เข้าสู่ระบบ15 ยากจะประสาน
“ท่านรักลูกไม่เท่ากัน ท่านทรงเห็นซัลมานดีกว่าลูกเสมอ ตั้งแต่เด็ก เพราะอะไรกัน ?” น้ำเสียงมูซาสั่นเล็กน้อย
“คงเพราะซัลมานเป็นลูกของพระชายาคนโปรดใช่หรือไม่ ? บานีริยาฮ์ผู้รักอิสระเสรี ทำสิ่งใดก็ได้ตามแต่ใจตน”
“ลูกพูดอะไร ! หากพ่อเห็นซัลมานดีกว่า ยเจ้าคงไม่ได้เป็นมกุฎราชกุมาร”
ยิ่งพูดเขายิ่งเจ็บ ชีคหนุ่มยิ้มหยันมุมปากขณะที่หัวเราะในลำคอ เปล่งคำถากถาง
“กฎมณเฑียรบาลทำให้ลูกได้เป็นมกุฎราชกุมารต่างหาก”
ครืด...
เขาเลื่อนเก้าอี้อีกครั้งลากยาว แล้วหย่อนร่างลงตวัดท่อนขาแกร่งไขว่ห้างขยับปลายเท้ากระดิกเบา ๆ
“ท่านพ่อคิดไว้หรือยังว่า เห็นควรลงโทษความซุกซนของน้องชายเช่นไร”
“พ่อไม่มีความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะลูก อย่าคิดว่าพ่อแก่แล้วโง่เขลาจนไม่รู้ว่าน้ำมันรั่วลงอ่าวได้อย่างไร เจ้าวางแผนกับสุฟยาน ชีคชั่วข่มขู่ครอบครัวชาวไทย เขากลัวจนต้องยอมตกลงให้ลูกสาวพร้อมสัมปทาน นี่มัน... เป็นสิ่งที่ผิด ทั้งต่อมนุษยธรรม ทั้งต่อองค์อัลลอฮ์ !”
ชีคอิบรอฮีมเริ่มเสียงแข็งหลังจากที่อดทนต่อกิริยาหยาบกระด้างของบุตรชาย เขาพยายามมองหาสายตายามวัยเด็กของมูซา ทว่ากลับไม่มี สายตาที่เคยมองบิดาที่บูชาราวกับพระเจ้าอีกแล้ว
หลงเหลือเพียงชีคคนหนึ่งที่พร้อมจะขึ้นเป็นกษัตริย์ดั่งที่เขาเคยเป็น
“ในเมื่อท่านพ่อทรงรู้ทุกสิ่ง เช่นนั้น... ลูกคิดว่าท่านพ่อคงไม่ว่าอะไรหากลูกใช้ความรุนแรงต่อซัลมานไปบ้าง”
“มูซา !”
มูซาขยับยิ้มมุมปากทำทีท่าคล้ายขี้เกียจแต่เขาคือเสือหลับที่พร้อมขย้ำเหยื่อ ดวงตาทอแสงจนเจิดจ้า
“ท่านกลัวหรือ ฮ่ะ ฮ่า ไม่หรอก น้องชายจะยังไม่ตาย”
มือชื้นเหงื่อที่กำแน่นบนตักคลายออกเมื่อได้พูดจนจบ สลัดผ้าคลุมลุกยืน เรื่องนี้มันยากต่อเขาเกินกว่าที่องค์กษัตริย์จะสัมผัสได้
เขาจ้องพระบิดาที่ชะงักนิ่งใช้เพียงสายตาหวาดหวั่นราวกับกำลังขอร้องเขาให้อ่อนข้อต่อน้องชาย
ทว่า... มันสายเกินไป รอยร้าวนี้ไม่อาจผสานได้
สีทองเรืองรองชายผ้าคลุมบิชต์สะท้อนจนเกิดประกายระยับงดงาม ยามชีคมูซาขยับยกมือทำความเคารพ
“ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน ชีคอิบรอฮีม”
“ลูก... มูซา ! นั่นมันน้องชาย คือบ้านเกิดของซัลมาน ลูกจะทำสิ่งนี้ต่อชาวเบดูอินไม่ได้ ต่อเผ่าบานีริยาฮ์ไม่ได้ มูซา !”
