LOGIN“ไม่ต้องห่วง มารดาของข้าใจดีมาก นางจะต้องชอบเจ้า”
เห็นนางเงียบไปเหอชางก็คิดว่าหม่าเจี่ยซินกำลังกังวลและตื่นเต้นที่จะได้พบคนในครอบครัวของเขา เขาจึงเอ่ยปลอบใจนางอย่างหาได้ยาก
แม้ยืนอยู่บริเวณปากถ้ำจะสามารถมองเห็นหุบเขาแห่งนี้ได้จนทั่ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ เพราะในความเป็นจริงเหอชางใช้เวลาในการพานางเดินลงจากปากถ้ำไปยังบ้านของเขาที่ตั้งอยู่อีกด้านนานถึงสองเค่อ
ตลอดทางนอกจากทุ่งนาที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของหุบเขาแล้ว หม่าเจี่ยซินยังได้พบเห็นดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ ตามสองข้างทางมากมาย เมื่อเดินผ่านสะพานที่สร้างจากก้อนหิน นางมองเห็นปลาตัวใหญ่เท่าแขนว่ายไปมาอยู่ในน้ำ เมื่อใกล้ถึงบ้านนางก็ได้พบแปลงผักสวนครัวอีกหลายแปลงกำลังเจริญเติบโตอย่างงดงาม
บ้านสองหลังที่ตั้งอยู่บนเนิน ด้านหน้าล้อมด้วยกำแพงไม้ไผ่และมีประตูรั้วที่สานด้วยไม้ไผ่ สูงมากกว่าหม่าเจี่ยซินหลายช่วงศีรษะ ส่วนด้านหลังที่ติดกับป่าเป็นกำแพงบ้านที่ก่อขึ้นมาจากอิฐสูงเลยหัวของนางไปเช่นกันและมีประตูไม้บานหนึ่งปิดเอาไว้สนิท
เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านเดินเข้าไป จะเจอบ้านสองหลังตั้งอยู่ตรงด้านซ้ายและขวา
ด้านซ้ายเป็นเรือนอิฐมุงกระเบื้องชั้นเดียวที่มีทั้งหมดห้าห้อง แม้สภาพจะยังคงแข็งแรงแต่เห็นได้ชัดว่ามีอายุนานหลายสิบปีแล้ว ส่วนบ้านทางฝั่งขวาเป็นบ้านสูงสองชั้น ด้านล่างเป็นอิฐด้านบนเป็นไม้หลังคามุงด้วยกระเบื้อง สภาพใหม่เหมือนเพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน
ด้านหน้าบ้านทั้งสองถูกเชื่อมด้วยลานกว้าง ด้านหน้าของลานกว้างมีแปลงปลูกพืชสมุนไพรมากมายเอาไว้ อีกด้านหนึ่งเป็นราวตากผ้าที่มีผ้าหลายสิบตัวตากแดดอยู่
เมื่อเห็นบ้านสองหลังที่มีสภาพไม่ต่างจากบ้านของเศรษฐีที่ดินในตัวตำบลมาตั้งอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็อดชื่นชมและสงสัยขึ้นมาว่า ครอบครัวของเหอชางสามารถสร้างบ้านที่ดีถึงเพียงนี้ในพื้นที่ที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ต้องรู้ว่าในหมู่สกุลหม่ายังไม่มีผู้ใดสามารถสร้างบ้านอิฐที่ใหญ่เช่นนี้ได้ด้วยซ้ำ
เดินผ่านประตูเข้ามา หม่าเจี่ยซินยังไม่ทันมองสำรวจได้ทั่ว ประตูบ้านชั้นเดียวทางด้านซ้ายก็เปิดออกแล้วมีชายชราผมดำแซมขาวอายุประมาณหกสิบกว่าปีผู้หนึ่งเดินออกมา
“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว”
“เป็นเหอชางรึ แล้วนั่นเจ้าแบกสิ่งใดมาด้วย”
ชายชราขยับสายตาที่เริ่มพร่ามัวมองสิ่งที่เหอชางแบกเอาไว้ หม่าเจี่ยซินที่ได้เจอเหอเจาหยวนเป็นครั้งแรกก็มองชายชราด้วยความสงสัย แววตาของนางใสกระจ่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นี่คือ ภรรยาของข้า”
เสียงของเหอชางเบาลงเล็กน้อย ดวงตาคมเหลือบมามองนางหนหนึ่งแล้วหันไปตอบและยิ้มให้ชายชรา จากนั้น
เขาก็วางร่างของนางลงบนเก้าอี้ไม้หน้าบ้าน“อ้อ หญิงสาวคนนั้นที่เหออันพูดถึงสินะ”
ชายชราพลันยิ้มออกมาด้วยความยินดี แล้วมามองดูหม่าเจี่ยซินใกล้ๆ จนนางต้องขยับหนีเพราะไม่คุ้นชินที่ถูกจ้องมองเช่นนี้
