ログイン“เจ้าไม่ยอมรับว่าข้าเป็นพ่อของเจ้าก็ไม่เป็นอะไร” อสูรกายชาตเวทพูดด้วยความน้อยใจ เสียใจที่พระธิดาศกุนตลาไม่ยอมรับว่าตนคือพ่อของเธอ
“พ่อจะไปส่งเจ้าที่สกุณานครเอง” อสูรกายชาตเวทกล่าวขึ้นแล้วกล่าวต่อว่า
“ถ้าเจ้าอยากรู้ความจริง เจ้าจงเข้าไปหาความจริงที่หอชฎายุ แล้วเจ้าจะค้นพบความจริงว่าใครกันแน่คืออสูรกายตัวจริง” อสูรกายชาตเวทกล่าวเพียงเท่านี้ ก่อนจะโอบอุ้มร่างเล็กของหญิงสาวโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อไปส่งพระธิดาศกุนตลากลับสกุณานครอย่างปลอดภัย
“พ่อมาส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้ เจ้าจงเดินตรงไปอีกนิดเดียว เจ้าก็ถึงสกุณานคร” อสูรกายชาตเวทกล่าวบอกพระธิดาศกุนตลาเพียงเท่านี้ ก่อนโบยบินขึ้นไปบนท้องนภาจนลับขอบฟ้า
“หอชฎายุ” พระธิดาศกุนตลากล่าวขึ้นเบาๆ ก่อนมุ่งหน้าไปยังสกุณานคร เพราะเป้าหมายของพระธิดาศกุนตลา คือ หอชฎายุ ที่อยู่ใจกลางเมืองของสกุณานครและเป็นพื้นที่เขตหวงห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองสกุณา ใครกล้าฝ่าฝืน ขัดคำสั่งของเจ้าเมืองมีโทษประหารชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น ที่สำคัญ…ไม่มีใครอยากจะเข้าไปข้างในหอชฎายุเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษประหารชีวิต แต่พื้นที่โดยรอบของหอชฎายุช่างวังเวง น่ากลัวเหลือเกิน
เมื่อพระธิดาศกุนตลาเดินทางมาถึงสกุณานคร หญิงสาวก็มุ่งหน้าไปหอชฎายุที่อยู่ใจกลางเมืองสกุณานครทันที ก่อนที่พระธิดาศกุนตลาจะเดินเข้าเมืองสกุณานครนั้น มีสายลมเย็นๆ พัดผ่านจนรู้สึกขนลุกและเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงดูดให้พระธิดาศกุนตลาเข้ามาภายในหอชฎายุ
ก้าวแรกของพระธิดาศกุนตลาเดินเข้ามาภายในเขตหอชฎายุ ยิ่งทำให้รู้สึกขนลุกและวังเวงเป็นอย่างมาก ก่อนจะกล่าวบอกพวกทหารที่เฝ้าหอชฎายุว่า “ข้าขอเข้าไปภายในหอชฎายุสักครู่” ทหารก็ได้เปิดประตูทางเข้าให้พระธิดาศกุนตลาเข้าไปภายในหอชฎายุ แล้วรีบไปรายงานเจ้าเมืองสกุณาให้พระองค์ทรงทราบ ที่สำคัญคือพระธิดาศกุนตลากลับมาเพียงคนเดียว ไม่มีทหารกลับมาด้วยสักคน
‘ศกุนตลาเข้าไปภายในหอชฎายุทำไมกัน’ เจ้าเมืองสกุณาคิดคนเดียวในใจ ก่อนรีบมุ่งหน้าไปยังหอชฎายุ เพื่อให้เห็นกับตาว่าหญิงสาวมาทำอะไรที่หอชฎายุกันแน่
ภายในหอชฎายุ
บางครั้ง…อสูรกายที่ดูสุดแสนจะน่าสะพรึงกลัวนั้น อาจเป็นคนที่เรารักและเราไว้ใจมากที่สุด ใครจะไปรู้ว่าบุคคลที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สง่างามอย่างเจ้าเมืองสกุณา จะเป็นอสูรกายที่ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวขนาดนี้ หญิงสาวทำได้เพียงแค่มองลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ดูเหมือนว่าบ่อน้ำแห่งนี้มีน้ำที่ใสสว่างดั่งแก้วมณี น้ำใสสะอาดจนเห็นก้นบึ้งของบ่อน้ำ บ่อน้ำแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ใครกันนะคือผู้สร้างหอชฎายุแห่งนี้และเหตุผลอันใดกัน ทำไมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านหลังของกำแพงครุฑยุดนาคภายในหอชฎายุและเป็นพื้นที่ต้องห้ามไม่ให้ใครเข้ามายุ่งและวุ่นวาย ณ สถานที่แห่งนี้ ที่นี่ต้องมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ไว้แน่ๆ ต้องมีอะไรบางอย่างที่หญิงสาวยังไม่รู้
