Masukเมื่อน้องสาวตัวแสบหนีการแต่งงาน ภารกิจการสวมรอยเพื่อป้องกันข้อหากบฏเนื่องจากขัดราชโองการจึงเกิดขึ้น การที่พี่ชายสวมรอยแต่งงานว่ายากแล้ว แต่การเอาตัวรอดจากสามีในคืนเข้าหอนั้นยากยิ่งกว่า เรามาร่วมลุ้นกันว่า หลินเซียว คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหลิน จะรอดพ้นเงื้อมือของ จ้าวเยว่ ได้หรือไม่ บัณฑิตหนุ่มของเราจะใช้กลอันใดในการเอาตัวรอดในครั้งนี้
Lihat lebih banyakเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตรอกฉางอัน สีแดงมงคลถูกประดับประดาตั้งแต่หัวถนนลากยาวไปจนถึงหน้าคฤหาสน์สกุลหลิน บรรยากาศภายนอกเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของชาวบ้านที่มารอชมขบวนรับเจ้าสาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ แน่ล่ะสิ นี่คืองานมงคลสมรสพระราชทานระหว่าง หลินโหรวโหรวคุณหนูรองสกุลหลินผู้เลอโฉม กับ จ้าวเยว่ อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งราชสำนัก ผู้ซึ่งฮ่องเต้ยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วน
ตัดภาพมาที่เรือนชั้นในของคฤหาสน์สกุลหลิน บรรยากาศกลับผิดแผกไปจากภายนอกราวฟ้ากับเหว ไม่ต่างอันใดกับลานประหารที่รอเวลาลงดาบ "นายท่าน แย่แล้วขอรับนายท่าน คุณหนูรอง คุณหนูรองหายตัวไปขอรับ" เสียงตะโกนแหบพร่าของพ่อบ้านเกาทำเอา หลินกวน นายท่านใหญ่สกุลหลินที่กำลังสวมชุดมงคลสีแดงสดถึงกับหน้าซีดเผือด แก้วชาในมือร่วงแตกกระจายเต็มพื้น ฮูหยินหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ร้อนถึงสาวใช้ต้องรีบเข้ามาประคองให้วุ่นวายไปหมด "เจ้าว่ากระไรนะ โหรวโหรวหายไป หายไปได้เยี่ยงไร อีกครึ่งชั่วยามเกี้ยวของท่านอัครเสนาบดีก็จะมารับตัวแล้ว นางจะหายไปได้อย่างไร" หลินกวนตวาดลั่นจนหนวดสั่นระริก "บะ... บ่าวเข้าไปที่ห้องคุณหนูเพื่อตามให้ช่างแต่งหน้าเข้าไปเตรียมตัว แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดอ้ากว้าง ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นหายไปเกลี้ยง และ... และจดหมายฉบับนี้วางอยู่บนโต๊ะขอรับ" พ่อบ้านเกายื่นกระดาษแผ่นบางที่สั่นพั่บๆ ตามแรงมือให้ผู้เป็นนาย หลินกวนกระชากจดหมายมาอ่าน สายตาไล่กวาดตัวอักษรไม่กี่บรรทัด ก่อนที่ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นยมทูตมายืนรออยู่ตรงหน้า ‘ท่านพ่อ ท่านแม่ โปรดอภัยให้ลูกอกตัญญูด้วย ลูกไม่อาจทนฝืนใจแต่งงานกับตาเฒ่าหน้าเลือดจ้าวเยว่ได้ ลูกได้ยินกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขามามาก เขาฆ่าคนไม่กะพริบตา หากลูกแต่งให้เขา ลูกคงมีชีวิตอยู่ไม่พ้นสามวันเป็นแน่ ลูกได้พบรักกับคุณชายจาง เราสองคนสาบานจะครองคู่กันไปชั่วฟ้าดินสลาย ลูกจึงขอหนีตามเขาไป ขอพวกท่านโปรดรักษาสุขภาพ ลาก่อน... โหรวโหรว’ "นังลูกไม่รักดี นังลูกเนรคุณ" หลินกวนขยำจดหมายปาลงพื้น เอามือกุมขมับที่เต้นตุบๆ "ตาเฒ่าหน้าเลือดอันใดกัน ท่านอัครเสนาบดีจ้าวเพิ่งจะอายุยี่สิบหก รูปงามหล่อเหลาปานเทพเซียน ทรงอำนาจบารมี เป็นถึงมือขวาของโอรสสวรรค์ สตรีค่อนเมืองหลวงล้วนอยากปีนขึ้นเตียงเขาทั้งนั้น มีแต่นังลูกโง่เขลาของข้าที่ตาบอดตาใส ไปหลงลมปากไอ้คุณชายจางจอมกะล่อนนั่น" "ท่านพี่ ฮึก แล้วเราจะทำเยี่ยงไรกันดีเจ้าคะ" ฮูหยินหลินสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ "นี่เป็นสมรสพระราชทาน หากทางจวนอัครเสนาบดีรู้ว่าเราไม่มีเจ้าสาวให้เขา โทษฐานหลอกลวงเบื้องสูง มีหวังตระกูลหลินของเราต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเป็นแน่" คำว่า ‘ประหารเจ็ดชั่วโคตร’ สะท้อนก้องไปทั่วทั้งจวน บ่าวไพร่ที่ได้ยินต่างพากันทรุดลงไปร้องห่มร้องไห้กอดคอกัน บางคนเริ่มคิดแผนจะเก็บเสื้อผ้าหนีเอาตัวรอดแล้ว ในขณะที่สถานการณ์กำลังโกลาหลถึงขีดสุด บานประตูไม้แกะสลักก็ถูกผลักออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เขาสวมชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อน เรือนผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยประดับด้วยกวานหยกขาว ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจด ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับหยกสลัก คิ้วเรียวยาวพาดเฉียง ดวงตาดอกท้อดูเย้ายวนแต่กลับแฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาด จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางสีระเรื่อโดยไม่ต้องแต่งแต้ม หากมองเผินๆ ความงดงามนี้อาจทำให้สตรีหลายนางต้องนึกละอาย เขาคือ หลินเซียว คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหลิน บัณฑิตหนุ่มอนาคตไกลผู้เพิ่งสอบผ่านระดับซิ่วไฉ พี่ชายร่วมอุทรของหลินโหรวโหรวนั่นเอง "ท่านพ่อ ท่านแม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นขอรับ ข้าอ่านตำราอยู่เรือนข้าง ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายไปจนถึงที่นั่น" หลินเซียวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่เมื่อเห็นจดหมายที่ถูกขยำทิ้งบนพื้น เขาก็ก้มลงเก็บมาคลี่อ่าน เพียงครู่เดียว คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันแน่น "ยัยเด็กบ้า นางกล้าก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ" หลินเซียวสบถออกมาอย่างเหลืออด "ทิ้งปัญหาไว้ให้เบื้องหลัง แล้วหนีเอาตัวรอดไปกับผู้ชายเนี่ยนะ" "เซียวเอ๋อร์ พ่อควรทำเช่นไรดี พ่อไม่อยากให้หัวหลุดจากบ่า พ่อยังไม่ได้อุ้มหลานเลย" หลินกวนคร่ำครวญ หลินเซียวยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว พยายามใช้สติปัญญาของบัณฑิตหาทางออก "ท่านพ่อ เราพอจะมีสาวใช้ หรือญาติห่างๆ คนใดที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับโหรวโหรวบ้างหรือไม่ จับแต่งตัวสวมรอยไปก่อน พอเข้าหอไปแล้ว ค่อยหาข้ออ้างว่าป่วยหนัก หรือปิดไฟให้มืดสนิท" "ไม่มี โหรวโหรวเป็นหญิงงามอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง จะไปหาคนหน้าตาคล้ายนางภายในครึ่งชั่วยามได้จากที่ใด" หลินกวนตอบเสียงสิ้นหวัง ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุมห้องอีกครั้ง ทันใดนั้น สายตาของหลินกวน ฮูหยินหลิน และพ่อบ้านเกา