“ท่านปู่สายตาไม่ค่อยดี เจ้านั่งนิ่งๆ ให้เขามองดูหน่อย”
ได้ยินเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็นิ่งให้ชายชราสำรวจใบหน้าของนางในระยะใกล้ เมื่อชายชราถอยออกไปแล้วนางถึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“หน้าตาอิ่มเอิบดูมีวาสนา เสียดายผอมแห้งไปหน่อย พวกเจ้าต้องเลี้ยงดูนางให้ดี”
“ข้ารู้แล้วท่านปู่ แล้วท่านพ่อท่านแม่และบรรดาพี่ชายพวกเขาไปไหนหมดรึขอรับ”
กลับมาถึงเหอชางยังไม่เห็นคนอื่น เขาจึงเอ่ยถามชายชราผู้เป็นปู่
“บิดาทั้งสองของเจ้ากับเหอตงออกไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้า เหออันกลับมาอีกทีคงเดือนหน้า ส่วนเหอหยวนเพิ่งขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ตอนนี้มารดาของเจ้ากำลังนอนหลับอยู่ข้างในห้อง ช่วงก่อนนางโดนพิษลมหนาว อาการป่วยเรื้อรังจึงกำเริบอีกครั้ง”
“เช่นนั้นข้าพาซินซินไปหาท่านแม่ก่อน ท่านปู่ทานมื้อเที่ยงหรือยัง”
เหอชางพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่ามารดาของเขาล้มป่วยอีกแล้ว
“ก่อนขึ้นเขา เหอหยวนทำอาหารให้พวกเรากินกันเสร็จแล้ว”
“อ้อ เช่นนั้นท่านปู่ไปพักเถอะขอรับ”
เหอชางบอกชายชราแล้วก้มลงจะอุ้มหม่าเจี่ยซินขึ้น แต่นางกลับปฏิเสธการกระทำของเขาแล้วจับแขนของเขาเพื่อพยุงร่างกายตนเองเอาไว้ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเล็กน้อย
“ข้าเดินเองได้”
หลังถูกเขาแบกมาตลอดสามวัน หม่าเจี่ยซินก็เข็ดขยาดกับการถูกอุ้มหรือแบก เวลานี้นางจึงอยากใช้เท้าตัวเองลองเดินดูเอง
เหอชางไม่ได้ห้ามหม่าเจี่ยซิน เมื่อนางอยากเดินเองเขาก็ช่วยประคองแล้วพากันเดินเข้าไปในห้องที่มีหลิวซื่อนอนอยู่
“แค่กๆ เป็นอาชางรึ”
เสียงไอดังขึ้นมาจากห้องที่ค่อนข้างสลัว กลิ่นยาที่อบอวลเต็มห้องทำให้หม่าเจี่ยซินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงเดินตามเหอชางไปจนถึงข้างเตียง
“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว”
แสงเทียนข้างเตียงทำให้หลิวซื่อสามารถมองเห็นใบหน้าของบุตรชายคนเล็กได้ชัดเจน นางจึงพยายามขยับลุกขึ้นมานั่ง เหอชางก็รีบเข้าไปช่วยพยุงมารดา
“เจ้ากลับมาแล้ว ดีจริงๆ”
หลิวซื่อจับมือบุตรชายมาตบเบาๆ ด้วยความยินดี อาการป่วยราวกับบรรเทาลงหลายส่วนเมื่อได้เห็นหน้าบุตรชายคนเล็ก
“ท่านแม่ เหตุใดอาการป่วยของท่านถึงได้กำเริบอีกแล้ว”
หลิวซื่อเป็นโรคปอด หากไม่ระวังให้ดีนางมักจะถูกพิษความเย็นเล่นงานจนอาการกำเริบขึ้นมาอยู่เสมอ แม้ที่ผ่านมานางไม่ได้ป่วยหนักถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายของนางก็ทนต่อไปไม่ไหวอีก
ยามนี้เมื่อได้จับมือที่ผอมแห้งของมารดา เหอชางถึงได้รู้ว่าหลิวซื่อผ่ายผอมลงไปมากเพียงใด
“อากาศเปลี่ยนโรคเก่าก็กำเริบ เจ้าอย่าได้ห่วงเลย อีกไม่นานแม่ก็หายแล้ว”
หลิวซื่อตบหลังมือของบุตรชายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสายตาของนางก็เลื่อนไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เหอชางด้วยความสนใจใคร่รู้ น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น“นั่นคือ...”
“ท่านแม่ นางคือคนที่ท่านรอคอย”
หม่าเจี่ยซินไม่อาจเข้าใจคำว่า คนที่ท่านรอคอย ของเหอชางได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังยืนนิ่งไม่คิดจะเอ่ยแทรกพวกเขาสองแม่ลูกพูดคุยกัน
“จริงรึ เจ้า.. เจ้าไปหามาจากที่ใด”
หลิวซื่อเต็มไปด้วยความแปลกใจในคราแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีจนริมฝีปากคลี่ออกยิ้มกว้าง
“นางเป็นน้องสาวของสหายผู้หนึ่งของข้า ปีก่อนครอบครัวของนางเกิดเรื่องขึ้นเวลานี้จึงเหลือเพียงตัวคนเดียว”
“อ้อ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก สาวน้อยเจ้าเข้ามาให้ข้ามองดูใกล้ๆ หน่อยได้หรือไม่”
เมื่อหลิวซื่อกวักมือเรียก หม่าเจี่ยซินที่ถูกเรียกให้เข้าไปหาก็ทำอะไรไม่ถูกอีกครั้งนางถึงหันไปหาเหอชาง เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเบาๆ ร่างบางถึงได้เดินเข้าไปใกล้หลิวซื่อ
แม้จะแปลกใจที่คนบ้านนี้เหมือนนึกอยากจะเห็นใบหน้าของนางเป็นอย่างยิ่ง แต่แปลกใจก็ส่วนแปลกใจ หม่าเจี่ยซินยังคงก้าวเข้าไปยืนข้างๆ ให้หลิวซื่อได้มองอย่างที่ต้องการ
แม้ว่าอาหารทั้งสามอย่างต้องใช้เวลาในการทำอยู่พักใหญ่ แต่เป็นเพราะเหออันเพิ่งกลับมาถึง พวกเขาจึงไม่มีใครร้อนใจกลับลงไปทำงานในนา ทุกคนจึงรออาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่เร่งรีบด้วยเหตุนี้กว่าที่ทุกคนจะได้นั่งกินข้าวด้วยกัน เวลาก็เลยเที่ยงไปแล้วพักหนึ่ง“ปลาราดพริกจานนี้อร่อยกว่าที่ข้าเคยกินที่หอชมจันทร์ในเมืองหลวงเสียอีก”กินปลาราดพริกไปคำหนึ่ง เหออันก็เอ่ยชมขึ้นมา เหอหยวนกับเหอตงจึงพากันคีบปลาราดพริกมาชิมคนละคำแล้วหันไปมองเหอชาง“ซินซินเป็นคนทำ”คำพูดของเหอชางทำให้สายตาทั้งสี่คู่ย้ายมาที่ตัวหม่าเจี่ยซิน นางจึงเหลือบมองพวกเขาตาปริบๆ“พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”รสมือทำอาหารของตนเองดีมากแค่ไหน หมาเจี่ยซินย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ มิเช่นนั้นชาติก่อนน่าจะสามารถเปิดร้านอาหารเพื่อสุข
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย







