LOGINดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย ความฉลาดเฉลียวของแม่ค้าประมวลผลอย่างรวดเร็ว "ใต้เท้าทราบได้อย่างไรเจ้าคะ ว่าข้าชอบทานอาหารหวานจานนี้"
กู้ถิงเหิงคีบผักใบเขียวเข้าปากตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตาสีหมึกของเขาไม่ได้มองสบตานาง ทว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธใดๆ "ในงานเลี้ยงมงคลเมื่อคืน เปิ่นกวนสังเกตเห็นว่าฮูหยินแตะต้องอาหารคาวเพียงไม่กี่คำ ทว่ากลับปรายตามองจานขนมหวานบ่อยครั้ง อีกทั้งตระกูลเสิ่นมีพื้นเพมาจากเจียงหนาน ย่อมต้องโปรดปรานรากบัวกุ้ยฮวา... เปิ่นกวนเป็นอวี้สื่อ การสังเกตรายละเอียดเล็กน้อยของผู้คน เป็นสัญชาตญาณของการทำงาน"
เหตุผลนั้นสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องโหว่ และสอดคล้องกับบุคลิกของนักสืบสวนที่เคร่งครัดเช่นเขาอย่างที่สุด
เสิ่นจือเวยผ่อนคลายลง นางหลงเชื่อคำอธิบายนั้นอย่างสนิทใจ โดยไม่รู้เลยว่า บุรุษตรงหน้าแทบไม่ได้แตะต้องอาหารในงานมงคลเมื่อคืนเลยด้วยซ้ำ เพราะสายตาของเขาจับจ้องมองเพียงริมฝีปากที่แตะขอบจอกสุราของนาง... ความทรงจำเรื่องรากบัวยัดไส้ข้าวเหนียว มาจากภาพเด็กสาวในเทศกาลโคมไฟเมื่อหกปีก่อน ที่ยืนเคี้ยวขนมจานนี้ด้วยรอยยิ้มสดใสต่างหาก
"ใต้เท้าช่างสังเกตยิ่งนัก ขอบคุณเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยคีบรากบัวชิ้นนั้นเข้าปาก ความหวานหอมของดอกกุ้ยฮวาแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น พร้อมกับความอบอุ่นสายหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ
นางรินชาอู่หลงต้าหงเผาร้อนๆ ลงในถ้วยของเขา เป็นการตอบแทน
บรรยากาศมื้ออาหารค่ำดำเนินไปอย่างราบรื่น กำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างคนทั้งสองเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ เกิดขึ้นทีละน้อย การร่วมโต๊ะอาหารครั้งแรกในฐานะสามีภรรยา ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เสิ่นจือเวยจินตนาการไว้
ทว่าความสงบสุขนั้นมักอยู่ได้ไม่นานในเมืองเปี้ยนจิงที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก ทำลายความเงียบงันภายในห้องรับรอง เซี่ยจู สาวใช้คนสนิทของจือเวย ถลันพรวดพราดเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางตื่นตระหนกและซีดเผือด ลืมแม้กระทั่งมารยาทการรอขออนุญาตก่อนเข้าพบ
"นายหญิง! ใต้เท้า! แย่แล้วเจ้าค่ะ!" เซี่ยจูทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจรุนแรง
"มีมารยาทหน่อยเซี่ยจู ต่อหน้าใต้เท้า เจ้าจะทำตัววู่วามเช่นนี้ไม่ได้" เสิ่นจือเวยดุเสียงเรียบ นางวางตะเกียบลงบนที่วาง ทว่าคิ้วของนางเริ่มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นสิ่งของในมือของสาวใช้
มันคือซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตราครั่งสีแดงเข้ม... ตราประทับของศาลว่าการเมืองเปี้ยนจิง
"บ่าวขอนอภัยเจ้าค่ะ ทว่า... เจ้าหน้าที่จากศาลว่าการเมืองเพิ่งนำหมายศาลนี้มาส่งที่หน้าประตูจวนสกุลกู้ ระบุชื่อให้นายหญิงเป็นผู้รับโดยตรงเจ้าค่ะ" เซี่ยจูยื่นซองเอกสารส่งให้ด้วยมือที่สั่นเทา