ก็ค่อยๆ เลื่อนมาหยุดอยู่ที่จุดเดียวกัน จุดนั้นคือร่างเพรียวบางของบุรุษหนุ่มในชุดบัณฑิตสีฟ้าที่ยืนอยู่ตรงกลางห้อง หลินเซียวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับน้องสาวถึงเจ็ดส่วน รูปร่างก็สูงโปร่งแต่บอบบางกว่าบุรุษทั่วไป ผิวพรรณก็ขาวผ่องเนียนนุ่มดุจน้ำนม เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาสามคู่ที่จ้องมองมาอย่างมีความหวัง (และน่าขนลุก) หลินเซียวก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณเอาตัวรอดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด "ดะ... เดี๋ยว พวกท่านมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร" หลินเซียวยกพัดขึ้นมากั้นระดับอก "ข้าเป็นบุรุษ เป็นผู้ชายทั้งแท่ง แถมยังเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ อนาคตขุนนางของราชสำนักนะ พวกท่านคงไม่ได้คิดจะ..." "เซียวเอ๋อร์ลูกรัก" ฮูหยินหลินพุ่งเข้ามากอดขาบุตรชาย ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย "ช่วยพ่อกับแม่ด้วยเถิด ช่วยตระกูลหลินด้วย บรรพบุรุษกว่าร้อยชีวิตฝากไว้ที่เจ้าแล้ว" "ท่านแม่ ปล่อยข้านะ นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน ให้ข้าแต่งหญิงไปเข้าพิธีแทนยัยตัวแสบนั่นเนี่ยนะ ขืนท่านอัครเสนาบดีจับได้ ข้ามิโดนสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นโยนให้สุนัขกินหรอกหรือ" หลินเซียวพยายามแกะมือมารดาออก แต่อีกฝ่ายเกาะแน่นเป็นปลิง "เซียวเอ๋อร์ ถือว่าพ่อขอร้องล่ะ" หลินกวนทรุดตัวลงคุกเข่าอีกคน "เจ้าหน้าตาคล้ายโหรวโหรวที่สุด แค่แต่งหน้าให้เข้มหน่อย สวมมงกุฎหงส์ เอาผ้าคลุมหน้าสีแดงปิดไว้ ตอนกราบไหว้ฟ้าดินก็ก้มหน้าต่ำๆ ส่วนตอนเข้าหอ เจ้าก็อ้างว่ามีระดู หรือไม่ก็แกล้งสลบไปเลย พรุ่งนี้เช้าพ่อจะรีบส่งคนไปตามหาตัวโหรวโหรวให้พบ แล้วค่อยหาทางสลับตัวกลับ" "แผนการหละหลวมสิ้นดี ท่านคิดว่าจ้าวเยว่เป็นคนโง่หรืออย่างไร เขาเป็นถึงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่คุมทั้งบุ๋นและบู๊ แค่ข้าเดินก้าวแรกเขาก็ดูออกแล้วว่าข้าเป็นบุรุษ" หลินเซียวโวยวาย หน้าหล่อๆ เริ่มบิดเบี้ยว ปัง! ปัง! ปัง! เสียงประทัดชุดใหญ่จุดขึ้นที่หน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงตะโกนแจ้งเตือนจากบ่าวรับใช้ด้านนอก "เกี้ยวเจ้าบ่าวมาถึงแล้วขอรับ ขบวนของท่านอัครเสนาบดีมาถึงหน้าประตูแล้ว" เหมือนเสียงระฆังมรณะดังขึ้น หลินกวนเบิกตากว้าง พุ่งเข้าไปจับไหล่บุตรชายเขย่าแรงๆ "ไม่มีเวลาแล้ว เซียวเอ๋อร์ หากเจ้าไม่ทำ พวกเราตายกันหมดแน่ เจ้าอยากเห็นพ่อแม่ถูกบั่นคอต่อหน้าต่อตาหรือ แม่นมหลี่ สาวใช้ทั้งหลาย จับตัวคุณชายใหญ่ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้ งัดเครื่องประทินโฉมที่ดีที่สุดออกมา ใช้ผ้าพันอกให้แน่นๆ แล้วยัดหมอนเสริมหน้าอกให้ด้วย" "เฮ้ย ไม่เอา ข้าไม่แต่ง ปล่อยข้า ปล่อยยยยย!" หลินเซียวดิ้นรนสุดฤทธิ์ แต่ด้วยเรี่ยวแรงของบัณฑิตที่วันๆ จับแต่พู่กัน มีหรือจะสู้แรงของบรรดาสาวใช้และแม่นมร่างท้วมกว่าห้าคนที่กรูกันเข้ามาหิ้วปีกเขาเข้าไปหลังฉากกั้น