LOGINเจิ้งอวี่หันไปมอง ก่อนจะรีบประสานมือ "ฮูหยินกำลังมาทางนี้ขอรับ ผู้น้อยขอตัวก่อน" องครักษ์รู้หลบหลีก รีบถอยออกไปทางประตูหลังอย่างรู้หน้าที่
กู้ถิงเหิงหยิบตำราขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง แสร้งทำเป็นกำลังอ่านหนังสืออย่างสงบ ทว่าประสาทสัมผัสของเขาตื่นตัวเต็มที่
ประตูห้องหนังสือถูกผลักออกเบาๆ เสิ่นจือเวยก้าวเข้ามาในชูฝางเป็นครั้งแรก นางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อน ใบหน้าของนางที่เคยเคร่งเครียดมาตลอดหลายวัน บัดนี้มีร่องรอยของความประหลาดใจและตกตะลึงระคนกัน ในมือของนางถือม้วนกระดาษสีน้ำตาลที่มีตราประทับของศาลว่าการเมือง
นางก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากโต๊ะหนังสือของเขาเพียงสามก้าว ดวงตากระจ่างใสจ้องมองบุรุษที่นั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า
ไม่มีความดีใจจนเนื้อเต้น ไม่มีการคุกเข่าขอบคุณ นางฉลาดเกินกว่าจะเชื่อเรื่องบังเอิญในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแห่งนี้ นางเชื่อมโยงข่าวการจับกุมตัวจ้าวผิงโดยกรมราชทัณฑ์ เข้ากับคำพูดของเขาในคืนนั้นได้อย่างรวดเร็ว
กู้ถิงเหิงวางตำราลง สบตากับนางอย่างสงบนิ่ง "ฮูหยินมีธุระอันใดหรือ ไม่ไปเตรียมตัวขึ้นศาลหรอกหรือ" เขาแสร้งถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เสิ่นจือเวยสูดลมหายใจเข้าลึก นางยกม้วนหมายศาลในมือขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มที่เขาปรารถนาจะครอบครอง ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทะลวงผ่านเปลือกนอกของพญายมอย่างตรงไปตรงมา
"ศาลยกฟ้องคดีของข้าแล้ว... ใต้เท้า ท่านได้ยื่นมือเข้าไปสอดแทรกคดีของข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ"
หมึกสีดำขลับจากแท่นหินต้วนเหยียนค่อยๆ แห้งซึมลงบนกระดาษบัญชีหน้าสุดท้าย
เสิ่นจือเวยวางพู่กันขนหมาป่าด้ามหยกขาวลงบนแท่นพักอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวที่ยังมีคราบหมึกจางๆ ติดอยู่เลื่อนไปปิดสมุดปกสีน้ำเงินเข้มเข้าหากัน เสียงกระดาษกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบของห้องรับรองแห่งเรือนตะวันออก
แสงแดดยามสายของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษ ทาบทับลงบนโต๊ะไม้หวงฮวาหลี ทว่าความอบอุ่นของวสันตฤดูไม่อาจละลายความเย็นเยียบที่เกาะกุมอยู่ในใจของหญิงสาวได้เลยแม้แต่น้อย
คดีฟ้องร้องของตระกูลหลี่ถูกศาลว่าการเมืองสั่งยกฟ้องไปแล้ว ทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดายและรวดเร็วจนน่าขัน สุนัขหน้าเลือดที่เคยเห่าหอนข่มขู่ว่าจะฉีกทึ้งชื่อเสียงของนาง บัดนี้กลับถูกตีแสกหน้าและปิดปากเงียบกริบอยู่ในจวนซอมซ่อของพวกมัน
ทว่าชัยชนะครั้งนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโล่งใจอย่างที่นางคาดหวัง
เมื่อวานนี้ ตอนที่นางถือหมายศาลที่ถูกตีกลับไปเผชิญหน้ากับกู้ถิงเหิงถึงในชูฝาง เพื่อถามไถ่ว่าเขาเป็นผู้สอดแทรกมือเข้ามาจัดการคดีนี้ใช่หรือไม่ บุรุษผู้ได้ฉายาว่าพญายมแห่งอวี้สื่อไถกลับไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธอย่างชัดเจน
เขาเพียงแค่หลุบตากลับไปอ่านตำราพิชัยสงครามในมือ และตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลมว่า 'ศาลว่าการเมืองตัดสินตามพยานหลักฐาน ฮูหยินมีบัญชีที่โปร่งใส ไฉนจึงคิดว่าต้องพึ่งพาบารมีของอวี้สื่อไถเล่า'
คำพูดของเขาฟังดูไร้ที่ติ ทว่าเสิ่นจือเวยไม่ใช่สตรีในห้องหอที่อ่อนต่อโลก นางเติบโตมากับการเจรจาการค้า การประเมินสายตาผู้คน และการอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มจอมปลอม นางรู้ดีว่าจ้าวผิง ผู้ช่วยนายอำเภอหน้าเงินผู้นั้น ไม่มีทางถูกกรมราชทัณฑ์บุกเข้าจับกุมตัวคาจวนในเวลาที่ประจวบเหมาะเช่นนี้ หากไม่มี 'มือที่มองไม่เห็น' คอยชักใยและส่งหลักฐานความผิดที่รัดกุมที่สุดไปถึงเบื้องบน
มือที่ทรงอำนาจ เด็ดขาด และสามารถล้มกระดานของศัตรูได้โดยไม่ต้องออกแรง... มือของกู้ถิงเหิง
เสิ่นจือเวยลุกขึ้นจากเก้าอี้ นางเดินไปหยุดยืนที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองข้ามกำแพงกั้นกลางไปยังทิศทางของ 'ชูฝาง' อันเป็นเขตหวงห้ามของบุรุษผู้นั้น
ความรู้สึกขัดแย้งตีรวนอยู่ในอก ในด้านหนึ่ง นางรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกราะกำบังที่นางเลือกใช้เงินห้าส่วนของกำไรเพื่อซื้อมานั้น ใช้งานได้ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่คาดคิด เขาไม่เพียงแต่ปกป้องนางจากคำนินทา แต่ยังจัดการถอนรากถอนโคนอุปสรรคให้พ้นทางอย่างหมดจด
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง สัญชาตญาณความระแวดระวังที่ฝังรากลึกของนางกลับร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง
นางแต่งงานครั้งนี้เพื่อหลีกหนีจากการถูกควบคุมชีวิต นางต้องการเป็นผู้คุมเกม ต้องการใช้ความสามารถและหลักฐานเพื่อต่อสู้ด้วยตัวเอง ทว่ากู้ถิงเหิงกลับปัดมือของนางออกอย่างแนบเนียน และจัดการทุกอย่างแทนตามวิธีของเขา แม้ผลลัพธ์จะออกมาดี แต่นั่นหมายความว่านางกำลังสูญเสียอำนาจในการควบคุมกระดานหมากของชีวิตตนเองไปทีละน้อย
หากเขาสามารถบงการผู้ช่วยนายอำเภอได้เพียงพลิกฝ่ามือ แล้ววันหนึ่งข้างหน้า เขาจะไม่บงการชีวิตของนางเช่นเดียวกันหรือ
"นายหญิงเจ้าคะ" เสียงของเซี่ยจูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดไม้ที่มีถ้วยชาและขนมกุ้ยฮวาส่งกลิ่นหอมกรุ่น "พักสายตาดื่มชาสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ บัญชีของร้านผ้าไหมทั้งสามแห่ง นายหญิงตรวจทานจนรอบคอบไร้ที่ติแล้ว ตระกูลหลี่ไม่มีทางหาช่องโหว่มาฟ้องร้องได้อีกแน่นอนเจ้าค่ะ"
เสิ่นจือเวยหมุนตัวกลับมา นางรับถ้วยชาเคลือบสีศิลาดลมาถือไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ "ตระกูลหลี่หมดสภาพที่จะต่อกรแล้ว ทว่ายังมีพวกพ่อค้าหน้าเลือดที่หางโจวอีก ข่าวที่จื่อรุ่ยส่งมาเมื่อวานบอกว่า สมาคมพ่อค้าไหมที่นั่นกำลังเตรียมจะยื่นเรื่องต่อศาลท้องถิ่น อ้างสิทธิ์ในการขอแบ่งโควตาการทอผ้าไหมลายราชสำนักของเรา โดยใช้ช่องโหว่เรื่องที่ข้าเป็นหญิงม่ายและอาจไม่มีสิทธิ์สืบทอดสัญญาการค้าฉบับเดิมของตระกูล"
"คนพวกนี้ช่างหน้าด้านนัก!" เซี่ยจูวางจานขนมลงอย่างกระแทกกระทั้น "พอเห็นว่านายหญิงชนะคดีตระกูลหลี่ ก็รีบหาทางกลั่นแกล้งเรื่องโควตาสินค้าแทน"
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด"
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







