เข้าสู่ระบบภพตะวันศึกษาเกี่ยวกับ CEO ผู้โด่งดังคนนี้มาแล้ว และการแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนก็มีเหตุผลของมัน หนึ่งก็คือเขาไม่มีชุดแบบที่เป็นทางการเลยสักชุด และสอง ภพตะวันต้องการดึงดูดความสนใจ ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ นิตยสารและสื่อต่างๆ เขียนถึงความสำเร็จท่วมท้นของชายผู้นี้มากมาย แต่กลับมีคนเขียนถึงภูมิหลังของวารุณ เฟรเซอร์น้อยมาก ไม่มีใครอ่านเขาออก ไม่มีใครรู้ว่าเขาพักผ่อนตอนไหน ไม่รู้พื้นเพหรือชีวิตครอบครัวส่วนตัวเลยสักนิด นั่นแสดงว่าเขาไม่ชอบการใช้เส้น ซึ่งก็ดีเพราะภพตะวันเองก็ไม่คิดจะเอ่ยอ้างถึงตระกูลกิตติธาราแต่อย่างใด
“คุณภพตะวัน เชิญทางนี้ครับ ผมจะพาไปที่ห้องรับรองครับ”
“ขอบคุณครับ”
ห้องรับรองตกแต่งอย่างมีเสน่ห์ ด้วยโซฟาหนังขนาดใหญ่สั่งทำพิเศษ ขนาบด้วยเก้าอี้ชิปเพนเดล มีประติมากรรมนูนต่ำซึ่งเป็นผลงานของศิลปินไทยฝีมือดี เป็นรูปโขลงช้างในป่าสลับซับซ้อน ภพตะวันยืนมองรายละเอียดของมันเพื่อฆ่าเวลาอยู่ร่วมๆ ชั่วโมง ก่อนที่พนักงานจะเชิญเขาเดินไปตามทางเดินยาวปูพรม ผ่านห้องประชุมทันสมัย จนกระทั่งมาถึงห้องซึ่งติดป้ายโลหะสีทอง แค่ป้ายก็รู้แล้วว่านี่คือห้องของพระราชาแห่งอาณาจักรเฟรเซอร์
ห้องทำงานของท่าน CEO วารุณเรียบง่ายกว่าที่คิด มิได้หรูสุดขีดแบบที่เห็นในละคร แต่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม ไม่ฉูดฉาด เน้นการทำงานจริงๆ และมีมุมกาแฟสดตั้งอยู่ ทิวทัศน์นอกห้องงดงามตระการตาไร้ขีดจำกัดด้วยกระจกนิรภัยบานใหญ่ เมื่อมองลงไปก็รู้สึกเหมือนมหานครอยู่เบื้องบาท สายตาของภพตะวันกลับจ้องรูปทูตสวรรค์ที่ถูกพระเจ้าขับออกจากสวรรค์ที่อยู่บนผนัง ทูตสวรรค์ตนนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ปีกที่เคยขาวบริสุทธิ์บัดนี้ถูกย้อมอาบด้วยโคลนตม สายตาของทูตสวรรค์ตนนั้นหวาดกลัวสุดขีด
“คิดว่ารูปนี้คือใคร”
วารุณถามเมื่อเห็นว่าเขาสนใจ ภพตะวันหันมากลับมาตามเสียง ก็พบว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหาร สองมือวางประสานบนโต๊ะ เขาเป็นสุภาพบุรุษรูปร่างสูงสง่างาม บ่ากว้าง ไหล่บึกบึน ไว้ผมสั้นสีดำอมน้ำตาล ชุดสูทสากลสีดำสนิทพอดีกับมัดกล้ามของเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะ หากจะนึกถึงชายหนุ่มสมบูรณ์แบบทั้งชาติตระกูลและรูปร่างหน้าตาสักคน ย่อมมีชื่อวารุณ เฟรเซอร์ติดอันดับต้นๆ เสมอ
“พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งบาบิโลน”
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นเขา”
“เจ้าผู้ส่องแสง คือโอรสแห่งรุ่งอรุณ เจ้าถูกเหวี่ยงลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ” ภพตะวันอ่านถ้อยความภาษาอังกฤษที่ติดอยู่ด้านล่างของรูป “นี่เป็นถ้อยความจากหนังสืออิสย่าห์ ผู้ส่องแสงในหนังสืออิสยาห์[1]นี้จึงหมายถึงพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 แห่งบาบิโลน ไม่ได้หมายถึงทูตสวรรค์ที่มีอำนาจมากและคิดกบฎต่อพระเจ้าจนถูกขับไล่ออกจากสวรรค์”
