LOGIN"นายท่าน" เสียงทุ้มต่ำของเจิ้งอวี่ดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่องครักษ์คนสนิทจะก้าวเข้ามาและปิดประตูลงอย่างแน่นหนา "สายข่าวที่แฝงตัวอยู่ในจวนผู้ช่วยนายอำเภอเปี้ยนจิงส่งรายงานมาแล้วขอรับ"
กู้ถิงเหิงละสายตาจากฎีกาในมือ เขาวางพู่กันขนหมาป่าลงบนแท่นหยกอย่างเชื่องช้า "ว่ามา"
"เมื่อสามวันก่อน นายท่านผู้เฒ่าหลี่ได้ลอบส่งคนนำ 'ภาพวาดทิวทัศน์หมื่นลี้' ของแท้ที่เป็นสมบัติก้นหีบของตระกูลหลี่ ไปมอบให้แก่จ้าวผิง ผู้ช่วยนายอำเภอที่รับผิดชอบคดีความในศาลว่าการเมืองขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความดูแคลน "จ้าวผิงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความโลภมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อได้รับภาพวาดล้ำค่า ย่อมต้องรับปากช่วยเหลือตระกูลหลี่อย่างเต็มที่ หมายศาลที่ส่งไปถึงเรือนตะวันออกเมื่อคืน เป็นการข้ามขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องเบื้องต้น คาดว่าจ้าวผิงตั้งใจจะรวบรัดตัดความ บีบคั้นให้ฮูหยินต้องยอมจำนนกลางศาลและถูกยึดทรัพย์สินกลับคืนตระกูลหลี่ขอรับ"
มุมปากของกู้ถิงเหิงกดลึกลงเป็นเส้นตรง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนเจิ้งอวี่ต้องลอบกลั้นหายใจ
ลูกไม้ตื้นๆ ของสุนัขจนตรอก... ทว่ากลับน่ารำคาญยิ่งนัก
เมื่อคืนนี้ หลังจากเสิ่นจือเวยได้รับหมายศาล นางปฏิเสธความช่วยเหลือของเขาอย่างเด็ดขาด แววตาของนางในยามนั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและหยิ่งทะนง นางประกาศกร้าวว่าจะใช้สมุดบัญชีที่จดบันทึกไว้ทุกอีแปะ ไปตบหน้าตระกูลหลี่กลางศาลให้ตาหูสว่าง นางมั่นใจในความรอบคอบและความถูกต้องของตนเอง มั่นใจในกฎหมายต้าซ่งที่อนุญาตให้สตรีนำสินเดิมกลับคืน
ทว่าสตรีที่เก่งกาจในวงการค้าผู้นั้น กลับประเมินความโสมมของแวดวงขุนนางต่ำเกินไป
กู้ถิงเหิงรู้ดีกว่าผู้ใดว่า ศาลว่าการเมืองมิใช่โรงเตี๊ยมหรือตลาดค้าผ้าไหม ที่จะสามารถใช้เหตุผลและตัวเลขมาต่อรองความยุติธรรมได้ หากผู้พิพากษาบนบัลลังก์ถูกปิดตาด้วยความโลภ ต่อให้นางมีบัญชีที่สะอาดหมดจดเพียงใด ก็ย่อมถูกพลิกแพลงให้กลายเป็นความผิดได้อยู่ดี
จ้าวผิงสามารถอ้างข้อกฎหมายยิบย่อย สั่งกักขังนางไว้ชั่วคราวเพื่อรอการตรวจสอบ หรือแม้แต่ใช้จารีตเรื่องความกตัญญูมากดดัน บีบให้นางต้องคุกเข่าอ้อนวอนกลางศาลต่อหน้าชาวเมืองเปี้ยนจิงนับร้อย... ภาพสตรีที่เขาทะนุถนอมและรอคอยมาถึงหกปี ต้องไปคุกเข่ารับความอัปยศจากขุนนางกังฉินชั้นผู้น้อย เป็นสิ่งที่กู้ถิงเหิงไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด
ทว่าหากเขาส่งเจิ้งอวี่นำป้ายหยกอวี้สื่อไปสั่งระงับคดีอย่างเปิดเผย เสิ่นจือเวยย่อมต้องโกรธเคือง นางจะมองว่าเขาใช้สมรสนี้มาผูกมัดและก้าวก่ายการตัดสินใจของนาง เกราะกำบังที่นางต้องการคือพันธมิตรที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่ผู้คุมที่คอยชักใยอยู่เบื้องหน้า