“ศกุนตลา” เจ้าเมืองสกุณาเรียกพระธิดาศกุนตลาด้วยน้ำเสียงสุดเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง
“เสด็จพ่อ” พระธิดาศกุนตลากล่าวขึ้นด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าพ่อของตนจะมาที่นี่
“เจ้าเข้ามาทำอะไรภายในหอชฎายุแห่งนี้และมาทำอะไรบริเวณนี้ พ่อสั่งห้ามทุกคนเข้ามาภายในหอชฎายุ ทำไมเจ้าถึงกล้าขัดคำสั่งพ่อ ไม่เกรงกลัวกฎที่พ่อสร้างขึ้นมาเลยหรือยังไงกัน” เจ้าเมืองสกุณากล่าวถามพระธิดาศกุนตลาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ภาพต่างๆ ภายในบ่อน้ำนั่นหมายความว่ายังไงเพคะ” หญิงสาวกล่าวขึ้นด้วยความกลัว แต่ความกลัวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏภายในบ่อน้ำ น้ำใสๆเริ่มรินไหลออกมาจากดวงตาอย่างรู้สึกเจ็บปวดและไม่เข้าใจ นั่นคือความจริงหรือเพราะอะไรกันแน่
“แล้วยังไงต่อ ศกุนตลา” เจ้าเมืองสกุณากล่าวขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชามาก มากจนพระธิดาศกุนตลารู้สึกเย็นยะเยือกสุดขั้วหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือการปรากฏตัวขึ้นของหญิงสาวคนหนึ่ง
“แม่นมศัญชนี” พระธิดาศกุนตลากล่าวขึ้นด้วยความตกใจและไม่คาดคิดว่าแม่นมศัญชนีก็คืออสูรกายร้ายตนหนึ่งเช่นเดียวกัน ‘เรื่องราวเหล่านี้มันคือความฝันหรือความจริงของข้ากันแน่นะ และทำไมช่างดูแปลกประหลาด เหมือนมีอะไรหลบซ่อนอยู่ แล้วสิ่งใดกันที่หลบซ่อนอยู่ มันเกิดอะไรขึ้น’ พระธิดาศกุนตลาทำได้เพียงแค่ถามตัวเองไปมาและรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
แม่นมศัญชนีปรากฏตัวในร่างของอสูรกาย ในขณะเดียวกันนั้นเอง เจ้าเมืองสกุณาค่อยๆ กลายร่างอย่างช้าๆ กลายเป็นอสูรกายที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“กรี๊ดดดดด” พระธิดาศกุนตลาร้องขึ้นด้วยความตกใจกลัว ที่สำคัญคือไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นอสูรกายยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกตรงที่ว่า ผู้เป็นพ่อของตนนั้น คืออสูรกายและเป็นอสูรกายที่น่ากลัวมากๆ น่ากลัวจนหาคำบรรยายไม่ถูก ซึ่งความน่ากลัวในครั้งนี้ พระธิดาศกุนตลารับรู้เป็นครั้งแรกในชีวิต ความรู้สึกเจ็บและความเสียใจได้ก่อตัวขึ้นภายในหัวใจของพระธิดาศกุนตลา และสิ่งที่ได้รับรู้วันนี้ อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจของพระธิดาศกุนตลาแตกสลาย
อสูรกายเจ้าเมืองสกุณากับอสูรกายแม่นมศัญชนีได้เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ๆ พระธิดาศกุนตลาอย่างช้าๆ ส่วนพระธิดาศกุนตลาเดินถอยหลังอย่างช้าๆ ด้วยความหวาดกลัว
พลัน! ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมาและร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คืออสูรกายชาตเวทนั่นเอง
“ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึง” อสูรกายชาตเวทกล่าวขึ้นและกล่าวต่อว่า
“ตอนนี้กัมปนาทพร้อมเหล่าทหารที่มีความจงรักภักดีต่อข้าจับคนของเจ้าไปคุมขังไว้หมดแล้ว” อสูรกายชาตเวทกล่าวบอกอสูรกายเจ้าเมืองสกุณาอย่างเหนือกว่า
กัมปนาทคือบุตรชายเพียงคนเดียวของปรมเวท ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่น้องแท้ๆกับชาตเวททางสายเลือดโดยตรง สาเหตุที่ชาตเวทได้กลายเป็นอสูรกายนั้น เพราะว่าบิดาของเจ้าเมืองสกุณาต้องการยึดครองสกุณานคร วางแผนและกระทำความชั่วร้ายต่อกับครอบครัวของชาตเวท
บิดาของเจ้าเมืองสกุณายกพลมาสู้รบที่เมืองสกุณานครจนเกือบพ่ายแพ้ จึงได้สาปเจ้าเมืองสกุณาที่แท้จริงให้กลายเป็นอสูรกาย แล้วขับไล่ออกจากเมือง สั่งทหารสังหารผู้จงรักภักดีกับเจ้าเมืองสกุณาที่แท้จริงให้หมดสิ้น จนไม่มีใครกล้าคิดเป็นศัตรูกับอสูรกายเหล่านี้
เจ้าเมืองสกุณาที่แท้จริงคือชาตเวท เมื่อชาตเวทโดนสาปให้กลายเป็นอสูรกาย เขาจึงหนีเข้าป่าลึก ส่วนปรมเวทนั้นได้นำพาบุตรชายเพียงคนเดียวพร้อมกับภรรยาของตน หลบหนีออกจากเมืองที่กำลังเกิดเหตุร้ายครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้จงรักภักดีต่อเจ้าเมืองชาตเวท ส่วนภรรยาของปรมเวทมีนามว่าปัทมวดีเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของปิ่นดารา ผู้ซึ่งเป็นพระมเหสีแห่งสกุณานคร เจ้าเมืองชาตเวทแห่งสกุณานครกับพระมเหสีปิ่นดารา มีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือศกุนตลา เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นตอนพระธิดาศกุนตลาอยู่ช่วงวัยเยาว์
“คุณชาญชวินรักภรรยาอีกคนมาก แต่คุณชาญชวินต้องแต่งงานกับคุณคนินญาเพราะทางผู้ใหญ่เห็นชอบว่าเหมาะสมกัน แล้วคุณชาญชวินปฏิเสธไม่ได้ เลยจำใจแต่งงานกับคุณคนินญา” ปรางณิชชากล่าวบอกบุตรสาวที่รักของตน “คุณพ่อคุณแม่รู้จักภรรยาอีกคนของคุณอาชาญมั้ยค่ะ” “พ่อแม่รู้จักกับภรรยาอีกคนของคุณชาญอยู่นะ แต่ไม่ได้สนิทกัน รู้แค่ว่าเค้ารักกันมากจ้ะ” ปรางณิชชากล่าวตอบ พร้อมกล่าวถามขึ้นว่า “มีอะไรรึเปล่าลูก” “เออ…ไม่มีอะไรค่ะคุณแม่ อัณณ์แค่ถามเฉยๆ ค่ะ” ร้านอาหารสไตล์ยุโรปตกแต่งสวยงาม มีสวนน้ำพุด้านนอก และรูปปั้นเทวดาตัวน้อยคอยต้อนรับแขก นอกจากนั้นยังมีต้นไม้น้อยใหญ่ให้บรรยากาศร่มรื่นแม้จะอยู่ในตัวเมืองก็ตาม “ร้านนี้สวยมากๆเลยค่ะคุณพ่อคุณแม่” “อาหารก็อร่อยมากๆด้วยนะลูก” ปรางณิชชากล่าวบอกลูกสาวของตน หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางกลับบ้านของตนเพื่อไปพักผ่อน ทางด้านครอบครัวของชาญชวิณเดินทางไปอุบลราชธานีด้วยรถตู้คันหรู บ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังกะทัดรัดตั้งอยู่ท่ามกลางของต้นไม้และทุ่งนาที่โอบล้อมกันอยู่ด
“จะดีเหรอลูก คุณญายิ่งไม่ชอบขี้หน้าเราสองแม่ลูกอยู่นะ อย่าไปเลย” ศิตารีบถามศิวัชทันทีด้วยความห่วงใย เพราะเกรงว่าจะมีเรื่องกันในงานแต่งงานของชนินทรกับสิรินดาด้วย “ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่ครับ คุณแม่อย่าคิดมากเลย” ศิวัชกล่าวตอบผู้เป็นมารดาพร้อมรอยยิ้มอย่างคนเจ้าเล่ห์ “เดี๋ยวน้องพิณไปร่วมงานแต่งงานนินท์พร้อมกับพี่ด้วยนะครับ” ศิวัชกล่าวบอกพิณนาราอย่างมีแผนการวางไว้ ส่วนพิณนารากล่าวเพียงสั้นๆว่า “ค่ะ” “พี่ศิวัชคิดจะทำอะไรเหรอครับ” ธนาคิมถามศิวัชตรงๆ “เปิดตัวลูกสะใภ้คุณพ่อกับคุณญาไง” “ไม่ได้นะลูก งานแต่งงานของคุณนินท์กับหนูดานะ ทำแบบนั้นงานล่มแน่! ยังไงแม่ก็ไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด” ศิตารีบพูดขึ้น เพื่อเตือนสติลูกชายของตน “ได้เลยค่ะพี่ศิวัช” สิรินดาพูดขึ้นจนทุกคนพากันตกใจ ที่สำคัญกว่านั้นคือทุกคนยอมรับว่าพิณนารามีความกล้ามาก ไม่คิดว่าคนที่ดูเรียบร้อยอย่างพิณนาราจะมีความกล้าหาญซ่อนอยู่ภายในตัวเอง “ดาคิดว่าอาญาคงไม่พังงานแต่งงานของดากับพี่นินท์หรอกค่ะ คุณแม่ศิตา” สิรินดาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใส บ่งบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคน
“เรื่องคิมเหรอครับ” ชนินทรพูดขึ้นอย่างงุนงง แล้วกล่าวต่อว่า “มีอะไรรึป่าวครับที่รัก” “เอาไว้เจอกันค่อยคุยนะคะพี่นินท์” “เจอกันที่ไหนครับที่รัก” “ร้านกาแฟ ร้านประจำของเราค่ะ” “ได้ครับ เดี๋ยวพี่ออกไปหาตอนนี้เลยครับ” “เดี๋ยวค่ะพี่นินท์ รบกวนรับคุณคิมมาด้วยได้ไหมค่ะ” สิรินดารีบกล่าวขึ้นก่อนชนินทรวางหูโทรศัพท์ “ได้ครับที่รัก” ชนินทรกล่าวเพียงสั้นๆ แล้ววางหูโทรศัพท์ “เรียบร้อยจ้ะอัณณ์ ไปรอพี่นินท์กับคุณคิมกันจ้ะ” สิรินดากล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอันสดใส กลิ่นกาแฟเข้มๆ ลอยฟุ้งออกมาจากเครื่องชงแบบแรงดัน มองไปทั่วร้านก็จะเห็นผู้คนนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับคอมพิวเตอร์ จนไม่แน่ใจว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟหรือว่าสถานที่ทำงานกันแน่! ร้านกาแฟแห่งนี้เป็นโทนสีขาวเรียบๆ สไตล์มินิมอล “โชคดีจังที่มีโต๊ะว่าง” สิรินดากล่าวขึ้นพร้อมนั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนอัณณ์ณิชานั่งลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ พร้อมมองบรรยากาศและผู้คนภายในร้านกาแฟ “จริงจ้ะดา ทางร้านคงตกแต่งใหม่ด้วย วันนี้ภายในร้านดูสวยมากจริงๆ” อัณณ์ณิชาตอบคำถามสิรินดาพร้อมกล่าวถา
รถบีเอ็มดับบลิวสีขาวเปล่งประกายเคลื่อนตัวเข้ามาจอดภายในบ้านหรูหลังหนึ่ง “สวัสดีจ้ะหนูอัณณ์ หนูดา” คนินญาลงจากรถแล้วเดินตรงเข้าไปทักทายอัณณ์ณิชากับสิรินดาที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม “สวัสดีคะคุณอา” อัณณ์ณิชากับสิรินดากล่าวขึ้นพร้อมกันอย่างงุนงง ถึงแม้ว่าคนินญาจะเป็นเพื่อนกันกับพ่อแม่ของอัณณ์ณิชา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา อัณณ์ณิชาก็ไม่เคยเห็นคนินญามาที่บ้านหลังนี้เลย แล้ววันนี้อยู่ๆ ก็มา “วันนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่นะคะคุณอา” อัณณ์ณิชากล่าวบอกคนินญา “อ๋อ ไม่เป็นอะไรจ้ะลูก พอดีอาพาตาคิมมาหาหนูอัณณ์ คือว่าอามีเรื่องอยากรบกวนนิดหนึ่งจ๊ะ” คนินญากล่าวตอบ แล้วบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาบ้านของอัณณ์ณิชา “มาหาอัณณ์เหรอคะ” อัณณ์ณิชาพูดขึ้นอย่างงุนงง กล่าวต่อว่า “มีอะไรรึป่าวค่ะคุณอา” ในขณะนั้นเอง ธนาคิมได้เดินเข้ามาหามารดาที่กำลังพูดคุยอยู่กับอัณณ์ณิชาและสิรินดา “ตาคิมเพิ่งกลับมาเมืองไทย เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี อาเลยอยากรบกวนหนูอัณณ์กับหนูดาพาตาคิมไปเที่ยวจ้ะ ชวนตานินท์ไปด้วยอีกคน” คนินญากล่าวขึ้น ส่วนอัณณ์ณิชากับสิรินดาม
“แล้วสาวสวยคนนี้คือใครครับ” ธนาคิมกล่าวขึ้นพร้อมมองหญิงสาวอีกคน “อ๋อ…น้องดา คู่หมั้นผมเองครับไอ้คิม” ชนินทรกล่าวขึ้นพร้อมยิ้มแบบกวนๆ ให้ธนาคิม “อ๋อ…สวัสดีครับน้องดา” ธนาคิมกล่าวทักทายสิรินดา ส่วนสิรินดายกมือไหว้ธนาคิม “จะแต่งงานกันเดือนไหนวะนินท์” ธนาคิมกล่าวถามชนินทร “ต้นเดือนหน้าคร๊าบบบคุณคิม” ชนินทรกล่าวตอบธนาคิม พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “โชคดีแล้วที่มึงกลับมาทันงานแต่งกู เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวกูเลย” กล่าวจบพร้อมหัวเราะเบาๆ “ใครเป็นเพื่อนเจ้าสาววะไอ้นินท์ สวยมั้ย อยากเห็นหน้าจังเลย” ธนาคิมพูดขึ้นแบบไม่จริงจังกับชนินทร พร้อมหัวเราะแบบผู้ชายอารมณ์ดีที่ไม่ชอบความซีเรียสเท่าไหร่ “เพื่อนเจ้าสาวก็นั่งอยู่ตรงนั้นไง” ชนินทรชี้ไปทางอัณณ์ณิชา “คุณอัณณ์หรอ” ธนาคิมกล่าวขึ้นด้วยความตกใจ ส่วนชนินทรพยักหน้ายืนยันว่า ‘ใช่’ “น้องดากับน้องอัณณ์เป็นทั้งเพื่อนรักและเพื่อนสนิทกันเลยละ” ชนินทรกล่าวขึ้น “ผิดหวังหรอคะคุณคิม” อัณณ์ณิชาพูดขึ้นเล่นๆ พร้อมรอยยิ้มหวานๆส่งให้กับธนาคิม “ปะ…เปล่าคร๊าบบบ ผมดีใจมากๆ ครับที่
“อัณณ์ อัณณ์ เธอมองอะไรของเธอ” สิรินดากล่าวถามอัณณ์ณิชาด้วยความสงสัย “ไม่มีอะไร เราก็มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย” อัณณ์ณิชากล่าวตอบสิรินดา “ตอนนี้ใกล้ 6 โมงเย็นแล้ว เราเข้าไปในโรงหนังกันเลยดีมั้ย” อัณณ์ณิชากล่าวบอกสิรินดา “ก็ดีจ้ะอัณณ์” สิรินดากล่าวตอบ พร้อมลุกขึ้นเดินไปพร้อมกันกับอัณณ์ณิชา หลังจากทั้งคู่ดูภาพยนตร์กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินทางกลับบ้านของอัณณ์ณิชา พอกลับมาถึงบ้าน อัณณ์ณิชากับสิรินดาก็ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยแล้ว ต่างคนก็ต่างนอนอย่างมีความสุขรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ “อากาศในยามเช้าวันนี้รู้สึกสดชื่นมากๆ” อัณณ์ณิชากล่าวขึ้น ขณะเดินออกกำลังกาย ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้กับหมู่บ้านของตนเอง ส่วนสิรินดานั้นก็มาเดินออกกำลังกายกับอัณณ์ณิชาด้วยเช่นกัน แต่ขณะนี้สิรินดาแยกตัวไปที่เครื่องออกกำลังกายที่ทางสวนสาธารณะได้จัดเตรียมไว้ให้สำหรับทุกคนที่มาออกกำลังกาย ณ สวนสาธารณะแห่งนี้ “สวัสดีครับ” ชายหนุ่มกล่าวทักทายหญิงสาว “สวัสดีค๋ะ” หญิงสาวกล่าวทักทายด้วยอาการงุนงง “จำผมได้ไหมครับ เราเจอกันที่ร้านหนังสือเมื่อวา







