เข้าสู่ระบบ3 วันผ่านไป
ปัง!
เสียงตำราตกกระทบพื้นเสียงดังก้องทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางห้องโถงถึงกับคุกเข่าสองข้างไปกับพื้นด้วยความตกใจ
"ไม่ได้"
หนิงเฟิ่งเอ่ยเสียงเข้มอย่างเด็ดขาด ฟางเหนียงที่คุกเข่าอยู่กลางห้องมีสีหน้าไม่สู้ดีนักที่ได้ยิน
"ท่านรองเจ้าสำนัก..."
ฟางเหนียงเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปหาตัวช่วยที่ยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมทำหน้าออดอ้อนใบหน้าของนางที่ดูอ่อนเยาว์ อีกทั้งการแต่งแต้มใบหน้าวันนี้ ที่แต่งแต้มดั่งเช่นอย่างการแต่งหน้าในยุคปัจจุบัน ดังคำที่ว่าแต่งเหมือนไม่ได้แต่ง ช่วยขับให้นางดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครได้พบก็ต้องทำให้ใจสั่นเมื่อได้เห็นบ้างล่ะ เพราะแต่ก่อนนางเองก็แต่งแต้มใบหน้าเหมือนไปแสดงละครลิง
"เฮ้อ~~ เจ้าสำนักเรื่องนี้ข้าเองก็เห็นด้วยกับนาง"
หยงอี๋เอ่ยช่วยหญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของนางเหมือนคนสิ้นหวัง หนิงเฟิ่งยังคงเรียบนิ่งเช่นเคยไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา จึงทำให้ฟางเหนียงใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หลังจากที่ประกาศเรื่องที่เจ้ามีความประสงค์จะแต่งงาน เกือบทุกจวนในเมืองไม่เว้นแม้แต่เมืองใกล้เคียงต่างส่งวันเดือนปีเกิดมา เพื่อหวังว่าจะได้แต่งงานด้วย"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีเหตุผลไม่ให้นางต้องคัดค้านอันใด ฟางเหนียงที่ได้ยินถึงกับไหล่ตก ทำหน้าเศร้าไปทันที
"เรื่องนั้นยังพอมีเวลานะขอรับเจ้าสำนัก อย่างไรก็พอมีเวลาอีก 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ให้นางได้ฝึกฝนตนเอง เช่นนั้นก็ไม่เสียหาย"
หยงอี๋เอ่ยช่วย ทำให้หญิงสาวตาประกายเต็มไปด้วยความหวัง
"อือๆ"
หญิงสาวส่งเสียงพยักหน้าตามคำพูดของหยงอี๋ แต่หนิงเฟิ่งตอนนี้กลับขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดแว็บหนึ่ง 'เดิมทีนางขี้เกียจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อะไรลำบากก็มิเอาเลย การฝึกทั้งลำบากทั้งเหน็ดเหนื่อย ไม่เกินวันเดียวนางคงล้มเลิกเป็นแน่' หนิงเฟิ่งเอ่ยกลับตนเองในใจ แต่ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม
"การฝึกมิใช่เรื่องล้อเล่น เช่นเจ้าคงทนมิได้สักเค่อด้วยซ้ำ"
ในที่สุดเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาในทันที หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจในเจตนาของเขาทันที 'หนอยแน่ ที่แท้ท่านก็ดูถูกข้านี่เอง บังอาจ! ไม่รู้จักฉายาข้าในโลกเก่าซะแล้ว' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจพร้อมหรี่ตามองเขาด้วยความหมั่นไส้
"เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็น หากข้าทนฝึกกับท่านรองเจ้าสำนักโดยที่ไม่ล้มเลิกภายใน 3 วัน หลังจากนั้นท่านต้องเป็นผู้ฝึกให้ข้า"
หญิงสาวเอ่ยเสียงดังอย่างมั่นใจ ใครให้เขามาดูถูกนางล่ะ เรื่องเช่นนี้ใครจะยอม
"เหลวไหล"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นในทันที
"ท่านเจ้าสำนัก~~~ ท่านกลัวข้าเช่นนั้นหรือ"
ฟางเหนียงเอ่ยอย่างท้าทาย หนิงเฟิ่งถึงกลับมีสีหน้าดำเมื่อถูกนางท้าทาย มิมีใครกล้าเอ่ยกับเขาเช่นนี้ ก่อนที่จะลุกและเดินออกไปจากห้องโถง แต่ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูออกไป ก็ต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้
"ฝึกรวมกับศิษย์คนอื่น ช่วงบ่ายฝึกกับหยงอี๋ มิต้องมีสาวรับใช้ข้างกายและต้องย้ายไปอยู่เรือนพักดั่งเช่นศิษย์คนอื่นๆ"
ปัง!