เสิ่นจือเวยรับซองเอกสารมาฉีกเปิดออกอย่างรวดเร็ว กู้ถิงเหิงไม่ได้เอ่ยขัดขวาง เขาเพียงวางตะเกียบลงเช่นกัน สายตาคมกริบของเขาทอดมองใบหน้าของภรรยา รอประเมินสถานการณ์
นัยน์ตาของเสิ่นจือเวยเย็นเยียบลงทันทีที่ไล่สายตาอ่านข้อความบนกระดาษ นิ้วเรียวที่จับขอบกระดาษบีบแน่นจนข้อขาว
"เกิดอันใดขึ้น" กู้ถิงเหิงเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา
เสิ่นจือเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของนางปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายความดื้อรั้นและไฟโทสะที่ถูกจุดให้ลุกโชน นางไม่ได้แต่งงานเพื่อมาเป็นสตรีที่คอยหลบอยู่หลังแผ่นหลังของบุรุษ นางคือนักสู้แห่งวงการค้า
"ตระกูลหลี่ยังไม่ยอมรามือเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยวางหมายศาลลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้าเขา "นายท่านผู้เฒ่าหลี่ไปยื่นฟ้องต่อศาลว่าการเมือง กล่าวหาว่าข้า... เสิ่นจือเวย... อาศัยช่วงเวลาชุลมุนตอนขนย้ายสินเดิม ลักลอบขน 'ภาพวาดโบราณและเครื่องหยกบรรพชน' ของจวนสกุลหลี่ติดมือกลับมาด้วย ข้อหาลักทรัพย์อดีตสามี มีโทษถึงขั้นยึดทรัพย์สินทั้งหมดและโบยสามสิบไม้ พวกเขาอ้างว่ามีพยานรู้เห็นชัดเจน และผู้ช่วยนายอำเภอที่ศาลว่าการเมืองก็รับฟ้องแล้วด้วยเจ้าค่ะ"
กู้ถิงเหิงปรายตามองหมายศาลนั้นเพียงแวบเดียว ดวงตาสีหมึกของเขามืดมิดลงราวกับท้องฟ้ายามพายุตั้งเค้า บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารที่เคยอบอุ่น พลันลดอุณหภูมิลงจนหนาวสั่น
พญายมแห่งอวี้สื่อไถขยับแหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มืออย่างเชื่องช้า "ลูกไม้ตื้นๆ ของสุนัขจนตรอก... ฮูหยินต้องการให้เปิ่นกวนส่งเจิ้งอวี่นำป้ายหยกอวี้สื่อไปที่ศาลว่าการเมือง เพื่อสั่งระงับคดีไร้สาระนี้หรือไม่"
ข้อเสนอนั้นง่ายดายและทรงพลัง หากเขาเพียงเอ่ยปากคำเดียว ผู้ช่วยนายอำเภอท้องถิ่นย่อมต้องแทบคลานมาโขกศีรษะขอขมาที่หน้าจวนกู้
ทว่าเสิ่นจือเวยกลับส่ายหน้าช้าๆ นางลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงสีพลัมอ่อนสะบัดพลิ้ว รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอวบอิ่ม
"ไม่ต้องรบกวนบารมีของใต้เท้าหรอกเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางเด็ดขาดและแฝงความหยิ่งทะนง "พวกมันใช้กฎหมายมาท้าทาย ข้าก็จะใช้หลักฐานทางบัญชีตบหน้าพวกมันกลางศาลให้ตาหูสว่าง... ข้าจะไปสู้คดีนี้ด้วยตัวข้าเอง!"
กลิ่นหมึกหินต้วนเหยียนที่ถูกฝนจนข้นคลั่ก ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของกู้ถิงเหิง ณ ศาลาว่าการสำนักตรวจการอวี้สื่อไถ
บรรยากาศภายในสถานที่ราชการแห่งนี้เย็นเยียบและเคร่งครัดเสมอ ขุนนางทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานของตน ไร้เสียงพูดคุยหยอกล้อ ทว่าสำหรับกู้ถิงเหิง ความเงียบสงัดเช่นนี้คือความคุ้นชิน เขาประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ แผ่นหลังกว้างตั้งตรงดุจคันศรที่ถูกง้างจนสุด ดวงตาสีหมึกดำมืดดุจห้วงน้ำลึกกวาดมองตัวอักษรบนม้วนไม้ไผ่และกระดาษรายงานที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
"นายท่าน"
เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส
เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห







