تسجيل الدخولนับตั้งแต่เริ่มเข้าใจว่าอาการหัวใจเต้นแรงคือการชื่นชอบใครสักคนหนึ่ง หม่าเจี่ยซินคนเดิมก็แอบชื่นชมและชื่นชอบสหายของพี่ชายที่ทั้งรูปงาม ทั้งโดดเด่นมาตลอด นั่นทำให้นางซึ่งเป็นหม่าเจี่ยซินคนปัจจุบันอดที่จะคิดเพ้อเจ้อตามไปด้วยไม่ได้
แต่จะไม่ให้นางคิดเพ้อเจ้อได้อย่างไร ในเมื่อหลายวันมานี้คุณชายเหอผู้นี้นอกจากจะอยู่กับนางตามลำพัง เขายังดูแลนาง คอยทำอาหารและต้มยาให้นาง แบกนางขึ้นหลังจนทำให้ร่างกายทั้งสองต้องแนบชิดกันตลอดทั้งวัน ทำลายกรอบประเพณีข้อต้องห้ามระหว่างชายหญิงของโลกใบนี้ไปจนแทบหมดสิ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ไม่อยากคิด หม่าเจี่ยซินก็อดที่จะแอบคิดไม่ได้อยู่ดี
หากอิงตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่นี่ หลังจากล่วงเกินนางเช่นนี้แล้ว เหอชางย่อมต้องรับผิดชอบแต่งหม่าเจี่ยซินเป็นภรรยาเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าหม่าเจี่ยซินก็เข้าใจเรื่องที่เขาทำเพื่อช่วยชีวิตนางเอาไว้ ดังนั้นนางจึงไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะแต่งนางเป็นภรรยาเช่นกัน
“เงินสินสอดข้าได้ส่งมอบไปแล้ว เจ้าย่อมกลับไปกับข้าในฐานะภรรยา”
หม่าเจี่ยซินนิ่งไปด้วยความตกตะลึงหลังได้ยินคำอธิบายที่คาดไม่ถึงของเหอชาง จากนั้นนางก็ถูกทำให้แตกตื่นแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าสินสอดกับภรรยาอย่างไม่คาดฝัน
“ทะ.. ท่านพูดว่าอะไรนะ”
“...”
“ทะ ท่าน.. ท่านคงไม่ใช่คนที่จ่ายเงินซื้อตัวข้าจากท่านป้าสะใภ้ผู้นั้นหรอกกระมัง”
เสียงของหม่าเจี่ยซินแผ่วลงเรื่อย ๆ ด้วยความตกตะลึงเพราะยากที่จะเชื่อสหายของพี่ชายนางผู้นี้กับคนเถื่อนที่กู้ซื่อพูดถึงพวกนั้น
คนเถื่อนอะไรกัน เห็นๆ อยู่ว่า.. เป็นคุณชายที่โดดเด่นจนแสบตาท่านหนึ่งต่างหาก
“ไม่ใช่ข้า คนที่จ่ายเงินซื้อเจ้าคือ พี่ชายข้า ข้าเพียงมารับเจ้าเท่านั้น”
พี่ชายของเขาเป็นคนจ่ายเงินซื้อนาง? เช่นนั้นรึ
หม่าเจี่ยซินเต็มไปด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
“เช่นนั้น พี่ชายของท่านรู้จักข้ารึ ถึงได้ออกเงินซื้อตัวข้า”
“ไม่ ข้าเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเจ้า เพราะหากข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าหลังสิ้นพี่ชายและครอบครัวของเจ้าไป เจ้าต้องมีชีวิตที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ ข้าจะมาเร็วกว่านี้แน่นอน”
ความตกตะลึงแปลกประหลาดใจของหม่าเจี่ยซินถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเศร้าในบันดล หลังได้ยินเหอชางพูดว่า หากเขารู้ว่าเป็นนางเขาจะมาให้เร็วกว่านี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ บางทีเจ้าของร่างเดิมอาจจะยังไม่ตาย แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับชีวิตของหม่าเจี่ยซินอย่างร้ายกาจ
“เช่นนั้น ข้าต้องเป็นภรรยาของพี่ชายท่านหรือของท่าน”
นางไม่ปล่อยให้ตนเองจมลงไปกับความเศร้าที่ผ่านมานานมากนัก เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็รีบถามในเรื่องที่สงสัยและอยากรู้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าในใจหม่าเจี่ยซิน หากให้นางเลือกและนางสามารถเลือกได้ นางย่อมเต็มใจที่จะเป็นภรรยาของเหอชางมากกว่า
เพราะนอกจากเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมรู้จักคุณชายเหอผู้นี้อยู่แล้วกับความรู้สึกที่เจ้าของร่างเดิมมีให้กับเหอชาง ตัวนางเองก็ยังถูกใจในรูปโฉมและนิสัยใจคอของคนผู้นี้เป็นอย่างมากอีกด้วย
แต่เรื่องนี้ใช่ว่าตัวนางถูกใจ พอใจก็สามารถเลือกได้
“เรื่องนี้... ยังต้องพูดกันอีกที”
‘ยังต้องพูดกันอีกที’
เหตุใดหม่าเจี่ยซินถึงรู้สึกว่าประโยคนี้ของเขาค่อนข้างแปลก แต่แปลกที่ตรงไหนนั้นนางกลับบอกไม่ถูก ด้วยเหตุนี้หม่าเจี่ยซินจึงกระชับมือที่เกาะไหล่ของเขาเอาไว้แน่นขึ้นอีกนิดแล้วซบลงบนไหล่กว้างอย่างครุ่นคิด