เสียงปิดประตูดังสนั่น หลังหนิงเฟิ่งเอ่ยจบก็เดินออกไปในทันที หญิงสาวหันมาหาหยงอี๋เพื่อต้องการยืนยันคำที่ได้ยิน หยงอี๋ยิ้มให้นางพร้อมพยักหน้าให้กับนาง
"ขอบคุณเจ้าสำนัก ขอบคุณรองเจ้าสำนักเจ้าค่ะ"
หญิงสาวทำท่าคารวะไปทางประตูที่หนิงเฟิ่งพึ่งเดินออกไปพร้อมตะโกนไล่หลังเขา และก็ไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณหยงอี๋ที่ช่วยนางพูดในวันนี้
.
หน้าตำหนักหลิวรุ่ย
หญิงสาวหน้าตางดงามออกไปทางคมและดูท่าทางของนางปราดเปรียวทะมัดทะแมง นั่นก็คือจ้าวเย่วนั่นเอง หญิงสาวกำลังกระวนกระวายใจ เดินไปมาเหมือนกำลังลุ้นอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อสิ่งที่นางรอมานานปรากฏขึ้น ก็รีบวิ่งไปหาทันที
"เป็นเช่นไรบ้าง"
นางเอ่ยถามผู้มาใหม่ในทันที คนที่นางรออยู่นั่นก็คือฟางเหนียงนั่นเอง ฟางเหนียงแกล้งทำสีหน้าเศร้าหมอง เดินคอตกมาแต่ไกล และทำน้ำตาคลอเหมือนคนจะร้องให้
"โถ่ว~~ ไม่เป็นอันใด เจ้าอย่าพึ่งเสียใจไป ไว้วันหลังเราค่อยคิดหาทางให้เจ้าสำนักเห็นด้วยก็ได้"
จ้าวเย่วเอ่ยอย่างปลอบใจพร้อมเดินมาควงแขนหญิงสาว แต่จังหวะนั้นฟางเหนียงกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เจ้าเสียใจจนสติเลอะเลือนไปแล้วหรือ"
"ก็ข้าอารมณ์ดีที่แกล้งเจ้าสำเร็จอย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ"
"เจ้านี่มัน...."
"โอ๋ๆ ไม่งอนน๊า~~ เจ้าสำนักตกลงให้ข้าพิสูจน์ตัวเองว่ามีศักยภาพพอที่จะศึกษาเป็นเวลา 3 วัน เจ้าต้องช่วยข้าน๊าา"
"ผู้ใดกัน..."
"ก็เจ้าอย่างไรล่ะ"
"สหายจอมโกหกเช่นเจ้าข้าไม่ช่วยหรอก ชิ!"
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นและเดินนำฟางเหนียงไปด้วยท่าทางโกรธ นางอุตส่าห์เป็นห่วงถึงขั้นปลอบใจไปแล้วด้วย แต่ดันโดนฟางเหนียงแกล้งเสียอย่างนั้น
"เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย"
ฟางเหนียงตะโกนตามหลังและรีบวิ่งตามจ้าวเย่วไป ทั้งคู่เดินจนมาถึงที่พักของฟางเหนียง สิ่งที่พวกนางทั้งคู่เห็นตรงหน้าถึงกับทำให้ขมวดคิ้ว
"ฟางเหนียง เรือนเจ้าถูกขโมยหรือ..."