องค์กษัตริย์ตะโกนกร้าวตามหลังบุตรชายที่มีนิสัยและความคิดเช่นเดียวกับเขา ชีคหนุ่มก้าวมั่นคงอย่างคนที่กำลังจะขึ้นครองบัลลังก์ถอยห่างแล้วหมุนกายออกจากห้อง เหลือเพียงกลิ่นหอมอ่อนจางลอยคว้าง
องค์กษัตริย์ทรงทิ้งร่างลงทันที เอนกายอย่างหมดแรงเมื่อมูซาพาความเกรี้ยวกราดที่อัดแน่นภายในห้องออกไป
ยากจะรับมือกับบุตรคนโตได้อีกต่อไปแล้ว
“พระองค์...”
เสียงอาซิมข้ารับใช้คนสนิทดังขึ้นข้าง ๆ พร้อมกลิ่นชาจัสมินผสมอบเชยวางลงด้านขวามือ
“ไม่... เราไม่ได้เป็นอะไร เพียงเหนื่อยอ่อนหัวใจเหลือเกิน ลูกชายเราหัวแข็งกันทั้งคู่ เกรงว่าวันหนึ่งหากเราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว พวกเขาคงได้ห้ำหั่นกันเองจนสูญเสียคนใดคนหนึ่งไป”
“ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ ท่านชีคมูซาไม่ได้เป็นคนใจคอโหดเหี้ยม พระองค์ทรงทราบดีจึงยอมยกตำแหน่งนี้ให้แก่ท่านชีค”
กษัตริย์ไซฮาตนาเดียส่ายหน้าเอี้ยวคอไปทางอาซิม เอ่ยเสียงเบาดั่งเสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างในเขามาเสมอนับจากที่คนทั้งคู่เกิดมา
“ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน เราคงไม่อาจกำหนดโชคชะตาใดได้นอกจากองค์อัลลอฮ์ บัดนี้เราเพียงสวดมนต์ภาวนาขอให้สายลมแห่งพื้นทะเลทรายรอมาลซาฮาราช่วยให้ทุกสิ่งผ่านพ้นไปด้วยดี”
แม้ว่าทรงทำตนเข้มแข็งปานใด ทว่าลึกลงไปแล้วหวาดหวั่นด้วยใจระทึก กลัวเหลือเกินว่าทุกอย่างจะสายไป
ทุกคนกำลังจะเดินเข้าสู่ความมืดมิดอันควบคุมไม่ได้
ชีคหนุ่มเมื่อออกมาจากห้องทรงเสวยพลันเห็นองครักษ์คนสนิทที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ได้ข่าวหรือยัง” สุรเสียงกดต่ำในลำคอ
มาลิกเป็นดั่งเพื่อน ข้ารับใช้ และองครักษ์ ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาคู่กัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข รู้ใจราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน
“อย่างที่คำนวณไว้ ตอนนี้ว่าที่พระชายาข้ามไปยังมิสบาฮ์ฟอลักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“บัดซบ !” ชีคมูซาพ่นเสียงออกระบายความโกรธลงฝีเท้าหนักกว่าเดิม ดวงตาแดงก่ำ
“ขออย่าทรงกริ้ว เราจะส่งพลทหารฝีมือดีเข้าไป”
“ได้หรือ ? เมืองมิสบาฮ์ฟอลัก ห้ามส่งทหารข้ามเขตแดนโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า”
“เราจะแฝงตัวไปกับเผ่าอุรชัชนูร กองคาราวานค้าเนื้อแกะเชิงเขา ช้าสักหน่อย แต่ถึงตัวอย่างที่องค์ชายซัลมานจะไม่ทันได้ตั้งตัว”
เสียงของมาลิกแฝงความระมัดระวัง เขาเอี้ยวหน้ากลับไปมองแต่เหมือนเดิมในทุกวัน มาลิกยังคงเป็นคนขี้กังวล
“ดี ลงมือเลย เร็วเท่าไรยิ่งดี แต่เมื่อใกล้ได้ตัว ให้แจ้งข่าวมา เราจะบินไปรับพระชายาด้วยตนเอง”
มาลิกชะงักไปครู่ก่อนจะตั้งตัวได้
“พ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงวางพระทัย”
มาลิกวาดลำแขนวางฝ่ามือบนอกซ้ายโค้งตัวคำนับ ถอยหลังออกห่างแล้วขยับร่างลงฝีเท้าเบาหวิวผิดไปจากร่างสูงใหญ่ในชุดกันดูร่าสีขาว หายตัวไปด้วยความรวดเร็ว เงียบเชียบ
ส่วนชีคหนุ่มยังพาร่างสูงใหญ่ดำเนินไปตามโถงยาวงดงาม ตรงไปยังที่ตั้งของพระราชวังตนเอง
ขบกรามแน่นครุ่นคิด เขาวางแผนนี้นานนับปี และกำลังจะสูญเปล่าราวเม็ดทรายไร้ค่าเพราะน้องชายคนละมารดา
กระแสลมจากชั้นบนสุดของพระราชวังกระแทกดวงหน้าเมื่อเขาก้าวออกจากบันได เขตหวงห้ามที่ช่วยทำให้จิตใจของเขาสงบ
การถือกำเนิดและเติบโตมาในพระราชวังแห่งนี้ ครอบครองฐานะมกุฏราชกุมาร ทำให้ทุกอย่างมันยากต่อการใช้ชีวิต เขาไม่เคยยินยอมให้ตนเองได้พบกับความสนุกดั่งเด็กหนุ่มทั่วไปผิดจากซัลมานน้องชาย
เนตรนิลกาฬทอดสายตานิ่งไปยังท้องทะเลสีหม่นของอ่าวไซฮาตนาเดีย คล้ายกับภายในใจเขาที่มืดมน ด่ำดิ่งยิ่งกว่าเวิ้งน้ำ
อุ้งมือคล้ำเข้มกำแน่น เส้นเลือดใต้ผิวหนังปูดขึ้นร้อยรัดสู่ข้อแขน แผงอกสะท้อนดั่งสัตว์ร้ายเดือดดาล
หากซัลมานมิใช่น้องชาย... เขาจะโกรธแค้นถึงขนาดนี้หรือไม่ ภาพเด็กชายนัยน์ตาอำพันผุดขึ้นมาพร้อมกับมารดาเผ่าบานีริยาฮ์
“เจ้าขโมยของเราไป ซัลมาน”
สุรเสียงลอดไรฟัน กดเน้นทุกถ้อยคำที่เปล่งจากแรงโทสะ ดวงตาวาวโรจน์ ขยับมุมปากเหยียดยิ้มจนคล้ายกระตุก
“เจ้า... จะเสียใจที่เกิดมาเป็นบุตรของชีคอิบรอฮีม ซัลมาน”
สุรเสียงแผ่วเบาในตอนท้ายหายไปพร้อมกระแสลมที่พัดขึ้นมาจากอ่าวไซฮาตนาเดีย
คงเหลือเพียงร่างของชายผู้ซึ่งกำลังจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวกลางพายุฝนที่กำลังโหมแรงขึ้นทุกขณะ
17 จุดหมายเดียวกันแต่เธอจะหลงลืมผิวสีน้ำผึ้งเนียนทั้งตัวของเขาได้อย่างไรกัน เธอละสายตาออกไม่ได้เลย กล้ามเนื้อทุกลูกล้วนหนั่นแน่นโดยเฉพาะแผ่นท้องราวกับภาพแกะสลัก แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพละกำลังทว่ากลับดูนุ่มนวลในขณะเดียวกัน เส้นเอ็นกล้ามเนื้อเป็นริ้วยาวลับหายในขอบกางเกงอะไรกัน !ขอบฟ้าตกใจกับความคิดของตัวเองมุดตัวลงน้ำให้ความเย็นบรรเทาอาการร้อนรุ่มกะทันหันก่อนจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งแล้วพบว่า เนื้อทองแดงอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่าว“ยังไม่ถึงเวลานั้น ขอบฟ้า”เธอช้อนตาขึ้นแล้วรีบหลบ เปลวเพลิงปรารถนาจดจ้องเธอเช่นกันและมันทำให้เธอหวั่นไหว หัวใจเต้นแรงเสียจนหูอื้อไปหมด“ถึงเวลาอะไรกัน สำหรับฉันคืนเดียวก็พอแล้ว”“ฮึ แน่ใจหรือ” เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ แสงอาทิตย์สะท้อนสีทองแวววาว “สำหรับเราไม่มีวันพอหรอกขอบฟ้า”“คุณไม่จำเป็นต้องแสดงอีกซัลมาน”เธอพ่นลมออกเรี่ยน้ำ เธอพบว่าน้ำเย็นไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซ้ำร้ายพอเขายืดกายขึ้นกวักน้ำราดตัว หัวใจเธอยิ
16 รอมาลซาฮาราเช้าวันรุ่งขึ้น ณ กลางทะเลทรายรอมาลซาฮารากลางแสงแดดจ้าแผดเผาอันร้อนระอุ กระไออ้าวแผ่ขึ้นจากพื้นทราย กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ขาวโพลนเวิ้งว้างจนมิอาจแยกได้ว่าเส้นจรดขอบฟ้าอยู่ที่ใดร่างระหงนั่งโยกเยกอยู่บนหลังม้ามานานหลายชั่วโมง ด้านหลังเธอคือซัลมานที่ยอมให้เธอพิงมาตลอดทั้งคืน ผิวกายอาบชุ่มเหงื่อภายในชุดเสื้อคลุมอะบายา[1] สีดำปกปิดมิดชิด“อีกนานไหม”เสียงหวานนุ่มอ่อนระโหยทั้งแหบพร่า นัยน์ตาน้ำตาลเจิดจ้ามองภาพตรงหน้าพร่าเลือนจากแสงยามสายที่เพิ่งพ้นคุ้งฟ้า“จิบเสียหน่อย จิบเดียวนะ”เขายกกระติกน้ำขนาดใหญ่คล้ายทหารจ่อปากกระจับที่เผยอรอด้วยความกระหาย“มีโอเอซิสเล็ก อีกไม่ไกล อดทนหน่อย”“คุณจะไม่บอกอะไรสักหน่อยหรือ ว่าทำไมถึงลักพาตัวฉันมา”เธอยังถามคำเดิมอย่างดื้อดึงด้วยเสียงนุ่มแผ่วเบาแข่งกับเสียงลมอู้หอบเม็ดทราย ความนิ่งเงียบคือคำตอบ เขายังนั่งเป็นหินผาทั้งที่ภายในร้อนรุ่ม นัยน์ตาอำพัน
