Se connecterบทที่ 13: คืนหนีเที่ยว
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงในห้องนอนใหญ่ชั้นสามสิบห้าส่องกระทบหลังเคสโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ขอบบัตรเครดิตสีดำด้านโผล่พ้นรอยตัดของเคสยางออกมาให้เห็นชื่อ ‘ราชัน อัครโภคินทร์’ สลักนูนเด่นชัด ข้างกันนั้นคือกล่องแล็ปท็อปบอดี้แมกนีเซียมราคาเรือนแสนที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะทำงาน และกล่องอะลูมิเนียมบรรจุชุดประแจไทเทเนียมสลักชื่อย่อ ‘NM’ ที่ยังคงวางเรียงเป็นระเบียบ ทุกอย่างในห้องชุดหรูหราแห่งนี้กำลังบีบคั้นให้เหนือเมฆรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบฟูกหนานุ่ม สวมเพียงเสื้อยืดสีขาวตัวเก่ากับกางเกงยีนส์ขายาวตัวเดิม ความเงียบงันภายในห้องกว้างทำให้เสียงจังหวะการหายใจของตัวเองดังสะท้อนก้องอยู่ในหู เขากำลังกลัว ไม่ได้กลัวความดุ ไม่ได้กลัวสายตาเกรี้ยวกราดหรืออำนาจล้นมือของราชัน... แต่เขากำลังกลัวใจตัวเอง เขากลัวที่เริ่มชินชากับการนอนหลับบนเตียงนุ่มๆ โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าหลังคาจะรั่วลงมาใส่หัว กลัวที่เริ่มมองหาอาหารเช้าบนเคาน์เตอร์ครัว กลัวที่เริ่มรู้สึกปลอดภัยเวลาเห็นแผ่นหลังกว้างเดินนำหน้า และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขากำลังยอมรับความช่วยเหลือราคาแพงลิบลิ่วเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว คำสั่งเสียของแม่ก่อนสิ้นลมผุดขึ้นมาตอกย้ำในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘อย่าก้มหัวให้ใครด้วยเศษเงิน... อย่ายอมให้ใครเอาความสะดวกสบายมาผูกมัดชีวิตลูก’ เหนือเมฆสูดลมหายใจเข้าลึก มือเรียวเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบแจ้งเตือนข้อความแอปพลิเคชันไลน์ที่เพิ่งส่งเข้ามาเมื่อสิบนาทีก่อนจากคนที่ยังคงนั่งเคลียร์งานอยู่ที่โรงช็อปใต้ตึกเครื่องกล Rachan: ‘กูมีประชุมประเมินงบสนามแข่งกับพวกปีสี่ต่อ ดึกๆ ถึงจะขึ้นไป กินข้าวหรือยัง อย่าลืมกินยา’ ข้อความสั้นๆ สั่งการหน้าตายตามแบบฉบับ ทว่ากลับแฝงความใส่ใจที่หนักอึ้งจนน่าอึดอัด เหนือเมฆจ้องตัวหนังสือนั้นนิ่ง ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป Nueamek: ‘กินยาแล้วครับ ง่วงมาก กำลังจะนอน ปิดไฟแล้วไม่ต้องกวน’ กดส่งข้อความเสร็จ เหนือเมฆก็คว่ำหน้าจอลงทันที ลมหายใจที่พ่นออกมาสั่นเครือ เขารู้สึกผิดที่ต้องโกหก แต่มันเป็นทางเดียวที่เขาจะดึงตัวเองออกจากความรู้สึกสับสนบ้าๆ นี้ได้ชั่วคราว ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มแชตเพื่อนปีหนึ่งเด้งรัวขึ้นมาแทรก Ohm: ‘พวกกูอยู่ร้านหลบมุมหลังมอ เบียร์ทาวเวอร์โปรเปิดหัวค่ำลดครึ่งราคา ไอ้บาสกับไอ้เติร์ดมาถึงแล้ว มึงออกมาด่วนไอ้เมฆ ย้อมใจหลังสอบมิดเทอมกันหน่อยโว้ย!’ Bas: ‘มาเหอะมึง ช่วงนี้มึงหายหัวไปกับพวกพี่ปีสี่จนเพื่อนจะลืมหน้าแล้วเนี่ย ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง’ เหนือเมฆมองข้อความชวนไปร้านเหล้าท้ายซอยหลังมหาวิทยาลัย แหล่งรวมตัวประจำของเด็กวิศวะที่เขาไม่เคยคิดจะไปเหยียบเพราะต้องประหยัดเงินทุกบาททุกสตางค์ แต่ในค่ำคืนที่สมองตื้อตันจนแทบระเบิดแบบนี้ กลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงเพลงอึกทึกอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยกดทับความฟุ้งซ่านในหัวของเขาลงไปได้ เหนือเมฆดึงบัตรเครดิตสีดำของราชันออกจากเคสโทรศัพท์ วางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงคู่กับพวงกุญแจคีย์การ์ดสำรอง เขาพกไปเพียงเงินสดไม่กี่ร้อยบาทกับบัตรประชาชนในกระเป๋ากางเกง เด็กหนุ่มคว้าเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้มตัวเก่ามาสวมทับเสื้อยืด เปิดประตูห้องชุดแล้วก้าวเดินออกจากคอนโดหรูไปอย่างเงียบเชียบ เสียงดนตรีสดแนวดนตรีอินดี้ร็อกผสมจังหวะกลองหนักหน่วงดังกระหึ่มจนแผ่นสังกะสีร้านสะเทือน ‘ร้านหลบมุม’ ร้านเหล้ากึ่งเปิดโล่งหลังมหาวิทยาลัยอัดแน่นไปด้วยกลุ่มนักศึกษาหลายร้อยชีวิต แสงไฟสลัวสีม่วงตัดสลับสีแดงสาดส่องผ่านกลุ่มควันบุหรี่ที่ลอยวนอยู่ใต้โครงหลังคา กลิ่นเบียร์หกเรี่ยราดผสมกลิ่นกับแกล้มทอดและกลิ่นน้ำแข็งหลอดลอยคลุ้ง เสียงหัวเราะและการชนแก้วดังระงมไปทั่วทุกทิศทาง โต๊ะไม้อัดตัวยาวมุมด้านในสุด บาสกับโอมกำลังร้องเพลงแข่งกับเสียงลำโพงอย่างเมามัน ส่วนเติร์ดยกแก้วน้ำอัดลมชนกับเพื่อนตามประสาคนคออ่อน “หมดแก้วไอ้เหี้ยเมฆ! ช้าทำไมวะ!” บาสตะโกนลั่น เลื่อนแก้วชงเหล้าสีเข้มปี๋ผสมโซดาน้อยส่งให้เพื่อนสนิท เหนือเมฆที่นั่งอยู่ริมโต๊ะ คว้าแก้วเหล้าขึ้นมาโดยไม่ลังเล เขายกขึ้นกระดกพรวดเดียวจนน้ำสีอำพันไหลผ่านลำคอ รสชาติบาดคอและความร้อนวูบวาบแล่นพล่านลงไปถึงกระเพาะอาหารจนใบหน้าขาวเนียนเหยเก รสขมฝาดของสุราราคาถูกไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกสับสนในหัวจางลงไปเลย แต่มันกลับทำให้เส้นประสาทที่ตึงเปรี๊ยะค่อยๆ คลายตัวลง “เฮ้ยๆ เบาหน่อยมึง กินเหมือนจะไปตายที่ไหน” เติร์ดเอื้อมมือมาดึงแก้วเปล่าออก “มึงเพิ่งหายไข้ไม่ใช่เหรอวะ หน้าแดงเป็นลูกตำลึงแล้วเนี่ย” “กูหายแล้ว...” เหนือเมฆตอบเสียงยานคาง มือเรียวยกขึ้นปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกสองเม็ดเพื่อระบายความร้อนที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมาตามผิวกาย ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กระหน่ำลงไปในกระเพาะที่ว่างเปล่าทำให้สติของเขาเริ่มพร่าเลือน แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงจัด ปอยผมหน้าม้าชื้นเหงื่อปรกหน้าผาก เสื้อเชิ้ตตัวนอกร่นหลุดลงมาเปิดให้เห็นลำคอขาวผ่องและกระดูกไหปลาร้าอย่างชัดเจน ดวงตากลมโตฉ่ำเยิ้ม ปรือปรอยคล้ายคนกำลังจะหลับ หัวกลมๆ เริ่มโงนเงนจนต้องใช้ข้อศอกยันโต๊ะไว้ “เออ แล้วตกลงช่วงนี้มึงไปนอนที่ไหนวะ” โอมชะโงกหน้าข้ามโต๊ะมาถาม แววตาสงสัย “ไอ้บาสบอกว่าไปหามึงที่หอพัก ป้าเจ้าของหอบอกประตูห้องมึงพังยับเหมือนโดนช้างถีบ แถมมึงยังเก็บของหายไปเลย มึงไปอยู่ไหนมาวะ” คำถามนั้นทำให้สติที่เลือนรางของเหนือเมฆชะงักไปนิดหนึ่ง ภาพห้องนอนใหญ่ ภาพเตียงนุ่ม และแววตาดุดันของใครบางคนผุดวาบขึ้นมาในหัว “กู... กูไปนอนเฝ้าช็อป” เหนือเมฆโกหกหน้าตาย พลางคว้าขวดเหล้าเทเติมใส่แก้วตัวเองอีกรอบ “ทำงานแลกเงิน... ไม่มีอะไรหรอก” “แน่นะมึง” บาสหรี่ตามอง “ไม่ใช่ว่าโดนพี่ราชันจับไปขังลืมนะเว้ย คนทั้งคณะเขาลือกันว่ามึงโดนพี่เขาล็อคตัวไว้ใช้งานคนเดียว วันก่อนกูเห็นพี่เขาเดินมาส่งมึงที่ตึกเรียน หน้าโคตรดุเหมือนพร้อมจะหักคอทุกคนที่มองมึงอะ” “เพ้อเจ้อ...” เหนือเมฆหัวเราะหึๆ ในลำคอ ยกแก้วเหล้าขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง “เขาจะมาสนใจอะไรกู... กูเป็นแค่เด็กรับจ้างทำงานชั่วโมงละสามร้อย... แค่นั้นแหละ...” น้ำเสียงที่แผ่วลงเจือไปด้วยความตัดพ้อที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เหนือเมฆฟุบหน้าลงกับท่อนแขนบนโต๊ะ ปล่อยให้ความมึนเมาเข้าครอบงำโลกทั้งใบ เสียงดนตรีรอบตัวเริ่มกลายเป็นเสียงอู้อี้ จนกระทั่ง... บรึ้มมมมมมม! แบร้ดดดด! เสียงคำรามกึกก้องของเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบแปดสูบระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากถนนหน้าร้าน เสียงท่อไอเสียระดับซูเปอร์สปอร์ตแผดเสียงแหวกอากาศจนกระจกบานเลื่อนของร้านเหล้าสั่นสะเทือน แสงไฟหน้าแอลอีดีสีขาวจัดสาดส่องตัดผ่านม่านควันบุหรี่เข้ามาในร้าน ดึงดูดสายตานักศึกษาทุกโต๊ะให้หันไปมองเป็นตาเดียว รถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูสีดำขลับที่ทั้งมอมีเพียงคันเดียว แล่นเข้ามาจอดเทียบเบียดฟุตบาทหน้าร้านอย่างไม่สนใจป้ายห้ามจอด เสียงเพลงจากเวทีดนตรีสดพลันสะดุดลง นักร้องนำชะงักมือที่กำลังดีดคอร์ดกีตาร์ ความเงียบงันประหลาดเข้าปกคลุมร้านเหล้าในเสี้ยววินาที ปัง! เสียงปิดประตูดังลั่น ร่างสูงใหญ่ของราชันก้าวลงมาจากรถ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อลวกๆ ทับด้วยเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ไม่ได้ติดกระดุม ใบหน้าคมคายมืดทึมจนน่าสะพรึงกลัว สันกรามคมขบแน่นจนปูดโปน ดวงตาดำจัดใต้คิ้วเข้มลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธจัดที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง โทรศัพท์มือถือในมือหนาของราชันสว่างวาบ... หน้าจอแสดงแอปพลิเคชันค้นหาตำแหน่งอุปกรณ์ ซึ่งจับสัญญาณจีพีเอสจากโทรศัพท์มือถือของเหนือเมฆที่ส่งพิกัดมายังร้านเหล้าแห่งนี้ คนที่ส่งข้อความมาบอกว่า ‘ง่วงมาก นอนแล้ว’ กำลังนั่งกินเหล้าอยู่ในดงร้านเหล้าหลังมอ ราชันก้าวเท้าเดินเข้ามาในร้าน ฝีเท้าหนักแน่นและรังสีคุกคามรุนแรงจนเด็กโต๊ะข้างทางเดินต้องรีบขยับเก้าอี้หลบทางให้ด้วยความกลัว บรรยากาศรอบตัวเขาลดฮวบลงสู่จุดเยือกแข็ง บาสที่กำลังยกแก้วเหล้าค้างอยู่ เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินดุ่มๆ เข้ามา ช้อนในมือร่วงหล่นลงโต๊ะเสียงดังเป๊าะ ใบหน้าของบาสถอดสีจนขาวซีด “เชี่ยแล้ว... ไอ้เมฆ... มึงตื่นเดี๋ยวนี้!” บาสรีบเขย่าแขนเพื่อนสนิทรัวๆ ละล่ำละลักจนลิ้นพันกัน “พะ... พี่ราชันมา!” แต่เหนือเมฆที่เมาจนคอพับเพียงแค่ปรือตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มเมามายแต้มอยู่บนริมฝีปากบาง “ใครมานะ... ช่างแม่งดิ...” ตึง! ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะไม้อัดข้างศีรษะของเหนือเมฆอย่างแรงจนขวดโซดาและแก้วเหล้ากระเด็น บาส เติร์ด และโอมสะดุ้งตัวโยน รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนตัวตรง แข็งทื่อราวกับทหารเกณฑ์ที่เจอนายพล ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ราชันไม่มองเด็กปีหนึ่งคนอื่นแม้แต่น้อย สายตาคมกริบตรึงแน่นอยู่ที่ร่างของคนเมาตรงหน้า สภาพของเหนือเมฆที่นอนฟุบอยู่กับโต๊ะ ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง และที่ทำให้เส้นเลือดที่ขมับของราชันเต้นตุบๆ คือกระดุมเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ยจนเปิดเปลือยให้เห็นแผ่นอกและลำคอขาวผ่องต่อหน้าสายตาคนนับร้อยในร้าน ความหวงแหนและความโกรธจัดปะทุขึ้นมาจนราชันแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ หมับ! ราชันโน้มตัวลงไป คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเหนือเมฆ ออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างโปร่งที่ไร้เรี่ยวแรงก็ลอยหวือขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที “อื้อ... อะไรวะ...” เหนือเมฆส่งเสียงครางประท้วงในลำคอ สองเท้าสะเปะสะปะพยายามจะทรงตัว ใบหน้าแดงซ่านซบลงกับแผงอกกว้างของคนที่เพิ่งดึงเขาขึ้นมาอย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้คุ้นเคยลอยแตะจมูกจนเด็กหนุ่มเริ่มได้สติขึ้นมารำไร เหนือเมฆพยายามเงยหน้าขึ้นมอง เปลือกตาหนักอึ้งสบเข้ากับดวงตาสีเข้มที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดในระยะประชิด “พี่... ราชัน...” เหนือเมฆครางเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว ลิ้นคับปาก “มาได้ไง...” “หุบปาก” ราชันกดเสียงต่ำจนน่ากลัว เขาไม่รอฟังคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น แขนแกร่งข้างหนึ่งรวบเอวบางของคนเมาเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น กึ่งลากกึ่งอุ้มร่างของเหนือเมฆให้ก้าวเดินตามท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งร้าน บาสได้แต่มองตามตาละห้อย ยกมือไหว้รุ่นพี่ปีสี่ปลกๆ แต่ไม่กล้าเอ่ยปากห้ามแม้แต่คำเดียว ราชันพาร่างที่อ่อนปวกเปียกของเหนือเมฆฝ่าฝูงชนออกมาถึงหน้าร้าน ลมดึกพัดวูบเข้าปะทะร่างจนเหนือเมฆสะดุ้งตัวสั่น แต่ยังไม่ทันที่คนเมาจะได้ตั้งสติ ราชันก็เปิดประตูรถสปอร์ตฝั่งผู้โดยสาร เหวี่ยงร่างของเหนือเมฆยัดเข้าไปบนเบาะหนังแท้ทันที พลั่ก! เหนือเมฆทรุดลงนั่งบนเบาะหลังหงาย ศีรษะกระแทกกับพนักพิงเบาๆ ความมึนเมาตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกพะอืดพะอม เขาพยายามจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อก้าวขาออกจากรถ “ปล่อยผม... ผมจะกลับไปกินเหล้ากับเพื่อน...” เหนือเมฆโวยวายเสียงอ้อแอ้ สองมือพยายามผลักคนตัวโตออกไป ราชันไม่ยอมให้ก้าวหนีแม้แต่นิ้วเดียว ร่างสูงใหญ่โน้มตัวตามเข้ามาในห้องโดยสารแคบๆ ทาบทับปิดทางออกไว้จนมิด มือหนาเอื้อมไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยเส้นหนาข้ามร่างของคนเมา ดึงกระชากจนแน่นตึง รัดตรึงแผ่นอกและหน้าท้องของเหนือเมฆไว้กับเบาะ ก่อนจะกดหัวล็อกลงในช่องเสียงดังสนั่น แกร๊ก! แรงล็อกแน่นหนาจนเหนือเมฆขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย ราชันไม่ยอมถอยตัวออกไป ชายหนุ่มทาบฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนพนักพิงข้างศีรษะของเหนือเมฆ อีกข้างบีบเข้าที่ปลายคางมน ออกแรงบังคับให้ใบหน้าขาวที่กำลังเมามายแหงนเงยขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ใบหน้าคมคายเลื่อนเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากบางที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้ง ดวงตาสีเข้มของราชันในเวลานี้ไม่มีความล้อเล่น ไม่มีความผ่อนปรน มีเพียงความดุดันและเปลวไฟแห่งความโกรธที่ลุกโชน สันกรามคมขบแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ราชันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังปรือปรอยและสับสน เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟันออกมาช้าๆ ชัดเจนทุกพยางค์ คล้ายคำพิพากษาที่ปิดประตูรอดของคนผิดลงอย่างสมบูรณ์ “มึงกล้าโกหกกูเหรอเหนือ...” ราชันออกแรงบีบปลายคางแน่นขึ้นอีกนิด สายตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นอย่างคาดโทษ “กลับไป... เตรียมตัวรับโทษได้เลย”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