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพร้อมดวงตาที่อึ้งค้าง ฟางเหนียงเองก็เช่นกัน แต่จู่ๆ จังหวะนั้นเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก็ดึงสติของคนทั้งคู่
"เจ้าสำนักฝากมาบอกเจ้าว่า หากคิดจะยอมแพ้ก็ให้ไปบอกท่านเจ้าสำนักได้ตอนนี้เลย อ้อ!นี่เหรียญเงินเดือนนี้ของเจ้า"
บ่าวรับใช้ชายที่คอยดูแลเรือนต่างๆ เอ่ยกับฟางเหนียง ก่อนที่จะเดินออกไปหลังเอ่ยสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายสำเร็จ ฟางเหนียงกำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือด 'หนอยเเน่ะ ไอ้คนขี้เก๊ก ข้ายังกลับไม่ถึงเรือนก็ขนของข้าหมดเสียแล้ว คอยดูเถอะแม่จะแกล้งให้เข็ดเลยคอยดู'
"ไปกันเถอะจ้าวเย่ว"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางดึงแขนของสหายตนเดินออกไป
.
2 วันถัดมา
หลังจากที่ฟางเหนียงย้ายเรือนนอนและเก็บข้าวของเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มเรียนแล้ว วันนี้ก็เป็นวันที่นางเริ่มเรียนวันแรก 2วันที่ผ่านมานางเองก็ไม่อยู่เฉย หญิงสาวได้รับตำราที่จ้าวเย่วเคยจดบันทึกไว้สำหรับการเรียนมา ก็ทำการศึกษาและอ่านด้วยตนเองเบื้องต้นแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองดูโง่เขลาจนเกินไป ถึงมีบางจุดที่นางไม่เข้าใจแต่การเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า นับว่าเพิ่มโอกาสให้ตนเอง ครั้งอยู่โลกใบก่อนหญิงสาวเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เชียวนะ เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้จะให้ใครมาดูถูกนางไม่ได้ ในห้องเรียนขนาดใหญ่ โต๊ะไม้ไม่ต่ำกว่า 20 ถูกจัดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบโดยบ่าวรับใช้ ตำราต่างๆ รวมถึงพู่กันก็ถูกจัดแจงเป็นชุดไว้บนโต๊ะอย่างครบครัน
"เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ ข้าเองก็ต้องไปเรียนแล้วเช่นกัน หวังว่าเจ้าจะรีบไล่ตามข้ามาให้ทันนะ"
จ้าวเย่วเดินมาส่งหญิงสาวที่หน้าห้องโถงใหญ่ ตำหนักแห่งนี้ใหญ่สุดในบรรดาห้องเรียน เพราะไว้สำหรับศิษย์ที่เริ่มเรียนชั้นต้นเท่านั้น การเรียนที่นี่แบ่งเป็นห้องเรียนชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ทุกคนจะเริ่มเรียนชั้นต้นก่อน เมื่อมีความสามารถมากพอก็จะได้รับการทดสอบและเลื่อนชั้น จนสุดท้ายเมื่อผ่านชั้นสูงถึงมีคุณสมบัติในการสอบจบการศึกษาได้ เพราะเหตุนี้เองในชั้นเรียนแต่ละระดับจะมีคนหลากหลายอายุ เพราะนับกันที่ความสามารถไม่ใช่อายุ กล่าวคือ หากใครขยันฝึกซ้อม ขยันเล่าเรียนจนมีความสามารถก็สามารถเลื่อนชั้นและจบได้เร็ว หากใครเกียจคร้านก็ไม่สามารถผ่านไปได้เช่นกัน
"ขอบใจเจ้า ข้าจะรีบตั้งใจและตามเจ้าไปให้ได้"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามั่นใจก่อนจะเดินเข้าห้องไปเรียนไป หญิงสาวเลือกที่นั่งไม่หน้าสุดเพื่อไม่ให้ตนเองเป็นจุดเด่นจนเกินไป และไม่นั่งหลังสุดจนฟังไม่ได้ยิน นางเลือกทำตัวให้กลมกลืนที่สุด เพราะรู้ดีว่าชื่อเสียงของนางแต่ก่อนนั้นไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่ อาจเป็นขี้ปากของศิษย์คนอื่นๆ ได้ ไม่นานชายอายุราวๆ 50 กว่าปีก็เดินเข้ามา ใบหน้าดูอบอุ่นแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวดและมีระเบียบ เขาเดินไปนั่งหน้าสุดในโต๊ะตำแหน่งของอาจารย์ เขามีนามว่าหยางมู่ชิน หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเรียกเขาว่าอาจารย์มู่ เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ที่เห็นอาจารย์เดินเข้ามาก็รีบพากันนั่งในตำแหน่งของตนเอง