"จ้าวผิง..." กู้ถิงเหิงพึมพำชื่อนั้นเบาๆ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักเก้าอี้เป็นจังหวะ "ปีที่แล้ว มีฎีการ้องเรียนเรื่องการทุจริตงบประมาณซ่อมแซมคันกั้นน้ำแม่น้ำเปี้ยนเหอ จ้าวผิงเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบการเบิกจ่าย ใช่หรือไม่"
"ถูกต้องขอรับนายท่าน ทว่าคราวนั้นหลักฐานไม่แน่ชัด อีกทั้งจ้าวผิงมีเส้นสายกับขุนนางกรมคลัง เรื่องจึงถูกปัดตกไป"
"อวี้สื่อไถไม่เคยปัดตกความผิดของผู้ใด เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น" กู้ถิงเหิงดึงกระดาษฎีกาแผ่นใหม่ที่ขาวสะอาดมาวางตรงหน้า หยิบแท่นฝนหมึกขึ้นมาฝนอีกครั้ง ท่วงท่าสง่างามทว่าแฝงความเด็ดขาดอำมหิต "เตรียมรวบรวมหลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวงของจ้าวผิงเมื่อปีที่แล้วให้ครบถ้วน รวมถึงรายชื่อพ่อค้าไม้และหินที่จ้าวผิงรับส่วย เปิ่นกวนจะถวายฎีกาเปิดโปงเรื่องนี้ต่อหน้าพระพักตร์ในเช้าวันพรุ่งนี้"
เจิ้งอวี่เบิกตากว้างเล็กน้อย "นายท่าน จะใช้คดีทุจริตคันกั้นน้ำ มาโค่นจ้าวผิงเพื่อระงับคดีของฮูหยินหรือขอรับ"
"จ้าวผิงทุจริตเงินแผ่นดิน เป็นความผิดจริง เปิ่นกวนเพียงแค่ทำหน้าที่ของอวี้สื่ออย่างเคร่งครัด" น้ำเสียงของกู้ถิงเหิงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงความเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ "เมื่อผู้ช่วยนายอำเภอถูกจับกุมตัวไปสอบสวนด้วยข้อหาฉกรรจ์ ศาลว่าการเมืองย่อมระส่ำระสาย ผู้พิพากษาคนใหม่ที่มารักษาการแทน ย่อมไม่กล้ารับพิจารณาคดีครอบครัวไร้สาระของตระกูลหลี่ที่เคยติดสินบนผู้ต้องหาอย่างจ้าวผิงแน่นอน... ทุกอย่างจะจบลงโดยที่ไม่มีผู้ใดโยงเรื่องนี้มาถึงการใช้อำนาจส่วนตัวของข้าได้ และมือของนางก็จะยังคงสะอาด"
เขาจะปกป้องนางอย่างหมดจด โดยไม่ให้นางรู้ตัวว่าถูกปกป้อง
เจิ้งอวี่ก้มศีรษะรับคำสั่งด้วยความเลื่อมใส นายท่านของเขายังคงเป็นพญายมผู้กางตาข่ายฟ้าดินได้อย่างไร้ช่องโหว่เสมอ "ผู้น้อยจะเร่งดำเนินการเดี๋ยวนี้ขอรับ"
เมื่อองครักษ์ถอยออกไป กู้ถิงเหิงก็จรดพู่กันลงบนกระดาษ ตัวอักษรสีดำขลับที่ตวัดอย่างทรงพลังและดุดัน ไม่ต่างจากคมดาบที่กำลังพุ่งเป้าไปบั่นคอศัตรูที่กล้ามาแตะต้องคนของเขา
...
ยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) ความมืดมิดและลมหนาวช่วงปลายวสันตฤดูเข้าปกคลุมจวนขุนนางสกุลกู้
กู้ถิงเหิงเพิ่งกลับมาจากการสะสางราชการที่ศาลาว่าการ เขาก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ปูด้วยหินอย่างเงียบเชียบ สภาพของจวนดูแปลกตาไปจากเดิม บ่าวไพร่ที่เคยเดินเตร็ดเตร่ไร้ระเบียบ บัดนี้กลับถูกจัดเวรยามอย่างเคร่งครัด โคมไฟตามทางเดินที่เคยจุดทิ้งขว้างจนสิ้นเปลืองน้ำมัน บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้ส่องสว่างเฉพาะจุดที่จำเป็น
เพียงแค่วันเดียว สตรีผู้นั้นก็เริ่มกางปีกจัดระเบียบอาณาเขตของนางอย่างเป็นระบบ
กู้ถิงเหิงชะงักฝีเท้าเมื่อเดินมาถึงทางแยกที่ต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยัง 'เรือนตะวันตก' อันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ทว่าสายตาของเขากลับทอดมองตรงไปยัง 'เรือนตะวันออก' ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







