LOGINเสิ่นจือเวยรับพวงกุญแจมาถือไว้ ความหนักของทองเหลืองสะท้อนถึงความหนักอึ้งของอำนาจที่เขาโยนมาใส่มือนางอย่างง่ายดาย นางโบกมือให้ลุงฟู่ออกไป ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะไม้หวงฮวาหลีตัวใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา นิ้วเรียวหยิบสมุดบัญชีเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดดู
เพียงแค่พลิกผ่านหน้าแรก คิ้วเรียวพาดเฉียงของนางก็ขมวดเข้าหากัน
เสียงลูกปัดไม้ของลูกคิดรางไม้สลักดัง 'แกร๊กๆ' อย่างรวดเร็วภายใต้ปลายนิ้วที่ชำนาญของนาง เสิ่นจือเวยไล่สายตาอ่านตัวเลขรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด ยิ่งอ่าน ความตระหนกก็ยิ่งก่อตัวขึ้นในใจ
จวนสกุลกู้... ยากจนข้นแค้นกว่าที่สายข่าวของนางรายงานมาเสียอีก
เบี้ยหวัดขุนนางขั้นสี่ของกู้ถิงเหิง แม้จะนับว่าสูงสำหรับชาวบ้านทั่วไป ทว่าเมื่อนำมาหักลบกับค่าหยูกยาชั้นเลิศที่ต้องต้มให้ฮูหยินกู้ดื่มทุกวัน ค่าจ้างบ่าวไพร่ ค่าซ่อมแซมเรือนหลักที่ผุพังตามกาลเวลา และค่าใช้จ่ายตามธรรมเนียมสังคมในการส่งของขวัญแสดงความยินดีตามเทศกาลต่างๆ ให้แก่ขุนนางผู้ใหญ่... ยอดคงเหลือในแต่ละเดือนแทบจะติดลบ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เสิ่นจือเวยตื่นตะลึงที่สุด ไม่ใช่ความยากจน แต่เป็นความ 'สะอาด' ของบัญชีเหล่านี้
ไม่มีร่องรอยของการรับส่วย ไม่มีเงินก้อนโตที่ได้มาอย่างไม่โปร่งใส ไม่มีรายได้จากการใช้อำนาจหน้าที่ไปบังคับขู่เข็ญพ่อค้า กู้ถิงเหิงแบกรับจวนที่กำลังจะล่มสลายนี้ด้วยเงินเดือนที่มาจากหยาดเหงื่อแรงกายและความซื่อสัตย์อย่างถึงที่สุด
นิ้วของนางหยุดชะงักที่หน้าบัญชีเดือนล่าสุด... บันทึกการถอนเงินเก็บก้อนสุดท้ายของจวน จำนวนเงินนั้นตรงกับมูลค่าของปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลาน ผ้าไหมทอทองคำซูโจว และชุดเครื่องชาหยกหิมะ ที่เขาส่งไปเป็นของหมั้นให้นางพอดี
เขาใช้เงินเก็บหยดสุดท้ายของตระกูล... เพื่อซื้อของหมั้นที่ล้ำค่าที่สุดมาวางแทบเท้านาง เพื่อรักษาเกียรติของหญิงม่ายเช่นนางต่อหน้าชาวเมืองเปี้ยนจิง
"เขาไม่ได้หวงแหนอำนาจเลยแม้แต่น้อย" เสิ่นจือเวยพึมพำกับตนเอง สายตาจับจ้องอยู่ที่ตัวอักษรหมึกสีดำบนกระดาษบัญชี
เขาโยนกุญแจทุกดอกในบ้านให้นาง เผยให้เห็นบาดแผลและความขัดสนของตระกูลตนเองอย่างหมดเปลือก ไม่มีการเสแสร้งสร้างภาพว่ามั่งคั่ง ไม่มีการซุกซ่อนบัญชีลับ เขาทำตามข้อตกลงทุกประการอย่างซื่อตรงและเด็ดขาด สมกับฉายาพญายมแห่งอวี้สื่อไถที่เคร่งครัดต่อกฎหมายและสัญญา
ความหวาดระแวงว่าเขาจะหาทางฮุบสินเดิมของนางเหมือนตระกูลหลี่ พังทลายลงไปกว่าครึ่ง เสิ่นจือเวยผ่อนลมหายใจยาว แผ่นหลังที่เคยเกร็งเขม็งมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้าจวนกู้ ค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางเริ่มมองบุรุษผู้นี้ในมุมใหม่... เขาไม่ใช่แค่นักล่าผลประโยชน์ แต่เป็น 'สหายทางการค้า' ที่มีคุณธรรมและพึ่งพาได้อย่างแท้จริง
นางตัดสินใจแล้ว นางจะใช้กำไรห้าส่วนจากร้านผ้าไหมตามที่ตกลงไว้ มาบริหารจวนสกุลกู้ให้กลับมายิ่งใหญ่และสมเกียรติขุนนางขั้นสี่อีกครั้ง นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของนาง
...