มหกรรมแปลงโฉมอันสุดแสนจะทุลักทุเลและน่าอนาถใจได้เริ่มขึ้น "โอ๊ย! แม่นมหลี่ เบาๆ หน่อย! ท่านดึงผมข้าหนังหัวจะหลุดแล้ว" หลินเซียวน้ำตาเล็ดเมื่อถูกจับเกล้าผมทรงสตรี "ทนหน่อยเจ้าค่ะคุณชาย เพื่อตระกูลหลินของเรา เสี่ยวชุ่ย เอาผงชาดมาทาปากคุณชายให้แดงกว่านี้อีก แดงแบบกินเลือดมาเลยยิ่งดี จะได้พรางสายตา" แม่นมหลี่สั่งการอย่างแข็งขัน "อึก แค่กๆ แป้งนี่มันหนาเกินไปแล้ว ข้าหายใจไม่ออก" หลินเซียวสำลักฝุ่นแป้งที่ถูกตบลงบนใบหน้าอย่างไม่ปรานี "เอาล่ะเจ้าค่ะ ขั้นตอนสำคัญ" สาวใช้คนหนึ่งเดินถือผ้ายาวๆ สีขาวเข้ามาพร้อมกับหมอนยัดนุ่นขนาดเล็กสองใบ "คุณชาย โปรดให้ความร่วมมือด้วยเจ้าค่ะ" หลินเซียวหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ถลึงตาใส่สาวใช้ "จะทำอันใด ออกไปนะ ข้าบอกว่าไม่ต้องยัดไงเล่า หน้าอกแบนๆ นี่แหละ กำลังเป็นที่นิยมจะตายไป สตรีบางคนก็ไม่มีหน้าอกเหมือนกันนั่นแหละ" "ไม่ได้เจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งไว้ว่าต้องสมจริงที่สุด" เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ ร่างที่ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นก็ทำเอาทุกคนในห้องตกตะลึงจนตาค้าง บุรุษหน้าหวานในชุดบัณฑิตหายไปแล้ว บัดนี้เบื้องหน้าของพวกเขาคือ เจ้าสาวผู้เลอโฉม ชุดมงคลสีแดงสดปักลายหงส์ทองด้วยดิ้นส่องประกายระยับขับเน้นให้ผิวพรรณที่ขาวอยู่แล้วยิ่งดูผุดผ่องดุจหิมะ รูปร่างที่สูงโปร่งถูกพรางด้วยเสื้อคลุมหลายชั้นดูอวบอิ่มขึ้น (ด้วยอานิสงส์ของหมอนยัดนุ่น) ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างประณีต คิ้วถูกวาดให้โก่งดังคันศร ดวงตาดอกท้อถูกกรีดหางตาให้ดูเฉี่ยวคมและเย้ายวน ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อน่าจุมพิต มงกุฎหงส์ทองคำประดับระย้ามุกสวมทับอยู่บนศีรษะ งดงาม งดงามยิ่งกว่าหลินโหรวโหรวตัวจริงเสียอีก "งดงาม งดงามมากลูกแม่" ฮูหยินหลินปาดน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม (และโล่งใจที่หัวยังไม่หลุด) "หากจ้าวเยว่เห็นเจ้า เขาต้องหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นเป็นแน่" "หลงใหลบ้าบออันใดเล่าท่านแม่ คอข้าจะหักอยู่แล้ว มงกุฎนี่มันหนักกี่ชั่งกันเนี่ย" หลินเซียวบ่นอุบอิบ เสียงที่พยายามกดให้เบาลงฟังดูแหบพร่าคล้ายสตรีที่กำลังขวยเขิน (ในความคิดของคนอื่น แต่ความจริงคือเขาโกรธจนเสียงสั่น) "เอาล่ะๆ คลุมหน้าได้แล้ว ขบวนเจ้าบ่าวรออยู่นานแล้ว เดี๋ยวจะผิดสังเกต" หลินกวนรีบโยนผ้าคลุมหน้าสีแดงปักลายนกยวนยางคลุมทับศีรษะบุตรชาย ปิดบังใบหน้างดงามและสายตาอาฆาตมาดร้ายของหลินเซียวจนมิดชิด โลกทั้งใบของหลินเซียวกลายเป็นสีแดงขมุกขมัว เขาถูกแม่นมหลี่และสาวใช้ขนาบข้าง หิ้วปีกกึ่งลากกึ่งจูงเดินออกไปที่หน้าประตูจวน เสียงดนตรีงานมงคลดังกึกก้อง เสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านดังเซ็งแซ่ แต่ในหูของหลินเซียวกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวเร็วราวกับกลองศึก