ช่างเถอะ ไม่ว่าจะต้องไปเป็นภรรยาของเหอชางหรือของบุรุษอื่น เรื่องนี้ดูเหมือนว่านางไม่สามารถเลือกได้ ดังนั้นค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน ตอนนี้คิดมากไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง
อีกอย่างถึงนางมีใจคิดอยากปฏิเสธไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ แต่สภาพร่างกายในตอนนี้ก็ใช่ว่าจะเอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้น
“เจ้า ยินดีเป็นภรรยาของข้าหรือไม่”
เสียงของเหอชางนั้นไม่ได้ดังมาก แต่หม่าเจี่ยซินที่แนบหูข้างหนึ่งกับแผ่นหลังของเขากลับได้ยินชัดเจน นางจึงชะงักไปในจังหวะหนึ่ง แล้วในอึดใจต่อมาร่างกายที่แข็งทื่อก็พลันแตกตื่น หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาจนยากจะควบคุม
เขาพูดว่าอะไรนะ?
แล้วนี่คือความรู้สึกอะไรกัน เป็นความรู้สึกของนางหรือว่าเป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม
“ทำไม ไม่เต็มใจรึ หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าย่อมไม่คิดจะฝืนใจ เจ้าอย่าได้หวาดกลัวไปเลย”
“ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น ข้า... ข้าแค่...”
นางแค่ตกใจจนพูดอะไรไม่ออกและขัดเขินเกินกว่าที่ตอบเขาว่านางอยากเป็นภรรยาของเขา แม้ว่าช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา นางเพิ่งได้รู้จักเขา แต่บุรุษที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลาโดดเด่น ดูแลนางเป็นอย่างดีและแบกนางขึ้นเอาไว้บนหลังได้ทั้งวันเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้อื่นหวั่นไหวได้อย่างไม่ยากเย็นอยู่แล้ว
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่รวมกับเรื่องที่คนผู้นี้ตรงสเป็คของนางราวกับเดินหลุดออกมาจากความฝัน ทำให้คนที่ชาติก่อนไม่เคยตกหลุมรักใครอย่างนาง หวั่นไหวจนแทบไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นหม่าเจี่ยซินจึงแทบไม่มีความรู้สึกต่อต้าน เมื่อเขาเอ่ยถามว่านางอยากเป็นภรรยาของเขาหรือไม่
นางยอมรับว่าตนเองรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้ยินเหอชางเอ่ยถามเช่นนี้ แม้ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเขาถามนางเพราะชื่นชอบนางอยู่แล้วหรือเป็นเพราะอย่างอื่น แต่หม่าเจี่ยซินที่กำลังหวั่นไหวอย่างหนักย่อมไม่มีเวลาและสติไปสนใจเรื่องพวกนี้
“แค่อะไรรึ”
“ข้า... ถ้าข้าอยาก ข้าก็สามารถเป็นภรรยาของท่านได้รึ”
นางถามเสียงเบาหวิวด้วยความขัดเขิน อาจเป็นเพราะร่างกายยังคงหลงเหลือความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมอยู่ หม่าเจี่ยซินจึงรู้สึกตื่นเต้นและขัดเขินมากจนรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตนเองไปอีกครั้ง
ราวกับนี่มิใช่นาง หญิงสาวในยุคสองพันยี่สิบเอ็ดที่เคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิต
“อืม หากเจ้าตกลง ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น”
หม่าเจี่ยซินไม่รู้ว่ายามที่เหอชางพูดประโยคนี้ เขามีสีหน้าอย่างไร แต่น้ำเสียงที่นางได้ยินนั้นหนักแน่นและมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง นางจึงซุกหน้าลงซ่อนความร้อนเห่อของใบหน้าตนเอง
ใครจะคิดกันล่ะ ว่าหญิงสาวที่ทั้งชีวิตตลอดยี่สิบกว่าปีไม่เคยตกหลุมรักใครอย่างนาง เมื่อทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงสี่วัน กลับยอมตอบตกลงเป็นภรรยาของผู้อื่นไปอย่างง่ายดาย
หม่าเจี่ยซินเวลานี้นางแทบไม่ได้นึกถึงเหตุผล ไม่กังวลถึงอนาคต ในสายตาและความคิดของนางมีเพียงความตื่นเต้นและยินดี หากได้ผู้ชายคนนี้มาเป็นสามีเพียงเท่านั้น
ต้องยอมรับว่านางชอบรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาและนิสัยที่สุขุมรวมไปถึงบุคลิกที่เยือกเย็นของเหอชางเหลือเกิน บุรุษผู้นี้ตรงกับไทป์ในชาติก่อนของนางราวกับเดินออกมาจากในจินตนาการเลยทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้คิดว่านางยังจะใช้สติขบคิดเรื่องของเหตุผลที่ควรหรือไม่ควรอยู่อีกรึ
“ข้า...”