15 ยากจะประสาน“ท่านรักลูกไม่เท่ากัน ท่านทรงเห็นซัลมานดีกว่าลูกเสมอ ตั้งแต่เด็ก เพราะอะไรกัน ?” น้ำเสียงมูซาสั่นเล็กน้อย“คงเพราะซัลมานเป็นลูกของพระชายาคนโปรดใช่หรือไม่ ? บานีริยาฮ์ผู้รักอิสระเสรี ทำสิ่งใดก็ได้ตามแต่ใจตน”“ลูกพูดอะไร ! หากพ่อเห็นซัลมานดีกว่า ยเจ้าคงไม่ได้เป็นมกุฎราชกุมาร”ยิ่งพูดเขายิ่งเจ็บ ชีคหนุ่มยิ้มหยันมุมปากขณะที่หัวเราะในลำคอ เปล่งคำถากถาง“กฎมณเฑียรบาลทำให้ลูกได้เป็นมกุฎราชกุมารต่างหาก”ครืด...เขาเลื่อนเก้าอี้อีกครั้งลากยาว แล้วหย่อนร่างลงตวัดท่อนขาแกร่งไขว่ห้างขยับปลายเท้ากระดิกเบา ๆ“ท่านพ่อคิดไว้หรือยังว่า เห็นควรลงโทษความซุกซนของน้องชายเช่นไร”“พ่อไม่มีความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเพราะลูก อย่าคิดว่าพ่อแก่แล้วโง่เขลาจนไม่รู้ว่าน้ำมันรั่วลงอ่าวได้อย่างไร เจ้าวางแผนกับสุฟยาน ชีคชั่วข่มขู่ครอบครัวชาวไทย เขากลัวจนต้องยอมตกลงให้ลูกสาวพร้อมสัมปทาน นี่มัน... เป็นสิ่งที่ผิด ทั้งต่อมนุษยธรรม ทั้งต่อองค์อัลลอฮ์ !”ชีคอิบรอฮีมเริ่มเสียงแข็งหลังจากที่อดทนต่อกิริยาหยาบกระด้างของบุตรชาย เขาพยายามมองหาสายตายามวัยเด็กของมูซา ทว่ากลับไม่มี สายตาที่เคยมองบิ
14 เพชรฆาตในคราบชีคช่วงหัวค่ำ วันเดียวกับเจ้าสาวโดนลักพาตัว ณ พระราชวังไซฮาตนาเดียชีคมูซาย่ำฝีเท้าหนักแน่นตามแรงอารมณ์ปะทุเดือดบนพื้นทางเดินหินอ่อนเย็นเยียบสีงาช้างร่างสูงใหญ่ในชุดกันดูร่า[1] ตัวยาวสีขาวสวมทับด้วยเสื้อคลุมบิชต์[2] สีดำสาบเสื้อแถบใหญ่ขลิบทอง ชุดพระราชพิธีสวมใส่เฉพาะในวันสำคัญเท่านั้น เช่นวันนี้กลิ่นกำยานงานพิธียังลอยคว้างอ่อนจางตลอดทาง ยิ่งพาให้ช่องท้องเต็มไปด้วยไฟโทสะเขาพ่นลมหายใจหนักในทุกก้าว แสงสีนวลบนผนังโถงทอแสงงามจับตา ทว่านัยน์ตาสีนิลบัดนี้มืดหม่นจนไม่อาจสัมผัสได้ถึงความวิจิตรของพระราชวังส่วนหน้าดวงหน้าคมสันดั่งเทพบุตรกร้าวกระด้าง เนตรนิลกาฬจับจ้องยังจุดหมายคือห้องเอนกประสงค์สำหรับกษัตริย์เท่านั้น“ขอพระราชทานอภัย พระองค์ทรงเสวยกระยาหารอยู่พ่ะย่ะค่ะ”สายตาดั่งเสือสาดซัดใส่ข้ารับใช้คนสนิทองค์กษัตริย์หน้าห้อง วาดท่อนแขนกวาดมือผลักออกพ้นทาง โดยมีองครักษ์ด้านหลังล็อกตัวไว้ทันที“พระองค์ !”ผ่าง !!เสียงประตูบานใหญ่ถูกผลักด้วยแรงโทสะอย่างลูกขัตติยะ พาให้ชีคอิบรอฮีมเงยหน้าขึ้นจากมื้ออาหาร จ้องบุตรชายย่ำฝีเท้าหนักลงพรมเปอร์เซีย“มูซา พ่อไม่รู้ว่าลูกอยากจะมารับปร
13 วันพระราชพิธีเช้าวันต่อมา ในงานอภิเษกสมรส ณ โถงพิธีการ พระราชวังไซฮาตนาเดีย เสียงดนตรีอาหรับขับขานบทเพลงไพเราะในวันอภิเษกสมรส ท่วงทำนองอ่อนหวานพาให้เคลิ้มฝัน กลิ่นเครื่องหอมพระราชวังอบอวลทุกอณูฮาเร็มวังหลังแห่งนี้ชุดเจ้าสาวแสนหนักอึ้งดั่งดวงใจของดารินทร์ที่แบกรับอยู่ในตอนนี้เธอสวมชุดแต่งงานของพี่สาวตัวเอง หลังจากตกลงกับชายคนหนึ่ง คนที่เธอเคยเห็นพี่สาวและเขาลุกหายไปด้วยกันในนิวยอร์ก และพี่ของเธอกลับมาอีกครั้งในตอนเช้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขการแต่งงานจอมปลอมนี้ คือสิ่งที่พ่อกับแม่ต้องการให้พี่ขอบฟ้าเข้าพิธีกับชีคมหาอำนาจแลกกับเงินและความปลอดภัยดารินทร์รู้ว่าทำไมถึงไม่เป็นเธอ ดวงตาเหม่อมองไปทางกระจกเงาฝั่งตรงข้าม มองใบหน้างดงามอันน่าหลงใหล เชื้อสายโปรตุเกสที่ตกทอดลงมาสู่เธอมากเสียจนความสวยนี้กลายเป็นดาบสองคมภาพใบหน้าของย่าบนรูปถ่ายในห้องทำงานสะท้อนอยู่ในตัวเธอ พ่อรักเธอมากเกินไปจนเขาไม่เคยเจียดความรักอย่างที่พึงกระทำให้พี่สาวการมอบลูกตัวเองเพื่อแลกกับเงินก็คล้ายกับการขายลูกกินเธอตามเพื่อนของซัลมานไปในคืนนั้นที่นิวยอร์ก จนรู้ว่าแท้จริงมันคือแผนแต่เธอไม่ลังเลเลยถ้าพี่ขอบฟ้าจะมีควา
12 สันเนินทรายนูนสูงทะเลทรายยามค่ำคืนอันตรายอย่างที่เขาบอก ดังนั้นเธอจึงจะตามใจเขาไปก่อน รอจังหวะแล้วค่อยคิดหนีอีกครั้ง โดยหวังว่าทุกอย่างคงไม่สายเกินไปผิดไปจากซัลมาน แผงอกเขากระเพื่อมลอบสูดความหอมเข้านาสิก ทรวงอกหน่วงด้วยความต้องการครอบครองของต้องห้ามมักหวานล้ำ... หญิงงามกล้าหาญฉลาดเฉลียว ซัลมานยกยิ้มยามนึกถึงใบหน้าคมสันของชีคดำคล้ำด้วยไฟโทสะท่วมท้นแล้วหลังจากนั้นไม่นานนัก ขอบฟ้าก็ถูกยกขึ้นนั่งบนหลังม้าตัวเดิม โดยมีร่างใหญ่โตโหนตัวเองขึ้นซ้อนหลัง ซัลมานอ้อมลำแขนรั้งสายบังเหียนม้ามาด้านหน้าร่างระหงโยกเยกบนหลังม้าคล้ายเปลไกว ความหนาวเย็นของทะเลทรายทำให้เธอเบียดแผ่นหลังชิดอกร้อน เสาะหาไออุ่นทำไมฉันถึงไม่เกลียดเขาได้เต็มหัวใจ... ทำไมยังรู้สึกปลอดภัยเวลาที่เขาอยู่ใกล้ขอบฟ้าทอดถอนใจพิงตัวเองบนอกแกร่ง ในเมื่อเวลานี้เธอทำอะไรไม่ได้ นอกจากเพ่งมองความมืดมิดที่มีเพียงดวงดาวนับล้านส่องแสงระยิบระยับกระจายทั่วผืนฟ้า เธอก็ขอเก็บแรงเอาไว้ก่อนและใช้อกเขาเป็นหมอนแล้วกันพวกเราเดินทางผ่านเนินสูงลูกแล้วลูกเล่าลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตาราวกับว่าจะไม่มีวันสิ้นสุด เสียงฝีเท้าม้าบนพื้นทรายราวเสียงดนต







