ ส่วนความสามารถข้าเองก็บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ รู้เพียงว่าแข็งแกร่งจนสามารถฆ่าคนนับแสนได้ในพริบตาเดียว"
แป๊ะๆๆ!!
เสียงปรบมือดังกึกก้องห้องโถง เมื่อมีศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยตอบคำถามของอาจารย์มู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน
"สมกับเป็นอาจารย์ห่าวหลานจริงๆ ถาม 1 ตอบ 10"
เสียงศิษย์หลายคนเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมเขา และตั้งฉายาให้เขาว่าเป็นอาจารย์ห่าวหลาน ที่จริงชายหนุ่มชื่อห่าวหลานเป็นศิษย์ที่นับว่าเป็นที่ 1 ในสำนักเลยก็ได้ เขาพึ่งเข้ามาศึกษาได้ไม่กี่เดือน แต่ความสามารถและความรู้ของเขา ทุกคนจึงพากันพนันว่าเขาจะต้องเป็นศิษย์ที่สำเร็จการศึกษาได้เร็วที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมาเป็นแน่ หลังจากคำถามแรกตอบออกไป ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันแย่งกันตอบ แต่ก็นับว่ายังมีแต้มน้อยกว่าห่าวหลานอยู่ดี
"เอาล่ะ ต่อไปคำถามสุดท้ายพวกเจ้าฟังให้ดี การใช้พลังวิญญาณในการเข่นฆ่าผู้อื่น นับว่าเป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณหรือไม่"
"ไม่เป็นขอรับ ผู้ที่เป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณจะต้องรู้จักผิดชอบ การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หรือใช้พลังวิญญาณในทางที่ผิด เข่นฆ่าผู้อื่นไม่ว่าจะรูปแบบใด ก็ไม่นับว่าเป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณ"
เป็นห่าวหลานที่เอ่ยตอบอีกครั้ง
"คำตอบของเขาไม่ถูกต้อง"
เสียงหวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงนั้นคือเสียงของฟางเหนียง หลังจากที่นางนั่งเงียบมานาน และฟังคำถามข้อสุดท้ายของอาจารย์มู่ ทำให้นางนึกถึงในสมุดบันทึกที่จ้าวเย่วให้นาง เมื่อคืนนางอ่านมันจนเข้าใจไม่ผิดแน่ ทำให้ทุกสายตาหันมาทางหญิงสาวเป็นตาเดียวและมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
"นี่นางถึงขนาดคัดค้านคำตอบของห่าวหลานเชียวหรือ"
"นั่นสิคนเช่นนางรู้จักด้วยหรืออะไรคือสัตว์วิญญาณ พลังวิญญาณ"
"ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"
เสียงของศิษย์คนอื่นๆ พูดขึ้นอย่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสออกชาติ บางคนก็หัวเราะให้กับคำพูดของนาง ฟางเหนียงกำมือแน่นอย่างอดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ตัวเองระเบิดอารมณ์โมโหออกมา
สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล
ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ
ภายในรถม้าบรรยากาศภายในรถม้าถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบหลังรถม้าออกเคลื่อนตัวจนเวลาผ่านไปเกือบ 1เค่อแล้ว ไม่มีใครเอ่ยปากก่อนได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงของล้อรถม้าที่กระทบกับหินครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตางามเหลือบไปทางคนตัวโตที่แสดงหน้าเย็นชาเช่นเดิมอย่างเป็นประจำ ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างรวบรวมความกล้า
"ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง"เสร็จแล้วๆ""เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว"ไปกันเถอะ"วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉล
ช้าวันถัดมาณ เรือนหลิวรุ่ย บรรยากาศในช่วงสายของวันแม้แสงอาทิตย์จะโพล่พ้นหน้าผาด้านหลังตำหนักแล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบยังสดชื่นอย่างเช่นเช้าตรู่ ที่โต๊ะม้านั่งหน้าตำหนัก หนิงเฟิ่งกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเคร่งครึมเช่นเคย มือเรียบจับที่แก้วชาใช้นิ้วชี้เคาะที่ปากถ้วยช้าเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ออก
"ท่านเจ้าสำนัก~~~ว๊าย!โอ๊ย~~~"ฟางเหนียงที่วิ่งตามหลังเพราะกลัวจะไม่ทัน ต้องชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างแรงเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดกะทันหันตุ๊บ!เสียงร่างของหญิงสาวล้มไปกองที่พื้นอย่างแรง เมื่อร่างหนาหลบและไม่มีท่าทีว่าจะคว้าหญิงสาวเพื่อช่วยนางเลยแม้แต่น้อย หนิงเฟิ่งเอามือไขว้หลังและเหม่อมองไปทางอื