ยามพลบค่ำ ท้องฟ้าเหนือเมืองเปี้ยนจิงถูกย้อมด้วยสีส้มอมม่วง แสงโคมไฟประดับตามทางเดินในจวนสกุลกู้เริ่มถูกจุดให้สว่างไสว
กู้ถิงเหิงกลับมาจากศาลาว่าการอวี้สื่อไถ เขาไม่ได้ตรงกลับไปยังเรือนตะวันตกอันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ทว่ากลับก้าวเดินไปตามทางเดินหินที่ทอดยาวสู่เรือนตะวันออก
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับรองของเรือนตะวันออก บรรยากาศที่เคยอ้างว้างและหนาวเหน็บของจวนกู้กลับเปลี่ยนไป กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสลอยมากระทบจมูก โต๊ะกลมกลางห้องถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะไหมสีอ่อนสะอาดตา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารสี่ห้าอย่างที่จัดวางอย่างประณีตงดงาม ควันกรุ่นร้อนๆ ลอยขึ้นจากชามกระเบื้องเคลือบ
เสิ่นจือเวยที่เปลี่ยนมาสวมชุดเป้ยจื่อสีฟ้าอ่อนสบายตา กำลังยืนสั่งการสาวใช้ให้จัดเตรียมตะเกียบเงิน เมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามา นางไม่ได้แสดงอาการประหม่าเหมือนเมื่อเช้า ทว่ายอบกายคารวะอย่างเป็นธรรมชาติ
"ใต้เท้าเหน็ดเหนื่อยจากราชการมาทั้งวัน เชิญนั่งพักก่อนเจ้าค่ะ" นางผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ข้าให้พ่อครัวที่มาจากตระกูลเสิ่นเตรียมอาหารค่ำไว้ ถือเป็นการขอบคุณที่ใต้เท้าช่วยออกหน้าปกป้องข้าที่โถงใหญ่เมื่อเช้า และ... ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบสมุดบัญชีทั้งหมดให้ข้าจัดการ"
กู้ถิงเหิงมองใบหน้าที่ผ่อนคลายลงของนาง รังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขาลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวไปนั่งลงที่โต๊ะอย่างเงียบเชียบ
ไม่มีการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหวานหู ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบตามประสาสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน ตามจารีตโบราณ กินไม่พูด นอนไม่จา' ทว่าบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารกลับไม่ได้อึดอัด มันเต็มไปด้วยความสงบเงียบของการยอมรับซึ่งกันและกัน
เสิ่นจือเวยคีบเนื้อปลาเจี่ยนนึ่งซีอิ๊วเข้าปากอย่างเงียบๆ นางประเมินรสชาติของอาหารในใจ พลางลอบสังเกตบุรุษฝั่งตรงข้าม ท่วงท่าการกินของเขาเรียบร้อย สง่างาม และไร้เสียงกระทบของตะเกียบ เขาไม่เลือกกิน แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการชื่นชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ
ทว่าจู่ๆ ตะเกียบเงินในมือของกู้ถิงเหิงก็ยื่นข้ามโต๊ะมา
เขาคีบ 'รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวราดน้ำเชื่อมกุ้ยฮวา' ชิ้นหนึ่งที่จัดเรียงอย่างสวยงามในจาน วางลงในถ้วยกระเบื้องสีขาวของนางอย่างแผ่วเบา
เสิ่นจือเวยชะงักค้าง ตะเกียบในมือของนางหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวเป็นขนมหวานขึ้นชื่อของเจียงหนาน และเป็นอาหารจานโปรดที่สุดของนาง... ของโปรดที่แม้แต่น้องชายอย่างเสิ่นจื่อรุ่ยบางครั้งก็ยังหลงลืม ทว่าบุรุษที่เพิ่งรู้จักมักจี่กันเพียงไม่กี่วันผู้นี้ กลับคีบมันวางลงในถ้วยของนางอย่างแม่นยำ
เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส
เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห







