Mag-log in
“น้ำจะไปทำงานในสถานที่แบบนั้นจริง ๆ เหรอ?” เสียงทุ้มเรียบเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าซึ่งมีสถานะเป็นแฟนสาวของตนในตอนนี้ เมื่อเธอมาบอกเขาว่าเธอได้งานทำที่ใหม่แล้ว
เอกมนัส หรือ เอก ชายหนุ่มนักศึกษาวัย 20 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ปีที่สอง เขาเป็นชายหนุ่มต่างจังหวัด และเป็นแฟนของหญิงสาวตรงหน้าที่คบหาดูใจกันมา และเข้ามาศึกษาต่อด้วยกันที่เมืองหลวง แต่ทั้งคู่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่จะไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ เพราะแฟนสาวนั้นพักอาศัยอยู่กับหญิงสาวรุ่นพี่ในหมู่บ้านเดียวกัน...
“จริงสิเอก งานที่นี่แหละได้เงินดีและได้ไวด้วย แบบนี้น้ำจะได้มีเงินส่งกลับให้แม่เยอะ ๆ จะได้ใช้หนี้ด้วยไง” เธอเอ่ยตอบแฟนหนุ่มของเธอด้วยใบหน้าและรอยยิ้มที่มีความหวังเมื่อนึกถึงงานใหม่ที่เธอจะได้ทำในเร็ววัน
ธารารินทร์ ธนารักษ์ หรือ น้ำ หญิงสาวต่างจังหวัดที่เข้ามาศึกษาต่อในเมืองหลวงแห่งนี้ ตอนนี้เธออยู่มหาวิทยาลัยปีสองแล้ว ด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปี ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหางานส่งตัวเองเรียน เนื่องจากเธอเกิดจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เธอมีมารดาเพียงคนเดียวที่เป็นคนเลี้ยงดูและเป็นเสาหลักของบ้าน
ทั้งคู่เป็นคนต่างจังหวัดที่คบหาดูใจกันมาตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว และเข้ามาศึกษาต่อที่นี่ด้วยกัน ทางบ้านของแฟนหนุ่มเป็นครอบครัวที่มีฐานะมากกว่าเธอ เขาจึงไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย เพราะมีครอบครัวคอยส่งเสียให้ทุกเดือนอยู่แล้ว
ต่างจากเธอที่ครอบครัวเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ชีวิตหาเช้ากินค่ำ มีมารดาเพียงคนเดียวที่คอยเป็นเสาหลัก หาเลี้ยงเธอ เพราะบิดาทิ้งไปตั้งแต่ที่เธอยังเล็ก
ธารารินทร์จึงเลือกสอบเข้ามาศึกษาต่อที่นี่ด้วยกันกับแฟนหนุ่ม เพื่อที่จะได้หางานทำได้สะดวกในระหว่างเรียน และส่งตัวเองเรียนต่อเพื่อแบ่งเบาภาระมารดาของเธอมากไปกว่านี้ แถมยังมีเงินส่งกลับไปที่บ้านให้มารดาใช้อีกด้วย
เดิมทีเธอเป็นเพียงแค่เด็กเสิร์ฟร้านอาหารธรรมดาค่าจ้างแค่ไม่กี่ร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมสถานศึกษาทำงานในสถานบันเทิงแล้วได้เงินดี เธอจึงสนใจแล้วหันมาปรึกษารุ่นพี่ที่บ้านเดียวกันที่พักอาศัยด้วย จึงได้คำแนะนำมาเพราะหญิงสาวก็ทำงานที่นั่นด้วยเช่นกัน
“แต่เราไม่อยากให้เธอไปทำงานกลางคืนในที่แบบนั้นเลยน้ำ” แฟนหนุ่มพูดด้วยความลำบากใจ เพราะเขารู้ดีว่าสถานที่ที่เธอบอกนั้นเป็นแบบไหน
