เข้าสู่ระบบตอนที่ 4
ทำไมต้องเป็นมัน
ม่านไหมกลับมาหาแม่ที่โรงพยาบาล พอเห็นหน้าลูกสาวนางแพรก็รีบปรี่เข้ามาเล่าถึงความคืบหน้าในการรักษาสามีด้วยสีหน้าเบิกบาน
“โธ่เอ้ย! แม่คิดไปเองแท้ๆ นึกว่าโรคนี้ไม่มีทางหาย ต้องป่วยติดเตียงหรือไม่ก็เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปเลย”
ม่านไหมยิ้มให้แม่อย่างเข้าใจ อยากจะบอกว่าที่แม่คิดไว้ตอนแรกก็ไม่ผิดนัก แต่เพราะ “เงิน” ตัวเดียวที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
“ต้องขอบคุณคุณเวหามากๆ เลย แม่นึกว่าเค้าจะไล่แม่ออกแล้วซะอีก”
ม่านไหมไม่กล้าบอกความจริงว่าได้เงินค่ารักษาพ่อมาจากไหนจึงโกหกแม่ไปว่าเธอไปขอร้องคุณวรนุชให้รับเธอเข้าทำงานแทนแม่ ตอนแรกคุณวรนุชไม่ยอมแต่คุณเวหาช่วยพูดให้แถมยังให้เธอยืมเงินมาจ่ายค่ารักษาพ่ออีกด้วย
“แต่หนูต้องไปอยู่บ้านเค้าเพื่อทำงานใช้หนี้ แม่ไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ? “ม่านไหมจำใจต้องโกหกต่อ เพราะเธอนึกหาเหตุผลอื่นที่ฟังขึ้นกว่านี้ไม่ได้เลย
รอยยิ้มจางลงจากใบหน้าของนางแพร มือเหี่ยวย่นวางลงบนฝ่ามือของลูกสาว
“แม่ไม่ว่าอะไรหรอก แม่กลัวแต่ม่านจะโกรธที่พ่อแม่ทำให้ลูกลำบาก”
นางแพรกับสามีก็เหมือนพ่อแม่ทั่วไปที่อยากให้ลูกสุขสบายและได้ดีกว่าตัวเอง แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกของนางต้องมาลำบากเพราะพ่อแม่
ม่านไหมเห็นท่าทางเศร้าสร้อยของแม่ก็รีบบีบมือเพื่อปลอบใจ
“หนูไม่โกรธเลยค่ะแม่ หนูดีใจด้วยซ้ำที่ช่วยพ่อกับแม่ได้ พ่อกับแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตหนูเลยนะคะ”
ว่าแล้วสองแม่ลูกก็โอบกอดปลอบโยนกันและกัน แม้จะมีความกังวลอยู่ลึกๆ แต่ม่านไหมก็ปลอบใจตัวเองว่าสิ่งที่เธอทำเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอและครอบครัวแล้ว
หลังกลับจากโรงพยาบาล ม่านไหมก็กลับบ้านเพื่อไปเก็บเสื้อผ้าย้ายไปอยู่บ้านของเจ้านาย
กว่าจะฝ่ารถติดไปถึงบ้านได้ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว โชคดีที่วันนี้คุณวรนุชกับสามีไม่อยู่ ส่วนเวหากับดารัณออกไปงานเลี้ยงไม่แน่ใจว่าจะกลับเมื่อไหร่ แต่ถึงยังไงเธอก็ไม่กังวลเพราะห้องพักของเธออยู่คนละฝั่งกับห้องนอนของทั้งคู่อยู่แล้ว
ม่านไหมจัดของพลางนึกถึงสายตาของดารัณที่มองเหยียดเธอตลอดเวลา ส่วนเวหาถึงจะไม่แสดงออกเท่าภรรยาแต่ม่านไหมก็รับรู้ได้ว่าชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่ แค่คิดว่าจะต้องเจอกับสายตาแบบนั้นตลอดหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ม่านไหมก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกแล้ว
‘โชคดีที่ไม่ต้องอยู่ใกล้กัน ค่อยหายใจคล่องขึ้นมาหน่อย’
ใช้เวลาเพียงไม่นานหญิงสาวก็จัดเก็บของใช้ส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่เตรียมตัวจะอาบน้ำเข้านอนก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมา
“อ้าว! มีแต่ตู้ ไม่มีน้ำเลย”
ม่านไหมพึมพำเบาๆ เมื่อเปิดตู้เย็นขนาดเล็กที่เวหาให้คนเอามาตั้งไว้ในห้อง คงเพราะไม่รู้ว่าเธอจะมาวันไหนเลยยังไม่มีใครเอาน้ำดื่มมาแช่ไว้
ม่านไหมไม่อยากลงไปยุ่มย่ามข้างล่างแต่ความกระหายน้ำก็มีมากจนคิดว่าถ้าปล่อยไว้คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ๆ
“เราแค่ไปหยิบน้ำเปล่ามากิน คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
ว่าแล้วก็ย่องออกจากห้อง ค่อยๆ เดินลงบันไดให้มีเสียงน้อยที่สุด ซึ่งก็ได้ผล เพราะเวหาและดารัณที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านพอดีและแวะเข้าไปคุยกันในห้องนั่งเล่นข้างๆ บันไดไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีคนอยู่ตรงนั้น ทั้งคู่จึงคุยกันด้วยเสียงปกติเพราะไม่คิดว่าใครจะได้ยิน
"ทำไมถึงต้องเป็นเด็กนั่นด้วย เป็นคนอื่นไม่ได้หรือไงคะ?" ดารัณในชุดเดรสสั้น แต่งหน้าทำผมจัดเต็มโยนกระเป๋าลงไปบนโซฟาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกอดอก ท่วงท่าราวกับนางพญาเหมือนเช่นเคย
เวหาค่อยๆ วางสูทพาดไว้กับพนักพิง ก่อนจะไปนั่งข้างๆ ภรรยา
“ก็ไหนว่าคุณตกลงแล้วไง”
"ดาด้าตกลงเรื่องอุ้มบุญ แต่ดาด้าไม่ชอบยัยเด็กนั่น! จะมีลูกทั้งที มีกับคนอื่นที่ดีกว่าลูกแม่บ้านไม่ได้เหรอคะ? "
“ที่ดีกว่านี้เค้าก็คงไม่รับงานหรอก ถึงรับก็อาจจะหัวหมอมาเล่นตุกติกกับเราทีหลัง เด็กนี่เหมาะที่สุดแล้ว หัวอ่อน พูดง่าย อีกอย่างพ่อแม่เค้ายังต้องพึ่งพาเราอีกเยอะ ตอนนี้เราถือไพ่เหนือกว่า”
สิ่งที่ได้ยินทำเอาม่านไหมถึงกับสะอึก หญิงสาวอยากเดินหนีไปตอนนี้เลย แต่ติดที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่เลยต้องค่อยๆ หาจังหวะแอบย่องออกไปซึ่งนั่นก็ทำให้เธอต้องทนฟังคำพูดบาดใจต่อไปอีกหลายประโยค
"ไม่รู้ล่ะ ยังไงดาด้าก็ไม่ชอบอยู่ดี เราใช้วิธีอื่นไม่ได้เหรอคะ? "
“วิธีอื่น วิธีไหน? นี่ผมกำลังช่วยคุณอยู่นะ”
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเวหาเต็มไปด้วยความลำบากใจ
"เราเปลี่ยนเป็นทำกิ๊ฟต์ไม่ได้เหรอคะ?" ดารัณถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“แบบนั้นม่านไหมก็ทำไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติ และที่สำคัญ…มันปิดเป็นความลับไม่ได้ คุณก็รู้นี่ “
ดารัณนิ่งไป เหตุผลที่เวหาเปลี่ยนใจมาใช้วิธีนี้เพราะตามกฏหมายแล้วการอุ้มบุญต้องเกิดจากหญิงที่เคยผ่านการคลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติมาแล้ว ซึ่งม่านไหมไม่มีคุณสมบัตินั้น
“แถมกว่าจะทำเสร็จต้องติดต่อยื่นเอกสารกับหน่วยงานนั่นนี่เยอะแยะมากมาย เรื่องที่เรามีลูกเองไม่ได้ก็คงแพร่กระจายออกไป…”
เวหาหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แต่แค่มองตาก็รู้ใจ ดารัณรู้ดีว่าส่วนที่ละไว้ก็คือถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป พ่อแม่ของเขาก็คงเสียหน้าที่ลูกสะไภ้มีลูกให้ไม่ได้ และความกดดันทั้งหมดทั้งมวลก็จะย้อนกลับมาที่เธอ
ดวงตาที่ถูกแต่งแต้มสีสันไว้อย่างงดงามดูเศร้าลง
“ผมรู้ว่าคุณอึดอัดที่ต้องให้ลูกแม่บ้านมาท้องแทน ผมเองก็อึดอัดไม่น้อยไปกว่าคุณ แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเด็กคนนั้นเป็นคนเดียวที่ผมพอจะไว้ใจให้ทำเรื่องนี้ได้”
“คุณต้องสัญญานะคะว่าจะไม่ให้มันมาเทียบเท่าดาด้าได้”
“ยังไงเด็กนั่นก็ไม่ทีทางเทียบคุณได้อยู่แล้ว”
ได้ยินอย่างนั้นดารัณก็มีสีหน้าดีขึ้น รอยยิ้มเริ่มกลับมา
“งั้น ถ้ามันคลอดแล้ว คุณต้องรีบไล่มันออกจากบ้านเราไปนะคะ ดาด้าไม่อยากเห็นหน้ามัน”
"อืม!" เวหารีบรับคำทันที
"อดทนหน่อยนะ ไว้เราได้ลูกเมื่อไหร่ ผมจะไม่ให้เด็กนั่นมาวุ่นวาย มาทำให้คุณรำคาญใจได้อีกเป็นอันขาด! "
จากนั้นสองสามีภรรยาก็ยิ้มให้กัน โดยไม่รู้เลยว่าที่นอกห้อง มีร่างๆ หนึ่งค่อยๆ ย่องออกไปจากตรงนั้นพร้อมกับความปวดร้าวในหัวใจ
***
ขอเม้นหน่อยนะคะ นักอ่านที่น่ารัก ถ้าเม้นเยอะ เดี๋ยวเย็นนี้มาอีกตอน อิอิ
ตอนพิเศษงานแต่งงานถูกจัดขึ้นหลังจากถ่ายพรีเวดดิ้งได้ไม่นานแม้จะจัดเล็กๆ แขกในงานมีเพียงครอบครัว ญาติๆ และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น แต่เพราะเวหายังจัดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงสังคมไฮโซผู้ดีอยู่ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้สื่อมาทำข่าวบ้าง"ทำไมเพิ่งมาจัดพิธีตอนนี้ละคะ? ""พอดีตอนนั้นเราสองคนคิดว่าพิธีมันไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกของคนสองคนน่ะครับ""แล้วทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนใจ? ""พออยู่ๆ กันไปผมก็รู้สึกรักเค้ามากขึ้นเรื่อยๆ มากจนอยากจะบอกให้ทุกคนรู้และอยากให้คนผมรักและเคารพได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดีๆ ของผม ก็เลยขอเค้าแต่งงานอีกรอบน่ะครับ""แล้วเจ้าสาวละคะ? ""ความจริง หนูยังไงก็ได้ค่ะ หนูคิดว่าความรู้สึกของคนสองคนมันสำคัญกว่าพิธี แต่ถ้ามีพิธีมันก็เปิดโอกาสให้คนที่รักเรามาแสดงความยินดี หรือมามีส่วนร่วมในวันแห่งความสุขของเรา หนูก็ว่าดีไปอีกแบบค่ะ""เฮ้อ เหนื่อยน่าดูเลย"เวหาถอนหายใจหนักหน่วงพลางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบในขณะที่ม่านไหมนั่งหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วค่อยๆ บรรจงถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น"เดี๋ยวพี่ช่วย"เจ้าบ่าวหมาดๆ ดีดตัวขึ้นจากเตียงแล
ตอนที่ 37สัญญาตลอดชีวิตวันเวลาของม่านไหมก็ผ่านไปเช่นนี้จนถึงช่วงสายของวันหนึ่งในอีกเจ็ดเดือนต่อมา เสียงเด็กทารกเพศชายแผดเสียงร้องดังลั่นห้องคลอดบ่งบอกถึงความแข็งแรงของเจ้าตัว ท่ามกลางเสียงรอยยิ้มแห่งความดีใจของคนที่รออยู่ด้านนอก โดยเฉพาะตัวของเวหาเองเด็กและแม่ถูกส่งต่อมายังห้องพักฟื้น ภาพของเด็กชายตัวแดงแจ๋ยังนอนหลับปุ๋ยเป็นที่ยินดีแก่คนมาเยี่ยมนัก ไม่เว้นแม้แต่พ่อและแม่ของม่านไหม ที่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้เหมือนกัน ห้องพักฟื้นถึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และพูดถึงเด็กชายวาคินกันเป็นเสียงเดียวถึงความน่ารักน่าชังของเจ้าตัว จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมทั้งหมดถึงปล่อยให้คุณแม่และลูกพักผ่อนต่อไป โดยที่มารดาของเวหาไม่ลืมกระซิบย้ำถึงเรื่องสำคัญที่ลูกชายต้องทำ“เธอชอบไหมที่ให้ลูกซื่อ วาคิน”คำว่าลูกทำเอาม่านไหมยิ้มแก้มแทบแตก ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่มี การเป็นแม่ใครสักคนมันช่างดีอย่างนี้นี่เองสินะถึงแม้อีกไม่กี่วันเธอจะหมดหน้าที่ และอาจจะไม่มีทางได้กอดเจ้าตัวเล็กแบบนี้อีก เพราะสัญญากำลังจะหมดลงแล้วใบหน้าสวยถึงได้สลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอารมณ์ดีอย่างเวหากลับยังจ้อไม่หยุด“เดี๋ยววันไหนว่างเราไปเล