เขาถูกดันให้เข้าไปนั่งในเกี้ยวหลังใหญ่สีแดงที่บุด้านในด้วยผ้าไหมเนื้อดี ทันทีที่ม่านเกี้ยวปิดลง ความมืดมิดและกลิ่นเครื่องหอมกำยานก็โอบล้อมรอบตัวเขา ‘จบสิ้นแล้ว อนาคตบัณฑิตจอหงวนของข้า จบสิ้นลงในเกี้ยวเจ้าสาวนี่แหละ’ หลินเซียวคิดในใจอย่างรันทด กัดริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสดจนแทบห้อเลือด ‘ยัยน้องบ้า กลับมาเมื่อไหร่พี่ชายคนนี้จะตีให้ขาหักเลยคอยดู’ "ออกเดินทางได้" เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้น เกี้ยวถูกยกขึ้นจนลอยเหนือพื้น หลินเซียวเซถลาไปชนกับผนังเกี้ยวเล็กน้อย เขาต้องรีบยกมือขึ้นจับมงกุฎหงส์ไม่ให้หล่นกระแทกหน้าตัวเอง ทุกจังหวะการก้าวเดินของคนหามเกี้ยว ทำให้ร่างของเขาสั่นคลอน ความอึดอัดจากชุดหลายชั้นและความรัดรึงของผ้าพันอกทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก ในหัวของเขาตอนนี้จินตนาการไปถึงหน้าตาของ เจ้าบ่าว ที่เขากำลังจะไปเผชิญหน้า จ้าวเยว่ อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ขุนนางหนุ่มผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก ว่ากันว่าเขาเป็นคนเย็นชา ไร้หัวใจ โหดเหี้ยมเด็ดขาด ผู้ใดขวางทางเขาล้วนมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก บางข่าวลือก็บอกว่าเขามักจะทรมานศัตรูในห้องใต้ดินจนตาย บางข่าวลือก็บอกว่าเขาเป็นพวกวิปริตชอบดื่มเลือดคนสดๆ ‘นี่ข้ากำลังจะแต่งงานกับปีศาจชัดๆ! หากเขารู้ว่าข้าเป็นผู้ชาย... เขาจะทำอย่างไรกับข้า จะตัดแขนตัดขาข้า หรือจะจับข้าตอนเป็นขันทีแล้วส่งเข้าวัง... ม่ายยยยย!’ หลินเซียวหลับตาปี๋ มือสองข้างกำกระโปรงสีแดงแน่นจนยับยู่ยี่ ภาวนาให้หนทางจากคฤหาสน์สกุลหลินไปถึงจวนอัครเสนาบดียาวไกลไร้จุดสิ้นสุด แต่สวรรค์มักไม่เข้าข้างคนดวงซวย... เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ขบวนเกี้ยวก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดนิ่งสนิท เสียงดนตรีมงคลหยุดชะงัก บรรยากาศภายนอกจู่ๆ ก็เงียบกริบลงอย่างน่าประหลาดใจ เงียบจนน่าขนลุก ราวกับว่าผู้คนที่รอรับขบวนอยู่ที่หน้าจวนต่างพร้อมใจกันกลั้นหายใจ หลินเซียวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารู้ดีว่าความเงียบนี้หมายถึงสิ่งใด เจ้าของจวนผู้ทรงอำนาจผู้นั้นปรากฏตัวแล้ว ตึก... ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก้าวเดินเข้ามาใกล้เกี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนหัวใจดวงน้อยๆ ของหลินเซียว ทันใดนั้น ม่านเกี้ยวสีแดงก็ถูกเลิกขึ้น แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมเย็นเยียบของไม้จันทน์ที่ผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของคนคุ้นเคยกับคมดาบ ผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงบางๆ หลินเซียมองเห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขาสวมชุดมงคลสีแดงเข้มที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แต่ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายความกดดันและบารมีอันน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านออกมาได้ ฝ่ามือใหญ่หนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบและพู่กันยื่นเข้ามาภายในเกี้ยว หงายมือขึ้นรอรับอย่างสงบนิ่ง "ลงมาสิ ฮูหยินของข้า" เสียงทุ้มต่ำและลึกซึ้งดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ทว่ากลับมีพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังต้องยอมศิโรราบโดยไม่มีข้อแม้ เป็นเสียงที่ดุดันแต่อันตราย และเย้ายวนอย่างประหลาด หลินเซียวตัวสั่นสะท้าน เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก มือเรียวขาวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างสั่นระริกขณะที่ค่อยๆ ยื่นออกไปวางลงบนฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่าย วินาทีที่ผิวสัมผัสกัน หลินเซียวสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากมือของจ้าวเยว่ มันร้อนราวกับเหล็กเผาไฟที่กำลังนาบลงบนผิวของเขา แต่สิ่งที่ทำให้หลินเซียวแทบหัวใจวายตายคือ วินาทีที่เขาวางมือลงไป จ้าวเยว่กลับไม่ได้จับมือเขาอย่างทะนุถนอมแบบที่บุรุษพึงกระทำต่อสตรี แต่ฝ่ามือใหญ่นั้นกลับรวบจับมือของหลินเซียวเอาไว้แน่น แน่นจนสัมผัสได้ถึงกระดูกข้อนิ้วที่ใหญ่กว่าสตรีทั่วไป นิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวเยว่จงใจลูบไล้เบาๆ ที่หลังมือของหลินเซียว ราวกับกำลังสำรวจบางสิ่งบางอย่าง ‘ซวยแล้ว เขารู้สึกหรือเปล่าว่ามือข้าใหญ่กว่ามือสตรี เขารู้หรือเปล่าว่าข้าไม่มีเล็บยาวเฟื้อยเหมือนพวกคุณหนูในห้องหอ’ หลินเซียวสติแตกกระเจิง รีบก้าวเท้าลงจากเกี้ยวด้วยความลนลานจนลืมไปว่าตัวเองกำลังสวมชุดกรุยกรายยาวเฟื้อยลากพื้น "หวาาา!" ปลายเท้าของเขาสะดุดเข้ากับชายกระโปรงตัวเอง ร่างเพรียวบางถลาพุ่งไปข้างหน้า เตรียมตัวเตรียมใจรอรับความเจ็บปวดที่หน้าจะต้องทิ่มลงกับพื้นหินชนวนแข็งๆ แต่ทว่า ความเจ็บปวดกลับไม่มาเยือน ท่อนแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตวัดรวบเข้าที่เอวบางของเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดึงร่างของหลินเซียวเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งราวกับกำแพงหิน กลิ่นไม้จันทน์หอมกรุ่นโชยปะทะจมูกอย่างชัดเจนจนหลินเซียวเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด หลินเซียวเบิกตากว้างภายใต้ผ้าคลุมหน้า หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หน้าอก (ที่ยัดหมอนเอาไว้) เบียดชิดกับอกแกร่งของอีกฝ่ายจนรู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอและทรงพลังของจ้าวเยว่ จ้าวเยว่ก้มหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากแทบจะชิดกับใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดของหลินเซียว ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดรดลงบนต้นคอขาวผ่องที่โผล่พ้นปกคอเสื้อ "ระวังหน่อย ฮูหยิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบา แต่กลับดังชัดเจนในโสตประสาทของหลินเซียว "ร่างกายของเจ้ายามนี้ เป็นของข้าแล้ว