แล้วหม่าเจี่ยซินกระซิบพูดคำบางคำกับเขาเบาๆ ก่อนจะซบลงไปบนแผนหลังด้วยความขัดเขิน แล้วนางก็อดคิดไม่ได้ว่าตนเองได้ถูกหนุ่มผมยาวสวมใส่ชุดโบราณทำให้ลุ่มหลงไปอย่างง่ายดายแล้ว
แต่ไม่เป็นไร ขอเพียงได้มีสามีที่หล่อเหลาเหมือนกับความฝันเช่นนี้สักครั้ง จะไม่ว่าจะต้องพบว่าอุปสรรคที่ร้ายแรงมากแค่ไหน นางก็พร้อมจะเผชิญ
“พี่รองท่านกลับมาแล้วรึ”เสียงตะโกนของเหอตงดังกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา เล่นเอานกบางตัวถึงกับตกใจจนกระพือปีกบินหนี หม่าเจี่ยซินก็ถูกเขาทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ความคิดของนางจึงหยุดชะงักแล้วใบหน้าหมดจดที่เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาเล็กน้อยก็เงยขึ้นไปมองทางโน้นเพียงแต่นางอยู่ต่ำเกินไป สายตาจึงถูกต้นข้าวในนาบังเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลุกขึ้นยืนถึงจะมองเห็นคนที่เหอตงทักทายพี่รอง?เป็นเหออันสินะบุรุษที่ออกเงินซื้อตัวนางผู้นั้นบนทางสายเล็กที่ทอดยาวมาจากปากถ้ำอีกฝั่ง บุรุษในอาภรณ์สีน้ำเงินจางๆ ผู้หนึ่งเดินจูงม้าตัวใหญ่ที่บรรทุกสำภาระกองหนึ่งกลับมาด้วย ร่างของเขาสูงสะโอดสะอง ใบหน้าที่ยังเห็นไม่แจ่มชัดสะท้อนรัศมีความโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาจ้องมองเหออันอยู่เพียงไม่นาน หม่าเจี
“เป็นภรรยาของข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าชาติจะไม่มีทางทำผิดต่อเจ้า จะดีกับเจ้าให้มากๆ ได้หรือไม่”“...”เหตุผลเสี้ยวสุดท้ายของนางพลันขาดลงด้วยคำพูดประโยคนี้ หม่าเจี่ยซินที่ถูกอารมณ์ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดจึงยื่นหน้าไปจุมพิตคนตรงหน้าครั้งหนึ่งอย่างขาดสติ จากนั้นนางก็ไม่รู้แล้วว่าตนเองถูกเหอชางจุมพิตอยู่นานมากแค่ไหน เพราะโลกของนางถูกสัมผัสของเขาทำให้ขาวโพลนและหยุดชะงักไปอย่างเนิ่นนานตอบรับจุมพิตอันร้อนผ่าวของเหอชางอยู่พักใหญ่ หม่าเจี่ยซินที่ถูกเขาดูดลิ้นตวัดรัดเกี่ยวพัวพันไปมาก็เริ่มหายใจไม่ทัน นางจึงตบไหล่เขาไปหลายครั้งเพื่อขอร้องให้ปล่อยตนก่อนยามที่เหอชางถอนริมฝีปากออก นางจึงหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อและแดงก่ำราวกับสีของผิงกั่วเหอชางคลึงริมฝีปากของนางยิ้มๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ สายตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยอารมณ์หวานซึ้งของเขาจับจ้องนางนิ่ง ก่อ
หม่าเจี่ยซินอาบน้ำสวมเสื้อผ้าเสร็จ เหอชางก็เข้ามายกน้ำที่นางใช้แล้วออกไปเททิ้ง จากนั้นเขาถึงได้กลับเข้าห้องมาอีกครั้งตอนที่เขาเข้ามานางกำลังนั่งเช็ดผมยาวที่เปียกของตนเองอยู่บนเตียง เมื่อเห็นเขาถือหนังสือมาด้วยจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านจะอ่านหนังสือรึ”สองคืนมานี้เหอชางมักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอน นางจึงเอ่ยถามเขาว่าจะทำเช่นเดิมอีกหรือไม่“อืม อ่านไม่กี่หน้าก็นอนแล้ว ไม่นานหรอก”ตั้งแต่อายุสิบสองเหอชางก็มักจะอ่านหนังสือจนดึกดื่นถึงได้เข้านอนจนเป็นนิสัย มีเพียงหลายคืนมานี้ที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น สองคืนมานี้เขาจึงอยากจะอ่านหนังเสียหน่อยแล้วค่อยเข้านอน มิเช่นนั้นเขามักจะรู้สึกว่าขาดอะไรไปนี่มิใช่เพราะกังวลเรื่องสอบถงเซิงในอีกครึ่งปีหลังจากนี้ แต่มันคือความเคยชินของเหอชาง เขาจึงต้องการเปิดหนังสือสักสามหน้าแล้วค่อ