“พี่ฝ้ายก็ทำงานที่นั่นเหมือนกัน พี่เขาบอกว่าได้เงินดีแถมยังได้ทิปเยอะอีกด้วยน่ะ” เธอเอ่ยบอกกับแฟนหนุ่มไปตามที่รู้ข้อมูลมาจากพี่สาวบ้านเดียวกันที่เธอพักอยู่ด้วยในตอนนี้
“แต่...” เอกมนัสไม่รู้จะห้ามเธออย่างไรดี
“ให้น้ำไปทำเถอะ น้ำจะได้มีเงินส่งกลับไปให้แม่ น้ำไม่อยากให้แม่ทำงานหนักด้วย เพราะตอนนี้แม่สุขภาพไม่ดีด้วย” เธอเอ่ยขออย่างอ้อนวอนกับแฟนหนุ่ม
“แต่น้ำอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีเลยน่ะ” เอกมนัสจึงยกเหตุผลข้อนี้ขึ้นมาอ้าง เพราะทราบดีว่าสถานบันเทิงจะรับคนที่อายุยี่สิบปีขึ้นไป
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงแล้ว พี่ฝ้ายคงฝากเข้าได้แหละ” อีกไม่กี่่วันที่เธอบอก นั่นไม่ได้แปลว่าวันสองวัน แต่เป็นเดือนสองเดือน เพราะเธอเข้าเรียนก่อนเกณฑ์จึงอายุน้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน
“เราห้ามอะไรน้ำไม่ได้เลยใช่ไหม?” เอกมนัสเอ่ยอย่างจำใจ เพราะไม่สามารถห้ามอะไรหญิงสาวที่ขึ้นสถานะว่าแฟนได้
“เข้าใจน้ำหน่อยนะเอก...”
“น้ำก็ย้ายไปอยู่กับเราสิ เราจะได้ดูแลน้ำได้สะดวกกว่าไง น้ำอยู่กับเราน้ำไม่ต้องทำงานก็ได้” เอกมนัสตัดสินใจพูดคำนี้ขึ้นมาอีก เมื่อเธอไม่ยอมย้ายไปอยู่กับเขาทั้งที่ก็เป็นแฟนกันมาเกือบจะสองปีแล้ว
“เราพึ่งจะคบกันเองนะเอก อีกอย่างถ้าน้ำไปอยู่กับเอกมันคงจะดูไม่เหมาะ” ธารารินทร์เอาเรื่องนี้ขึ้นมาอ้างอีกครั้ง เพราะทราบดีว่าแฟนหนุ่มต้องการอะไร ถึงพยายามหว่านล้อมให้เธอไปพักอาศัยอยู่กัน
“ถ้าอย่างนั้นเราก็หมั้นกันไว้ก่อนก็ได้นี้น้ำ” เพราะรู้ว่าแฟนสาวกังวลเรื่องอะไร เอกมนัสจึงพูดเครื่องนี้ขึ้น
“เอก...”
*
*
Night Club
“พี่ใบหม่อนค่ะ ฝ้ายมีน้องสาวมาฝากให้พี่ช่วยรับน้องเข้าทำงานได้ไหมค่ะ” ปุยฝ้าย หญิงสาวเอ่ยกับผู้จัดการที่รับผิดรับคนเข้าทำงานในสถานบันเทิงแห่งนี้ทันทีที่เธอพาธารารินทร์มาถึงก่อนที่สถานแห่งนี้จะเปิดบริการลูกค้า
ปุยฝ้ายเธอเป็นหญิงสาวต่างจังหวัด เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันกับธารารินทร์ แถมยังเป็นรุ่นพี่ที่ธารารินทร์มาพักอาศัยอยู่อีกด้วย หรือตามภาษาปากชาวบ้านก็เรียกว่าเป็นเครือญาติเป็นลูกพี่ลูกน้องคนบ้านเดียวกันนั่นเอง
ปุยฝ้ายเธออยู่มหาวิทยาลัยปีที่สี่แล้ว และใกล้จะจบการศึกษาในเร็ว ๆ วันนี้ เธอเข้ามาศึกษาและอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบแปดปีกว่า เธอทำงานส่งตัวเองเรียนด้วยการรับงานเสริมที่สถานบันเทิงแห่งนี้ โดยที่ไม่เดือดร้อนคนทางบ้านเลย
สาเหตุนี้เองที่ทำให้ธารารินทร์สนใจที่เข้ามาทำงานที่นี่ เพราะเห็นพี่สาวบ้านเดียวกันทำงานส่งตัวเอง โดยที่ไม่รบกวนคนทางบ้านเลย เธอจึงอยากจะลองทำบ้าง