"คารวะอาจารย์มู่"
ศิษย์ทุกคนลุกขึ้นพร้อมเอ่ยและทำท่าคารวะพร้อมกัน และนั่งลงอย่างเรียบร้อย
"วันนี้จะมีการทดสอบ พวกเจ้าก็ทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาเชียวนะ ขนาดเฉินตงยังแต่งกายเรียบร้อย"
อาจารย์มู่เอ่ยแซวเฉินตงที่ไม่ค่อยเข้าเรียน อีกทั้งยังชอบแต่งกายไม่เรียบร้อย ทำให้ศิษย์คนอื่นๆ หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน เฉินตงจึงเกาที่ท้ายทอยแก้อาการเขิน
"การทดสอบวันนี้ ข้าจะตั้งคำถามหากผู้ใดตอบได้ให้ยกมือขึ้นตอบ และหากตอบถูกจะนับเป็น 1 แต้ม ผู้ที่ได้แต้มมากที่สุดจะให้เลื่อนขั้นเป็นชั้นเรียนระดับกลาง"
อาจารย์มู่เอ่ยพลางหันมาทางฟางเหนียง หญิงสาวจึงจ้องกลับไปอย่างมิเกรงกลัว 'ดูจากสายตาอาจารย์มู่ที่มองข้าแล้ว เกรงว่าข้ากับเขาคงต้องเคยมีเรื่องกันเป็นแน่' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ
"แม่นางฟางเหนียง วันนี้เจ้าพึ่งเข้าเรียนวันแรกเกรงว่าเจ้าคงทดสอบไม่ได้เป็นแน่ เจ้าจะออกไปก็ได้"
อาจารย์มู่เอ่ยกับฟางเหนียงเสียงดัง หญิงสาวที่พยายามทำตัวกลมกลืนก็กลายเป็นจุดสนใจในทันที 'ให้ตายสิ ข้าอุตส่าห์นั่งเงียบๆ ไม่เป็นจุดสนใจแล้วแท้ๆ เอ่ยกับข้าเช่นนี้คงเป็นเรื่องจริงสินะที่ร่างนี้เคยมีเรื่องกับเขาเป็นแน่' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ
"เมื่อมาแล้ว ลองดูก็ไม่เสียหาย หากข้าไม่ได้แม้สักแต้ม สุดท้ายก็เรียนระดับชั้นต้นเช่นเคย"
หญิงสาวเอ่ยออกไปเสียงดังอย่างไม่ยอมออกไป
"หึ! เช่นเจ้ารู้จักคำว่าพลังวิญญาณหรือเปล่าก็ไม่รู้"
ศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างดูถูกฟางเหนียง ใครๆ ก็รู้ว่าหญิงสาวไม่มีพลังวิญญาณ แล้วยังจะมาร่ำเรียนอีก เพราะเรื่องที่นางมีพลังวิญญาณระดับสูงยังไม่มีผู้ใดรู้และยังถูกปิดเป็นความลับ เพราะไม่นานมานี้เรื่องที่นางจะแต่งงานพึ่งถูกประกาศออกไป หากมีคนรู้ว่านางมีพลังของสัตว์วิญญาณระดับสูงที่น้อยคนนักบนแผ่นดินจะมี เกรงว่าผู้คนคงแห่มาทั่วสารทิศเพื่อขอแต่งงานกับนางเป็นแน่
"เอาล่ะ เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู"
อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง เขาเป็นคนที่มีเหตุผลพอและชอบคนที่มีความสามารถและขยัน หากนางทำให้เขาเห็นและชื่นชมได้เขาก็ไม่คิดเรื่องในอดีตอีก
"เอาละเริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามง่ายๆ พลังวิญญาณแบ่งออกเป็นกี่ระดับ"
อาจารย์มู่เอ่ยถามเสียงดัง
"พลังวิญญาณแบ่งได้กี่ขั้น"
เสียงอาจารย์ประกาศคำถามในข้อแรก ฟางเหนียงได้ยินถึงกับทำหน้าเหวอ 'ห๊ะ! ถามตรงๆ ง่ายๆ เช่นนี้เลยเหรอ ไม่มีการคิดวิเคราะห์เลยหรืออย่างไร คำถามแบบนี้ไม่คู่ควรให้ข้าตอบ และที่สำคัญข้าจำไม่ได้' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ และแน่นอนคำถามแบบนี้ศิษย์หลายคนก็ยกมือแย่งกันตอบ