“เหอ เหอหยวน”ไม่เสียเวลาคิดนาน หม่าเจี๋ยซินก็เอ่ยเรียกชื่อของบุรุษตัวโตที่ยังคงทำนาอย่างขยันขันแข็งแม้เวลานี้ใกล้จะค่ำแล้ว“เรียกข้ารึ”เหอหยวนเงยหน้ากลับขึ้นมาถามนางคล้ายไม่แน่ใจ“ใช่”“มีอะไร”“ท่าน.. ช่วยจับปลาในน้ำให้ข้าสักตัวได้หรือไม่”หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจนักว่าเหอหยวนจะทำตามคำขอของนางหรือเปล่า แต่เพราะหลิวซื่อเคยบอกกับนางว่าบุตรชายของนางล้วนมิใช่คนเลวร้าย หม่าเจี่ยซินจึงลองขอเขาดู“ปลา... เจ้าอยากกินปลารึ”“อื้ม”“น้ำที่นี่ค่อนข้างตื้น ปลาพวกนี้ล้วนเหม็นโคลน รสชาติไม่ได้อร่อยเหมือนกับปลาที่ขายในเมือง เจ้ายังต้องการอยู่อีกหรือไม่”
ณ หุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ เวลาในแต่ละวันราวกับถูกหมุนไปข้างหน้าช้าลง ชีวิตอันราบเรียบที่ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอด ทำให้หม่าเจี่ยซินได้มีเวลาพินิจพิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตนเองและเจ้าของร่างเดิมอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ร่างกายที่บอบช้ำของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆทุกเช้าหลังเหอชางลุกจากที่นอน หม่าเจี่ยซินก็มักจะลืมตาตื่นตามเขา แต่นางยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงต่ออีกพักหนึ่ง จากนั้นถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บเตียงนอนแล้วออกจากห้องไปล้างหน้าล้างตาเหอชางยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะให้หม่าเจี่ยซินช่วยงานครัว ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงไปนั่งเฝ้าเขาทุกเช้า แล้วนั่งกินอาหารร่วมกันเท่านั้น ห้องครัวจึงกลายเป็นสถานที่ที่เขาและนางใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ“หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นท่านปู่เลย เขาไปไหนรึ”นอกจากวันแรกที่มาถึง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าหลาย
ก่อนจะมาแต่งงานกับบุตรชายทั้งสามของตระกูลเหอ หลิวซื่อเคยเป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่ท่านหนึ่ง แต่ด้วยครอบครัวถูกใส่ร้ายป้ายสี บิดาต้องโทษถูกประหาร บุรุษในครอบครัวถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้ หญิงสาวในครอบครัวถูกขายให้กับหอนางโลม หลิวซื่อที่แอบหลบหนีออกมาได้บังเอิญไปพบกับเหอคังเข้าหลังเหอคังยื่นมือเข้าช่วยหลิวซื่อ เขาก็พานางกลับมายังบ้านของตระกูลเหอ ตอนแรกหลิวซื่อซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากและตั้งใจจะตอบแทนเหอคังด้วยร่างกาย เพราะนอกจากร่างกายแล้วนางก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอย่างอื่นติดกายแต่เมื่อได้รู้ว่าหากคิดอยากจะเป็นคนของเขาจำต้องยอมรับน้องชายทั้งสองของเขาด้วย หลิวซื่อที่ไม่เคยได้พบเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขั้นหลบหนีแต่สุดท้ายนางก็หนีไปไม่รอด เพราะชีวิตของนางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว หากกลับออกไปด้านนอกย่อมต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงด้วยความกลัวว่าจะถูกคนจากหอนางโลมจับตัวกลับไปในสักวันหนึ่ง