“อายุเท่าไหร่แล้ว ดูเหมือนยังเด็กอยู่เลย แล้วเคยทำงานแบบนี้มาหรือเปล่า” ใบหม่อน สาวใหญ่ที่เป็นผู้จัดการของที่นี่ยิงคำถามขึ้นมาทันที พร้อมกับมองสำรวจไปทางหญิงสาวที่ปุยฝ้ายพามาด้วยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“สิบเก้าปีอีกไม่นานก็ถึงยี่สิบแล้วค่ะ” ปุยฝ้ายตอบผู้จัดการออกไปตามตรง เพราะไม่มีอะไรที่ต้องปกปิด และเธอเองก็เป็นคนตรงไปตรงมาแบบนี้มาแล้ว
“ปุยฝ้าย! เธอเองก็น่าจะรู้น่ะว่าที่นี่เข้าได้อายุเท่าไหร่...” ใบหม่อนตำหนิเธอออกไปทันที ที่รู้ว่าหญิงสาวที่เธอพามาฝากงานนั้นอายุเท่าไหร่
“ทราบค่ะพี่ใบหม่อน แต่น้องเขาอยากทำงานที่นี่จริง ๆ นะคะ ฝ้ายก็เข้ามาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเหมือนกัน ให้โอกาสน้องเถอะนะคะ” ปุยฝ้ายได้แต่เอ่ยอ้อนวอนหญิงสาวผู้จัดการ
“แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนตอนที่เธอเข้ามาแรก ๆ นะปุยฝ้าย...” ใบหม่อนเอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ เพราะทุกวันนี้สถานบันเทิงถูกตรวจเข้ม
“ฝากน้องอีกคนเถอะนะคะพี่ น้องอยากได้งานที่นี่จริง อีกอย่างน้องมันทำงานส่งตัวเองเรียน ที่บ้านน้องก็ลำบากมาก เด็กเป็นเด็กดีนะคะ ฝ้ายรับรองได้ว่าน้องจะไม่ทำให้พี่เดือดร้อนแน่นอน...” ปุยฝ้ายยกมือขึ้นไหว้หญิงตรงหน้า แล้วเอ่ยอ้อนวอนขอความเห็นใจอีกครั้ง
รอฉันก่อนนะหนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังจากที่ธารารินทร์มีปัญหาไม่เข้าใจกันกับปุณณธีร์ในวันนั้น เธอก็ไม่เข้าไปฝึกงานที่บริษัทของเขาอีกเลย แถมเธอยังออกไปพักกับเพื่อนข้างนอก ไม่ยอมกลับมานอนที่คอนโดของเขาอีกต่างหากส่วนปุณณธีร์เองเขาก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายติดต่อไปหาเธอเลย เพราะเขาคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดต่อเธอ และเขาคิดเพียงแค่ว่าเธอไปแค่ตัวเปล่า ยังไงเธอก็ต้องกลับมาคอนโดอยู่วันยังค่ำ“คุณธามครับ” ศราวินเอ่ยขึ้นทันที ที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของเจ้านาย แล้วเห็นเขานั่งทำงานอย่างสบายใจโดยที่ไม่ได้เอดเนื้อร้อนใจอะไรเลย“มีอะไร” เสียงเข้มถามออกไปโดยที่ไม่หันไปมองหน้าของลูกน้องคนสนิทเลยปุณณธีร์เอาแต่สนใจเอกสารตรงหน้า เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนไม่แทบไม่มีเวลาว่างเลยเพราะไม่อยากนึกถึงใครบ้างคน“นี่น้องน้ำไม่เข้าบริษัทมาเป็นอาทิตย์แล้วนะครับ” ศราวินตัดสินใจพูดขึ้นมา เมื่อเห็นอาการเฉยชาของเจ้านายหนุ่ม และทนไม่ไหวแล้วที่ต้องคอยมารองรับอารมณ์ของเขา“แล้วยังไง?”เขาวางปากกาตรงหน้าลง แล้วแหงนหน้าขึ้นมองสบตากับศราวิน ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คนฟังก็ต้องหงุดหงิดเช่นกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้“น้องใกล้จะเรียนจบแล้วน
