LOGIN"หากศาลเมืองเปี้ยนจิงไม่ให้ความเป็นธรรม ข้าก็จะตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลต้าหลี่ ถวายฎีกาข้ามขั้น ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันสมหวังเด็ดขาด!" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านเล็กน้อย ทว่าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
กู้ถิงเหิงทอดมองใบหน้าที่ดื้อรั้นนั้น ความรู้สึกอยากปกป้องตีตื้นขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง เขาอยากจะบอกนางว่าไม่ต้องกังวลสิ่งใด เขาได้จัดการจ้าวผิงไปแล้ว พรุ่งนี้นางจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับความอัปยศใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่าเขารู้ดีว่า หากเขาพูดออกไป สตรีที่ภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองผู้นี้ จะต้องรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า นางจะมองว่าเขาดูแคลนความสามารถของนาง และมองว่าตนเองกลายเป็นเพียงนกน้อยที่ต้องหลบอยู่ใต้ปีกของเขา
สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมาที่มือของนางที่วางอยู่บนโต๊ะ
ปลายนิ้วเรียวสวยของนางเปื้อนคราบน้ำหมึกสีดำจากการพลิกหน้ากระดาษบัญชีนับร้อยหน้า คราบหมึกนั้นตัดกับผิวขาวกระจ่างของนางอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยและการทำงานอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งคืน
กู้ถิงเหิงรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ฝ่ามือ เขาอยากจะเอื้อมมือออกไป คว้ามือเล็กๆ นั้นมากุมไว้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนุ่มค่อยๆ ซับคราบหมึกเหล่านั้นออกให้หมดจด อยากจะดึงร่างบอบบางที่กำลังแบกรับภาระหนักอึ้งนี้เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน และบอกนางว่า 'พักผ่อนเถิด ข้าอยู่ที่นี่แล้ว'
มือหนาของเขาขยับขึ้นจากข้างลำตัวอย่างลืมตัว ปลายนิ้วของเขาเกือบจะสัมผัสเข้ากับปลายนิ้วที่เปื้อนหมึกของนาง...
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น เสิ่นจือเวยกลับขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างตามความเคยชิน
การกระทำนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงบนใบหน้าของพญายมแห่งอวี้สื่อไถ กู้ถิงเหิงชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มสัญชาตญาณความปรารถนาและความหวงแหนของบุรุษเพศให้จมลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจ
เขาไม่ลืมเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ เขาไม่อาจล้ำเส้นจนทำให้นางหวาดระแวงและวิ่งหนีไป
เขาค่อยๆ งอนิ้วมือเข้าหากันเป็นกำปั้นหลวมๆ ก่อนจะดึงมือกลับและวางลงบนกองสมุดบัญชีแทน เขาจัดแจงขอบสมุดบัญชีที่วางระเกะระกะให้ตรงกันด้วยท่าทีราบเรียบ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
"ความมุ่งมั่นของฮูหยินเป็นเรื่องน่ายกย่อง" กู้ถิงเหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเย็นชาและเป็นงานเป็นการดังเดิม "ทว่าการทำศึก ย่อมต้องรู้จักประเมินกำลังศัตรูและสถานการณ์ อย่าหักโหมจนเกินไป พักผ่อนเสียเถิด"
เข็มขัดหยกกระทบกันเบาๆ เมื่อเขาหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง
"ใต้เท้า..." เสิ่นจือเวยเรียกเขาไว้ น้ำเสียงของนางอ่อนลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย แฝงความสับสน "หากพรุ่งนี้ จ้าวผิงตั้งใจจะอยุติธรรมต่อข้าจริงๆ... ใต้เท้าจะ..."
นางหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ความหยิ่งทะนงทำให้นางไม่อาจเอ่ยปากขอให้เขาใช้อำนาจช่วยเหลืออย่างเปิดเผยได้
กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้า ทว่าไม่ได้หันกลับมามองนาง แผ่นหลังกว้างของเขายังคงตั้งตรง "ฮูหยินทำหน้าที่จัดการบัญชีในจวนกู้ได้อย่างไร้ที่ติ ย่อมถือเป็นคนของตระกูลกู้... หากศาลว่าการเมืองไม่ให้ความเป็นธรรมต่อคนของข้า อวี้สื่อไถย่อมมีวิธีจัดการในแบบของอวี้สื่อไถ เจ้าไม่ต้องกังวล"
พูดจบ เขาก็ก้าวเดินออกจากเรือนตะวันออกไปอย่างเด็ดขาด ปล่อยให้เสิ่นจือเวยยืนมองแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา พร้อมกับความอบอุ่นประหลาดที่หล่อเลี้ยงขึ้นในใจ
นางก้มลงมองปลายนิ้วที่เปื้อนหมึกของตนเอง ความกดดันและความหวาดกลัวต่อการขึ้นศาลในวันพรุ่งนี้ มลายหายไปกว่าครึ่ง
"อวี้สื่อไถย่อมมีวิธีจัดการ..." นางพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก
บุรุษผู้นี้ แม้จะเย็นชาและคาดเดาใจยาก ทว่าเขากลับเป็นกำแพงเมืองที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยที่สุดเท่าที่นางเคยสัมผัสมา
...
สองวันต่อมา แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนลานหินของจวนสกุลกู้ บรรยากาศเงียบสงบผิดกับความวุ่นวายภายนอกจวน
กู้ถิงเหิงนั่งอยู่ในชูฝาง เขาสวมชุดลำลองสีเข้ม มือหนึ่งถือตำราพิชัยสงคราม ทว่าสายตากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษร
เจิ้งอวี่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสะใจ "นายท่าน ทุกอย่างเรียบร้อยตามแผนขอรับ"
"ว่ามา" กู้ถิงเหิงวางตำราลง
"เมื่อเช้าตรู่ กรมราชทัณฑ์ได้รับราชโองการสายฟ้าแลบ ให้นำกำลังเข้าจับกุมตัวจ้าวผิง ผู้ช่วยนายอำเภอเมืองเปี้ยนจิง คาจวนพัก ด้วยข้อหาทุจริตงบประมาณแผ่นดินและรับสินบน หลักฐานในฎีกาของนายท่านแน่นหนาจนจ้าวผิงดิ้นไม่หลุด ฮ่องเต้กริ้วมาก สั่งปลดจากตำแหน่งและริบทรัพย์ทันทีขอรับ"
เจิ้งอวี่รายงานต่อ "ส่งผลให้ศาลว่าการเมืองเกิดความโกลาหล ผู้พิพากษาอาวุโสที่เข้ามารักษาการแทน พอเห็นว่าจ้าวผิงถูกอวี้สื่อไถจัดการจนสิ้นชื่อ ก็หวาดผวาไปตามๆ กัน เมื่อคดีของตระกูลหลี่ที่ฟ้องร้องฮูหยินถูกนำขึ้นมาพิจารณา ผู้พิพากษาท่านนั้นรีบอ่านคำฟ้องแล้วตวาดด่านายท่านผู้เฒ่าหลี่ว่าฟ้องร้องคดีไร้สาระ ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน และสั่งยกฟ้องทันทีโดยไม่ต้องเปิดศาลไต่สวนด้วยซ้ำขอรับ!"
ตระกูลหลี่ที่ทุ่มเงินติดสินบนไปจนหมดหน้าตัก บัดนี้ไม่เพียงสูญเสียคดี ทว่ายังถูกศาลตราหน้าว่าฟ้องร้องส่งเดช สิ้นไร้หนทางต่อกรอย่างสิ้นเชิง
มุมปากของกู้ถิงเหิงยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่พึงพอใจอย่างยิ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขากำหนดไว้บนกระดานหมาก ภรรยาของเขาไม่ต้องไปยืนให้ขุนนางชั้นต่ำไต่สวน และมือของเขาก็ไม่แปดเปื้อนข้อหาใช้อำนาจส่วนตัว
ทว่าก่อนที่เขาจะได้สั่งการสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