ตอนที่ 36ป่วยหลังจากจบเรื่องราววุ่นวายลง ม่านไหมก็ได้ใช้คำว่าชีวิตสงบสุขจริงๆ กับเขาสักที เธอไม่ได้ซักถามด้วยซ้ำว่าทำไมดารัณถึงได้ยอมหย่ากับเขาง่ายๆ ด้วยม่านไหมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของตน แล้วสถานการณ์ของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม คือหน้าที่ดูแลเจ้าก้อนตัวน้อยในท้องให้สมบูรณ์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้หากแต่มันจะไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเป็นพ่อเด็กสักเท่านี่สิ"ตายแล้วตัวร้อนจี๋เลย" หลังจากเธอออกมาจากโรงพยาบาลก็เห็นอีกฝ่ายยุ่งๆ ทั้งเรื่องงานเรื่องลูก จนไม่มีเวลามาหาเธอ แต่วันนี้เขาดันมาพร้อมกับไข้สูงเนี่ยสิม่านไหมรีบเรียกแม่บ้าน สักพักป้าอิ่มก็มาพร้อมแผ่นลดไข้แผ่นเดียว"พอดีคุณเค้าไม่ค่อยป่วย เลยมีติดบ้านไว้แค่นี้ค่ะ" หญิงวัยกลางคนแก้ตัวเสียงอ่อย"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดตัวให้เอง"พอคล้อยหลังแม่บ้านไปแล้วม่านไหมก็เปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เวหา"อือ…อือ" เสียงครางเบาๆ ดังมาจากริมฝีปากได้รูปของคนที่กำลังนอนหลับอยู่"พี่เว…เป็นอะไรหรือเปล่า? "คนป่วยค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น พอเห็นว่าเป็นม่านไหมก็ส่งเสียงงัวเงีย "พี่ร้อน""รู้แล้วค่ะ หนูเช็ดตัวให้อยู่นี่ไง" พูดพลา
ตอนที่ 35หย่าก็หย่าฝีเท้าหนัก ๆ ของเวหา และผู้เป็นแม่แข่งกันแล่นทำความเร็ว มาตามโถงยาวของโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเครียดอย่างเห็นได้ชัด กับข่าวร้ายเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ทั้งคู่ได้รับจากป้าอิ่ม'ข่าวร้ายที่ว่าม่านไหมเกิดอุบัติเหตุตกบันไดแล้วหมดสติไป'ห้องฉุกเฉินยังปิดสนิทเหมือนเคย และแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เวหามารอหญิงสาวอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน หากแต่ครั้งนี้กับครั้งแรกมันต่างกันนักด้านความรู้สึกครั้งแรกเขาเพียงแค่กังวลอาการป่วยของหญิงสาวที่ยังไม่รู้สาเหตุด้วยซ้ำ อีกอย่างครั้งนั้นก็เพียงแค่เป็นลมเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับตอนนี้ ที่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังเสี่ยงอันตรายเพราะแรงกระแทก ซึ่งอาจมีผลต่อเด็กในท้องรวมถึงตัวของม่านใหม่เอง“อย่าเป็นอะไรนะขอร้อง ได้โปรด”เสียงของเวหาเจือสะอื้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งดวงตายังแดงก่ำเกินกว่าจะเปรียบเทียบได้กับครั้งไหน มือคู่ใหญ่แตะนาบอยู่กับบานประตูของห้องฉุกเฉินสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจชายหนุ่มอย่างยากจะสลัดออกกลัวเหลือเกินว่าม่านไหมจะเป็นอะไรไป และยิ่งกลัวไปกว่านั้นคือลูกจะไม่อยู่ด้วยแล้ว“ตาเว