ตามหาหัวใจมั้งเพราะตั้งแต่เมื่อเช้าเขาก็ยังไม่ได้เจอหน้าเธอ แถมยังไม่ได้พูดคุยกันอีก เพราะว่าวันนี้เขาติดประชุมทั้งวันแทบจะไม่มีเวลาออกไปไหนเลย พอการประชุมจบลงก็เป็นเวลาเลิกงานของพนักงานแล้วเขากลับไปยังที่พักซึ่งเป็นคอนโดของเขา เขาก็พยายามติดต่อหาเธอแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย เพราะเธอปิดเครื่องแล้ว เขารออยู่จนถึงดึกเธอก็ยังไม่กลับมาสักที เขาจึงออกมาที่นี่เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี“แล้วได้แอ้มน้องเขายัง” ทัพพ์ภูวิศถามเข้าประเด็นทันที“กูเอากันมาเกือบจะสองปีได้แล้วมั้ง” เขาพูดบอกอย่างภาคภูมิใจ เมื่อเพื่อนถามคำถามนี้ออกมา เรื่องแบบนี้มีเหรอที่คนแบบเขาจะปล่อยไว้นานเกินข้ามวัน“ห๊ะ!!! มึงอย่าบอกน่ะว่าเป็นน้องคนนี้คนเดียวมาตลอดเลย?” ทัพพ์ภูวิศอุทานออกมาอย่างเสียงดัง เพราะตกใจในคำตอบของเขา“อืม...” เขาได้แต่พยักหน้ายอมรับความจริง เพราะเล่าบอกขนาดนี้แล้วคงไม่มีอะไรที่่จะต้องปิดบังกันอีก ในเมื่อเพื่อนถามเขาก็แค่ตอบ“โห่ ไอ้เวร! แอบกินเงียบ ๆ อยู่ตั้งนานขนาดนี้ ทำไมไม่แต่งงานมีลูกไปเลยว่ะ” ทัพพ์ภูวิศไม่รู้จะสันหาคำไหนมาพูด จึงได้แต่เอ่ยแซวด้วยคำพูดที่ฟังดูประชดประชัน“ก็ยังเรียนไม่จบ”“หม
ครอบครัวรู้ยังหกเดือนต่อมาการศึกษาของธารารินทร์เดินทางมาถึงปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว และอีกไม่นานเธอก็จะจบการศึกษา และตอนนี้เธอก็ยังเป็นนักศึกษาฝึกงานที่บริษัทของปุณณธีร์อีกด้วย เพราะเขาไม่ยอมให้เธอไปฝึกงานที่อื่น...ระหว่างที่ฝึกงานในบริษัทของเขา เธอก็บังเอิญได้ยินพนักงานที่บริษัทเล่าขานต่อ ๆ กันมามากมายว่า ตระกูลพัชรเหมรัตน์จะมีงานมงคลเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ ซึ่งเป็นคนแรกของตระกูลอีกด้วยที่จะมีงานวิวาห์“ทำอะไรอยู่เหรอ หอมเชียว” เขาที่เดินเข้ามาหาถามขึ้น และสวมกอดจากทางด้านหลังคนที่กำลังวุ่นอยู่กับการเป็นแม่อยู่ทันทีพักหลังมานี้ หลังจากที่กลับมาจากบ้านของเธอที่ต่างจังหวัด เขามักจะแสดงปฏิกิริยาอ่อนหวานเอาใจเธอมากเป็นพิเศษ จนเธออดที่จะคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเขานั้นมีใจให้เธอเข้าแล้ว หรืออาจจะเพราะว่าความสัมพันธ์ใกล้จะจบลงอันนี้เธอก็คาดเดาอะไรไม่ได้“ไข่เจียวหมูสับของโปรดคุณเลย ถอยออกก่อนค่ะน้ำจะล้างมือ” เธอเอ่ยตอบคนที่กำลังยืนกอดเธออยู่ด้านหลัง พร้อมกับบอกให้เขาถอยห่างจากเธอ“ก็ล้างไปสิ”เมื่อทำอะไรคนตีมึนแบบปุณณธีร์ไม่ได้ ธารารินทร์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนที่จะข
เอามาทำไม NCตกเย็น“อะไรของเธอ” ปุณณธีร์ถามขึ้นทันที ที่นั่งอยู่บนโซฟาแล้วเห็นหญิงสาวหอบผ้าลงมาจากชั้นสองของบ้าน วางลงข้างตัวเขา“หมอนกับผ้าห่มไงค่ะ” เธอตอบเขาออกไป พร้อมกับทำหน้าตานิ่งเฉยหลังจากที่กลับออกมาจากโรงพยาบาลในช่วงเกือบเที่ยงวัน ธารารินทร์ก็พาเขาไปทานมื้อกลางวัน และซื้อมื้อเย็นมาทานที่บ้านด้วยเสียเลย เพราะอยู่กันแค่สองคน บวกกับที่บ้านไม่มีของสดเหลือติดตู้เย็นเลย แถมเธอก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว และคนเป็นแม่ก็ไม่อยู่จึงขี้เกียดเข้าครัวทั้งคู่รับประทานมื้อเย็นเสร็จ เขาและเธอต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว อาบน้ำอะไรให้เสร็จ โดยที่เขาใช้ห้องน้ำด้านล่าง และเธอก็ใช้ก้องน้ำด้านบน ถึงแม้ว่าที่บ้านของเธอจะไม่มีห้องน้ำส่วนตัว แต่ก็ยังแยกเป็นชั้นบนและชั้นล่างปุณณธีร์ทำธุระส่วนตัวเสร็จก่อนเธอตั้งนาน จนเขามานั่งเล่นโทรศัพท์มืออยู่บนโซฟาฆ่าเวลา เพื่อรอเธอลงมา“รู้แล้ว แต่หอบลงมาทำไม” เขาถามเธอกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ รู้ทั้งรู้ว่าเขาตั้งใจจะไม่นอนแยกกับเธออยู่แล้วถึงแม้ว่าถ้าแม่ของเธอไม่นอนโรงพยาบาล เขาก็จะหาข้ออ้างไปนอนกับเธออยู่ดี แต่ตอนนี้อยู่กันแค่สองคน แล้วเธอจะหอบผ้าลงมาทำไมกัน“ก
แฟนไอ้น้ำมันเหรอ“ทิพย์” พิมพา พี่สาวของธารทิพย์เอ่ยขึ้นทันที ขณะที่เปิดประตูเข้ามาในห้องพักพื้นของผู้ป่วยโรงพยาบาลธารทิพย์ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก แค่หัวเข่าถลอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลคืนหนึ่ง เพื่อรอตรวจเช็คอาการอีกทีในวันพรุ่งนี้“พี่พิมพ์” ธารทิพย์เอ่ยเรียกพี่สาว และมองด้วยความแปลกใจ ที่พี่สาวเธอมา เพราะมั่นใจดีว่าเธอไม่ได้ส่งข่าวบอกแน่ ว่าเกิดอุบัติเหตุ“ป้าพิมพ์ สวัสดีค่ะ” ธารารินทร์ยกมือขึ้นไหว้พี่สาวของผู้เป็นแม่ ซึ่งก็คือป้าของเธอนั้นเอง“สวัสดีจ้ะ ไปอยู่กรุงเทพสวยขึ้นเยอะเลย แล้วนี่...” พิมพายิ้มรับ แล้วไม่ลืมที่จะเอ่ยแซว พร้อมกับมีคำถามเกิดขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าห้องนี้มีชายหนุ่มอยู่ด้วย“สวัสดีครับ” ปุณณธีร์ที่รู้หน้าที่เขาก็ยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพผู้ใหญ่ทันทีโดยที่ไม่ต้องมีใครคอยบอกสอนเลยกับเรื่องแบบนี้ ถึงเขาจะเป็นคนเย็นชาเข้ากับคนอื่นยาก แต่การอ่อนน้อมเคารพผู้ใหญ่เขาก็รู้จักการะเทศะอยู่แล้ว“สวัสดีจ้ะ เป็นแฟนไอ้น้ำมันเหรอ” พิมพาพูดโต้ง ๆ ขึ้นมาทันทีตามที่คิด เพราะเธอคิดว่าคงไม่ใช่คนอื่นคนไกลแน่ ที่จะมาอยู่ที่นี่ได้อ หากไม่ใช่คนสำคัญของหลานสาว
ผมเป็น...รุ่งเช้า“น้ำ...” เสียงเจ้าบ้านเอ่ยเรียกชื่อลูกสาวดังขึ้นราวกับว่ามีคำถามมากมายที่อยากจะถาม เมื่อเห็นว่าการกลับมาบ้านในครั้งนี้ของลูกสาวนั้น ไม่ได้มาคนเดียว“สวัสดีครับ ผมชื่อธาม เป็นเอ่อ...” เขารีบยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้าทันที เมื่อเห็นว่ามีสายตาจ้องมองมาที่เขาอย่างจับผิด“เขาเป็นนายจ้างของน้ำเองจ้ะแม่ พอดีน้ำจองตั๋วไม่ได้ แล้วคุณธามเขาก็มีธุระแถวนี้พอดี เลยให้น้ำติดรถมาด้วย และก็อาสามาส่งน้ำถึงที่บ้านนี่แหละแม่...” ธารารินทร์รีบพูดแทรกแก้ตัวกับคนเป็นแม่ของเธอ เพราะกลัวว่าเขาจะพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ แล้วทำให้คนเป็นแม่ไม่สบายใจเอาทั้งคู่เดินทางมาถึงที่หมายในช่วงเช้าพอดี บ้านของธารารินทร์ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย หรือที่เรียกว่าภาคอีสานนั้นเอง ซึ่งคนสวนใหญ่ที่นี่จะประกอบอาชีพทำการเกษตร และใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสารเป็นหลัก แต่บางครอบครัวก็ใช้ภาษากลางเหมือนกันครอบครัวของธารารินทร์เองก็ใช้ภาษากลางในการสื่อสารเช่นกัน เธอกับมารดาจะใช้ภาษากลางในการสื่อสารกันตั้งแต่เธอกำเนิด แต่พวกเธอก็ฟังภาษาถิ่นออกและพูดได้“แล้วงานที่คุณจะไปเป็นที่ไหนเหรอพ่อหนุ่ม...” ธารทิพย
ถูกเรียกมาบริการ“น้ำริน! ตอนนี้ถึงเวลาเลิกงานของเธอแล้ว...” ปัณณธรเอ่ยบอกเมื่อมองดูเวลาแล้วเห็นว่าควรเป็นเวลาที่ธารารินทร์ต้องเลิกงานแล้วตามที่แจ้งกันเอาไว้ก่อนหน้านั้น“ขอเวลาอีก...”“น้ำริน!” ปัณณธรเอ่ยเรียกชื่อของเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเข้มเพื่อเป็นการข่มขู่ เมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะเรียกร้องเขา“ก็ได
เริ่มงานใหม่หญิงผู้จัดการเองก็ลำบากใจ แต่เมื่อเห็นแก่ความกตัญญูและความดีความสามารถที่ปุยฝ้ายทำเงินให้ก็อดที่จะสงสารเห็นใจหญิงสาวไม่ได้“ก็ได้ ๆ แต่จะให้ขึ้นไปบริการคุณแทนไทก็แล้วกัน...”สองสาวหันมามองหน้ากันและยิ้มให้กันอย่างดีใจที่ได้ยินคำนี้ แต่ปุยฝ้ายกลับนึกแปลกใจ ที่ได้ยินว่าผู้จัดการจะให้ธารา
เพื่อนมาอุดหนุนเพื่อนไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เขาถึงกล้าเอาเรื่องส่วนตัวของพี่ชายมาเล่าสู่เธอฟัง ทั้งทีเพื่อนสนิทและหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่พยายามมาตีสนิทเขาเพื่อที่จะเข้าหาพี่ชายของเขา เขายังไม่กล้าพูดเรื่องของพี่ชายให้คนเหล่านั้นฟังเลย แต่กับธารารินทร์ทำไมเขาถึงเล่าบอกเสียหมดเปลือกเลย “เว่อร์ไปหร
ให้น้องทำงานแทนธารารินทร์ยังคงรู้สึกประหม่า และไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร เมื่ออยู่ภายในห้องกันเพียงแค่สองคน เมื่อนึกถึงน้ำเสียงของชายหนุ่มเมื่อสักครู่“น้ำริน เธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไง?” ปัณณธรถามหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าทันที เมื่ออยู่ภายในห้องกันเพียงแค่สองคนสาเหตุที่เขาเรียกเธอว่าน้ำรินนั้น ก็เพราะมี







![[NL]ปฏิญาณร้าย ทลายใจอัลฟ่า](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)