หากมีรอยเขียวช้ำไปแม้แต่จุดเดียว ข้าคงปวดใจแย่" คำว่า 'ปวดใจ' ที่หลุดออกมาจากปากของคนโหดเหี้ยมอย่างจ้าวเยว่ ไม่ได้ทำให้หลินเซียวรู้สึกโรแมนติกเลยสักนิด แต่กลับทำให้ขนอ่อนทั่วร่างลุกซันด้วยความหวาดผวา ‘มะ... หมอนี่มันโรคจิตชัดๆ ขืนคืนนี้ต้องเข้าหอกับเขา ข้าต้องไม่รอดแน่ๆ’ หลินเซียวอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด ได้แต่ก่นด่าชะตากรรมของตัวเองอยู่ในใจ ขณะที่ถูกอัครเสนาบดีปีศาจประคอง (หรือกึ่งๆ ล็อกคอ) เดินเข้าสู่จวนหลังใหญ่ที่ดูไม่ต่างอะไรกับถ้ำพยัคฆ์แดนมังกร วิวาห์นี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นณ จวนอัครเสนาบดี ดินแดนแห่งความสงบสุข (ที่มีแต่คนคลั่งรัก) ยามบ่ายอันแสนเกียจคร้าน บรรยากาศในศาลากลางสวนดอกไม้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ และความหวานเลี่ยนที่ทำเอาสาวใช้ต้องเบือนหน้าหนี บนตั่งไม้นุ่มสบาย หลินเซียวในชุดลำลองบุรุษสีฟ้าอ่อนกำลังนอนหนุนตักของท่านอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ มือเรียวถือตำราอ่านอย่างสบายใจ ในขณะที่จ้าวเยว่กำลังทำหน้าที่ปอกเปลือกองุ่น แล้วป้อนเข้าปากภรรยาอย่างเอาอกเอาใจ "อ้าม หวานหรือไม่" จ้าวเยว่ถามเสียงนุ่ม "อืม หวาน" หลินเซียวเคี้ยวตุ้ยๆ กวาดสายตาอ่านตำราต่อ "แต่ท่านปอกช้าไปหน่อย ข้ากินไม่ทันใจเลย" "ได้คืบจะเอาศอกนะฮูหยิน มีอัครเสนาบดีปอกองุ่นให้กินถึงปากยังจะบ่นอีก" จ้าวเยว่บีบจมูกโด่งรั้นนั้นเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว "เมื่อคืนก็ทำข้าไม่ได้นอนทั้งคืน วันนี้ยังจะมาใช้แรงงานข้าอีก เจ้านี่มันภรรยาจอมเผด็จการชัดๆ" "ใครใช้ให้ท่านบ้ากามเองเล่า" หลินเซียวหน้าแดงแหวใส่ "ข้าบอกให้พอ ท่านก็ไม่ยอมหยุด สะโพกข้ายังระบมอยู่เลยเนี่ย ถ้ารู้ว่าแต่งงานแล้วต้องเหนื่อยขนาดนี้ ข้าหนีไปบวชชี เอ้ย บวชพระตั้งแต่แรกก็ดีหรอก" "สายไปแล้วหลินเซียว เจ้าเป็นฮูหยินของข้าแล้ว
ณ คฤหาสน์สกุลหลิน สถานที่ที่เคยปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความหวาดกลัวและรอคอยราชโองการประหารเจ็ดชั่วโคตร บัดนี้กลับมามีความสงบสุขและร่มเย็นอีกครั้ง หลินกวนและฮูหยินหลินกำลังนั่งจิบชาชั้นดีที่ลูกเขย (กำมะลอ) ส่งมาให้จากจวนอัครเสนาบดี ทั้งสองคนมีสีหน้าผ่อนคลายและดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมลูกชายในวัน หุยเหมิน และได้เห็นกับตาว่าอัครเสนาบดีจ้าวเยว่หลงใหลคลั่งไคล้ในตัว ฮูหยิน ของเขามากเพียงใด (แม้จะแอบสยองเรื่องที่ลูกชายตัวเองต้องตกเป็นภรรยา อย่างสมบูรณ์แบบไปแล้วก็ตาม) "สวรรค์คุ้มครองจริงๆ ที่ท่านอัครเสนาบดีตาบอด เอ้ย! รักใคร่เซียวเอ๋อร์ของพวกเราถึงเพียงนี้" หลินกวนลูบเคราอย่างอารมณ์ดี "ผ่านไปเป็นเดือนแล้ว เขาก็ยังไม่รู้ความจริง แถมยังส่งของกำนัลมาให้จวนเราไม่ขาดสาย ดูสิ โสมภูเขาอายุร้อยปีนี่ก็ของหายากยิ่งนัก" "นั่นน่ะสิเจ้าคะท่านพี่" ฮูหยินหลินยิ้มละไม "ตอนแรกข้ากังวลแทบตายกลัวลูกจะโดนจับได้ แต่ดูเหมือนเซียวเอ๋อร์จะเอาตัวรอดได้เก่งกว่าที่เราคิด วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา คงนำไปใช้ปรนนิบัติสามีได้เป็นอย่างดี" ตึง! ตึง! ตึง! จู่ๆ เสียงทุบประตูหน้าคฤหาสน์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกั
"ปล่อยข้านะ ไอ้คนบ้ากาม กลางวันแสกๆ ข้าไม่เอาโว้ยยย"เสียงโวยวายของฮูหยินใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดีดังลั่นไปตลอดทางเดินระเบียงไม้ ทว่าเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังกวาดลานหรือรดน้ำต้นไม้อยู่ต่างพร้อมใจกันหันหลัง ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อไปราวกับหูหนวกตาบอดไปชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือเข้ามายุ่งกับ ‘เรื่องภายในครอบครัว’ ของผู้เป็นนาย โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของท่านอัครเสนาบดีจ้าวเยว่ที่กำลังแบกฮูหยินพาดบ่าเดินลิ่วๆ ไปยังเรือนหนังสือปัง!บานประตูห้องหนังสือแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกเตะเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าของจ้าวเยว่ พร้อมกับดาลประตูที่ถูกลงกลอนอย่างแน่นหนาร่างเพรียวบางในชุดฮูหยินสีแดงสดของหลินเซียวถูกวางแหมะลงบนโต๊ะทำงานไม้จันทน์แดงตัวใหญ่กลางห้องอย่างไม่เบามือนัก ม้วนฎีกาและกองกระดาษเซวียนจื่อที่เคยวางเป็นระเบียบถูกกวาดตกลงไปกองกับพื้นบางส่วน"โอ๊ย! หลังข้า ท่านเบาๆ หน่อยไม่ได้หรืออย่างไร" หลินเซียวหน้างอ ลูบสะโพกตัวเองปอยๆ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นกองฎีกาที่ร่วงอยู่บนพื้น "นี่ท่าน ฎีกาพวกนี้สำคัญมากนะ เลอะหมึกหมดแล้วเห็นหรือไม่""ช่างฎีกาปะไร เลอะก็เขียนใหม่ได้ แ
แสงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศภายในเรือนหลักของจวนอัครเสนาบดีกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบนเตียง หลินเซียวตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยร้าวรานไปทั้งสะโพก (ผลจากการถูกทำโทษเพราะความปากแข็งเมื่อคืน) แต่ความเจ็บปวดทางกายหรือจะสู้ไฟหึงหวงที่ลุกโชนอยู่ในอก เมื่อคืนเขาประกาศกร้าวไปแล้วว่าจะไม่ยอมให้พวกสตรีหน้าอกตู้มพวกนั้นมาเสนอหน้าแย่งสามีของเขาเด็ดขาด และบัณฑิตอย่างหลินเซียว พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น "ฮูหยิน เพิ่งจะเช้าเอง เหตุใดเจ้าถึงตื่นมานั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้ากระจกเล่า มานอนต่อเถิด" จ้าวเยว่ที่เพิ่งตื่น งัวเงียเอื้อมมือหมายจะคว้าเอวบางมานอนกอดต่อ เพียะ! "โอ๊ย!" ท่านอัครเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ถูกฝ่ามืออรหันต์ของฮูหยินฟาดเข้าที่หลังมืออย่างจัง "นอนบ้าบออันใดเล่า วันนี้ข้ามีศึกใหญ่ต้องจัดการ" หลินเซียวสะบัดหน้ามาตอบ ดวงตาดอกท้อวาวโรจน์ไปด้วยความมุ่งมั่น วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดบุรุษ แต่กลับเรียกให้สาวใช้คนสนิทเข้ามาช่วยสวมชุดฮูหยินเต็มยศตั้งแต่เช้าตรู่ เสื้อผ้าไหมสีแดงสดปักลายหงส์สยายปีกถูกสวมทับอย่างประณีต เครื่องประดับทองคำและหยกถูกประดับบนศีรษะจน