ตอนที่ 34ช่วยด้วย!“ค่อยๆ เดินนะ เดี๋ยวล้ม”เสียงห่วงใยของเวหาดังขึ้นพร้อมกับคนตัวโตที่ประคองร่างหญิงสาวด้วยความทะนุถนอม ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรก ต้องเรียกว่านับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา เวหาก็แทบไม่ให้เธอได้ออกแรงอีกเลย เรื่องทำขนมส่งขายยิ่งแล้วใหญ่ เพราะชายหนุ่มให้ม่านไหมเพียงแค่คุมคนในบ้านให้ทำตามที่เธอต้องการเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้ลงมือทำอะไรเองเด็ดขาดอ้างว่ากลัวเธอเป็นลมเป็นแล้งไป ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ออกจะดูเว่อร์ไปอยู่บ้างในความรู้สึกของหญิงสาว“ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้มั้งคะ หนูไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อย”“ว่าได้เหรอ เมื่อเช้าก็อาเจียนออกมาจนหมดเลยนี่ เดี๋ยวเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปทำไง ห่วงตัวเองบ้างเถอะน่า”ความห่วงของเขาสุดท้ายม่านไหมจึงจำยอมทำตามอีกฝ่ายแต่โดยดี มองดูคนตัวโตที่เคยทำหน้าดุใส่เธอ กำลังลูบไล้หน้าท้องแบนราบไปมาเบาๆ ความรู้สึกของม่านไหมตอนนี้คือกล้าพูดได้เต็มปากจริงๆ ว่ามีความสุขไม่น้อยแต่มันจะอยู่ได้นานขนาดไหนกันล่ะ จนกว่าเด็กในท้องจะคลอดออกมารึเปล่านะ แล้วหลังจากนั้นเธอจะเป็นอย่างไรล่ะ นึกถึงตรงนี้สีหน้าของม่านไหมมันก็เปลี่ยนไปทันที แต่ก็ใช่ว่าเวหาจะสั่งเก
ตอนที่ 33ภรรยาของคุณกำลังตั้งครรภ์หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ม่านไหมถูกส่งเข้าไป เห็นเป็นภาพของเวหากำลังเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด แม้นาฬิกาบนข้อมือจะบอกว่าหญิงสาวหายเข้าไปในห้องได้ไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่กับคนรอ มันช่างให้ความรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกินจนกระทั่งบานประตูของห้องถูกเปิดออกในที่สุด“เมียผมเป็นยังไงบ้างครับหมอ”คำถามจากจิตใต้สำนึกถูกส่งไปให้คุณหมอตรงหน้าทันทีด้วยความร้อนใจหากแต่ชายในชุดเสื้อกาวน์กลับยังคงยิ้มให้เขาราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับอาการของคนในห้อง นั่นทำเอาเวหาถึงกับต้องขมวดคิ้วแล้วถามย้ำ แต่คำตอบที่ได้กลับมาครั้งนี้ทำเอาชายหนุ่มตะลึงตาเหลือก“ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ เป็นอาการปกติของคนที่กำลังตั้งครรภ์”“ตั้งครรภ์? หมายความว่า…เมียผมท้องแล้วเหรอครับ”ช่วงต้นและท้ายประโยคต่างกันลิบลับ แต่คนเป็นหมอล่วงรู้ดีถึงความรู้สึกของเจ้าตัว ถึงได้ยังคงเอ่ยสำทับเพิ่มความมั่นใจกลับไปอีกรอบ“ใช่ครับ ภรรยาคุณกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้ว อาการหน้ามืดเป็นลมแบบนี้ เป็นปกติสำหรับคนท้องอ่อนๆ ยังไงครั้งต่อไปควรจะระวังเอาไว้ดีกว่านะครับ เพราะถ้าเกิดล้มไปกระแทกกับพื้นแ