"พลังวิญญาณแบ่งออกเป็น 4 ระดับ นั่นคือระดับต่ำ เป็นพลังวิญญาณที่ไม่สามารถปลุกสัตว์วิญญาณได้ หรือหากปลุกได้ก็เป็นสัตว์ที่ไม่มีพลัง จำพวก นกพิราบ ระดับกลางเป็นพลังวิญญาณที่หาเจอได้ทั่วไปกว่าร้อยละ 60 ส่วนสัตว์วิญญาณจำพวกสัตว์ที่ช่วยให้การรักษาและป้องกันตัวเองได้ ระดับสูงเป็นระดับที่หายากแต่ก็มีให้พบเห็น สัตว์วิญญาณจำพวกที่สามารถรักษา ป้องกัน และแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และระดับสุดท้ายคือระดับสูงสุด ว่ากันว่ามีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ที่จะมีพลังวิญญาณเช่นนี้ ส่วนความสามารถข้าเองก็บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ รู้เพียงว่าแข็งแกร่งจนสามารถฆ่าคนนับแสนได้ในพริบตาเดียว"
แป๊ะๆๆ!!
เสียงปรบมือดังกึกก้องห้องโถง เมื่อมีศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยตอบคำถามของอาจารย์มู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน
"สมกับเป็นอาจารย์ห่าวหลานจริงๆ ถาม 1 ตอบ 10"
เสียงศิษย์หลายคนเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมเขา และตั้งฉายาให้เขาว่าเป็นอาจารย์ห่าวหลาน ที่จริงชายหนุ่มชื่อห่าวหลานเป็นศิษย์ที่นับว่าเป็นที่ 1 ในสำนักเลยก็ได้ เขาพึ่งเข้ามาศึกษาได้ไม่กี่เดือน แต่ความสามารถและความรู้ของเขา ทุกคนจึงพากันพนันว่าเขาจะต้องเป็นศิษย์ที่สำเร็จการศึกษาได้เร็วที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมาเป็นแน่ หลังจากคำถามแรกตอบออกไป ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันแย่งกันตอบ แต่ก็นับว่ายังมีแต้มน้อยกว่าห่าวหลานอยู่ดี
"เอาล่ะ ต่อไปคำถามสุดท้ายพวกเจ้าฟังให้ดี การใช้พลังวิญญาณในการเข่นฆ่าผู้อื่น นับว่าเป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณหรือไม่"
"ไม่เป็นขอรับ ผู้ที่เป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณจะต้องรู้จักผิดชอบ การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หรือใช้พลังวิญญาณในทางที่ผิด เข่นฆ่าผู้อื่นไม่ว่าจะรูปแบบใด ก็ไม่นับว่าเป็นผู้ครอบครองพลังวิญญาณ"
เป็นห่าวหลานที่เอ่ยตอบอีกครั้ง
"คำตอบของเขาไม่ถูกต้อง"
เสียงหวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงนั้นคือเสียงของฟางเหนียง หลังจากที่นางนั่งเงียบมานาน และฟังคำถามข้อสุดท้ายของอาจารย์มู่ ทำให้นางนึกถึงในสมุดบันทึกที่จ้าวเย่วให้นาง เมื่อคืนนางอ่านมันจนเข้าใจไม่ผิดแน่ ทำให้ทุกสายตาหันมาทางหญิงสาวเป็นตาเดียวและมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
"นี่นางถึงขนาดคัดค้านคำตอบของห่าวหลานเชียวหรือ"
"นั่นสิคนเช่นนางรู้จักด้วยหรืออะไรคือสัตว์วิญญาณ พลังวิญญาณ"
"ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"
เสียงของศิษย์คนอื่นๆ พูดขึ้นอย่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสออกชาติ บางคนก็หัวเราะให้กับคำพูดของนาง ฟางเหนียงกำมือแน่นอย่างอดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ตัวเองระเบิดอารมณ์โมโหออกมา
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