ภพตะวันไล่สายตาไปที่ขนปีกซึ่งศิลปินตวัดฝีแปรงอย่างเฉียบคม ดูบางเบาราวกับขนนกจริงๆ และสีหน้าแววตาของทูตสวรรค์ก็ดูคล้ายจะเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือออกมาจริงๆ รูปสีน้ำมันนี้วาดตามคติคริสตชนรุ่นหลังที่ตีความหมายถึงลูซิเฟอร์ แต่ถ้อยความกลับหมายถึงพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ ภพตะวันพิจารณาแล้วก็เดาความหมายได้อย่างเดียวว่าเขาใช้ภาพนี้หยั่งความลึกตื้นของคู่สนทนา คนที่ไม่รู้ก็อาจจะชมว่าสวยมีรสนิยมไปตามแต่ปากจะพูด คนที่รู้ก็อาจจะพูดโพล่งถึงความผิดพลาด แต่ภพตะวันเลือกที่ยิ้มและมองเขาอย่างรู้ทัน
“ไม่ว่าทูตสวรรค์ตนนี้จะเป็นใคร แต่สิ่งเดียวที่มิแปรเปลี่ยนคือพระเจ้า”
เด็กคนนี้เป็นคนแรกที่มองทะลุ
“นั่งสิ”
เขายอมรับภพตะวันแล้ว ถึงจะแค่เบื้องต้นก็เถอะ ชัยชนะเล็กๆ นี้ทำให้ภพตะวันยืดไหล่นั่งตัวตรง แม้จะอยู่ห่างจากเขาเกือบสิบก้าว แต่ถึงกระนั้นเขารู้สึกว่า CEO วารุณจ้องเขาอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าใกล้ก็ตามที
“นายต้องการสมัครงานอะไร”
“เกรงว่าผมไม่ใช่คนตัดสินใจครับ”
น่าสนใจดี... วารุณคิด ถึงจะวางตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ตัวจริงคงจะเถียงเก่งไม่น้อย ท่าทางและวิธีพูดของเด็กคนนี้สง่าและมีศักดิ์ศรีอยู่ในที ชายหนุ่มจึงยิงคำถามกลับไปแทบจะในทันที
“นายเก่งจริงหรือเปล่าล่ะ”
คำถามง่ายๆ ไม่มีอะไรยากสักนิด แต่กลับตอบยากเมื่อเขาเป็นคนถาม ภพตะวันหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไปตามที่คิด
“พ่อสอนผมว่าอย่าถือตัวว่าเก่ง คนเก่งกว่าเรายังมีอีกมากมาย ดังนั้นคำตอบของผมคือเก่งจริงครับ แต่ไม่ได้เก่งที่สุด”
วารุณหัวเราะ ก่อนจะหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกมาคลี่วางทับบนเอกสารสมัครงานของเขา ตัวเลขและสัญลักษณ์ที่เขียนบนกระดาษเขียนด้วยดินสอเต็มไปหมด แววตาสดใสของภพตะวันก็แปรเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง เป็นแววตาของปีศาจตัวน้อยที่ค่อยๆ เผยตัวออกมา แม้แต่นักธุรกิจที่เคี่ยวกรำมาตลอดชีวิตก็ยังไม่มีแววตาเย็นเยียบได้เท่าเขา
“อายุแค่นี้ แต่คิดวางแผนล้มล้างธุรกิจตระกูลกิตติธาราได้เป็นขั้นเป็นตอน ใครสอนมาหรือ”
ภพตะวันยิ้มรับ
“คงจะเป็นปีศาจโทสะในตัวกระมังครับ ผมมิได้คิดถึงขั้นทำลายล้างอะไรขนาดนั้น แค่ต้องการตึกที่เคยเป็นของพ่อกลับคืนมา”
“คุณอนุรักษ์น่ะหรือ”
ภพตะวันพยักหน้า ยิ้มมีความสุขเมื่อได้เอ่ยถึงพ่อ “คนอื่นบอกว่าพ่อเป็นฮีโร่ที่พ่ายแพ้ แต่ฮีโร่ก็คือฮีโร่ ตอนผมอายุแปดขวบ พ่อซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรง พ่ออุ้มผมเข้าไปแล้วบอกว่านี่คือปราสาทของผม มีสวนดอกไม้ มีเวทีหินอ่อนยกสูงจากพื้นให้ผมเปิดคอนเสิร์ตเปียโนเล็กๆ ตอนนั้นจำได้ว่ามีแม่บ้านตั้งสิบคน ไม่รวมคนดูแลสวนแล้วก็คนขับรถ”
ภพตะวันยิ้ม แววตามีชีวิตชีวาเมื่อเอ่ยถึงความทรงจำ “ทุกครึ่งปีพ่อกับแม่จะพาผมไปเที่ยว ไปเล่นสกีที่สวิส ไปซัมเมอร์ที่ฮาวาย พ่อสร้างตึกมากมายที่หัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ แล้วก็ให้ผมเป็นคนตั้งชื่อ”
“ชื่อแรกที่นายตั้งคืออะไร”
“Imperial Topaz… พลอยทอปัดสีส้มแกมแดงล้ำค่า”
“ตึกของกิตติธาราที่มีชื่ออัญมณีทั้งหมดเป็นชื่อที่นายตั้งสินะ”
“ครับ” ภพตะวันยิ้มแฉ่ง “ความฝันของผมคือสร้างตึกของผมเพิ่มต่อไปเรื่อยๆ ครับ”
“ก็ดี แล้วมันเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไรหรือ”
วารุณยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ และกำลังจะตัดบทสนทนาด้วยการเรียกเลขาเข้ามา วารุณมองเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวพรรณผุดผ่อง แม้ผอมกะหร่องไปนิดแต่ก็นับว่าเขาเป็นเด็กที่มีแววตากล้าหาญ เขาอ่านประวัติอันทุกข์ระทมของครอบครัวนี้มาคร่าวๆ แล้วก็คิดว่าจะสั่งเลขาให้เงินเล็กๆ น้อยๆ ก้อนหนึ่งแบบให้เปล่า เป็นทุนเล่าเรียนต่อมหาวิทยาลัย อยากจะเรียนอะไรก็เรียนไป หรือจะเอาไปทำอะไรก็เอาไปเถอะ ทว่าเด็กคนนี้ไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้น
“คุณวารุณ ผมกำลังคุยกับเจ้าของเงินทุนครับ”
ภพตะวันตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ถ้วยกาแฟที่กำลังจรดริมฝีปากพลันชะงัก ตระหนักได้ว่าการพบกันวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไว้ล่วงหน้าแล้ว เจ้าปีศาจตัวน้อยแสบไม่ใช่เล่น
“การมาสมัครงานครั้งนี้ จุดประสงค์ของผมคือต้องการพิสูจน์ให้คุณเห็นชัดว่าผมเก่งมากพอที่คุณจะยอมปล่อยกู้ให้ผมครับ”
“ไม่มีทาง”
“คุณวารุณครับ โทรทัศน์ถูกคิดขึ้นมาครั้งแรกในปี 1884 แต่ทำได้จริงปี 1925”
เด็กคนนี้ฉลาดพูดเสียจริง วารุณคิดในใจ กลวิธีที่จะกระตุ้นนายทุนก็คือชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุน นับว่าเขายิงตรงเข้าประเด็นโดยไม่ต้องพูดอะไรมากเลย
“ต้องการกู้จำนวนเงินเท่าไร”
“หนึ่งพันห้าร้อยล้านบาท บวกบวก”
วารุณหัวเราะหึๆ ท่าทางเย็นชาไร้อารมณ์ หรี่ตาจ้องมองด้วยสายตาเย็นเฉียบ ว่ากันว่าความเห็นของเขามีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ตลาดหุ้นขึ้นหรือลงได้ แม้ว่าอำนาจเช่นนี้เป็นสิ่งไม่จีรัง แต่วารุณสร้างชื่อเสียงว่าเขาวิเคราะห์ตัวเลขได้อย่างแม่นยำ นักลงทุนเชื่อเขาได้ นี่แหละที่เป็นอำนาจที่ทำให้เขาไม่หลบตาใคร
“ฉันไม่ปล่อยเงินกู้ให้ลูกหนี้ที่มีประวัติหนี้เสียหรอกนะ โดยเฉพาะเด็กอายุสิบแปดที่ไม่มีประสบการณ์ และไม่มีหลักประกันอะไรเลย”
“มีสิครับ คุณมีสัญญาจำนองตัวตึกอยู่ในมือ และผมสามารถทำกำไรมากพอชดใช้หนี้ของคุณพ่อของผมให้คุณด้วย ถือว่าผมลงแรงเพื่อหาใช้หนี้ให้คุณและทำให้คุณกลับมามีกำไร ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ หรอกนะครับ”
วารุณลอบหัวเราะ คำพูดคำจาของเด็กคนนี้เกินวัยจนเข้าขั้นแก่แดด
“นายยังเด็กและขาดประสบการณ์ ฉันไม่มีไอเดียพอที่จะอธิบายเหตุผลการอนุมัติเงินกู้ให้คณะกรรมการฟังแน่”
“แต่คุณเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย”
“ก็จริง”
ภพตะวันเป็นเด็กที่มีลูกบ้าจนน่าทึ่ง เด็กหนุ่มชุดนักเรียนมัธยมปลายมาที่นี่เพื่อขอกู้เงินเพิ่มหนึ่งพันล้านโดยรับรองว่าจะใช้หนี้ก้อนเก่าที่ถูกแทงศูนย์ไปแล้วบวกด้วยกำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้ ตามหลักเกณฑ์แล้วนักลงทุนที่ดีจะบอกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยด้วยถ้อยคำอ้อมค้อม แต่วารุณสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างเดือดพล่านอยู่ในตัวเด็กคนนี้ เป็นส่วนผสมของความดื้อรั้นแบบเด็กๆ กับความแน่วแน่เกินวัยบ้าๆ ของเขา
เผอิญว่าเขาเองก็เป็นคนบ้าเสียด้วยสิ
วารุณหยิบปากกาหมึกซึมจากสาปเสื้อ จรดปลายปากกาลงไปเซ็นชื่ออนุมัติรับเข้าทำงาน เซ็นทับลงตรงกลางหน้ากระดาษนั่นแหละ แล้วยื่นให้เขา ภพตะวันเดินเข้ามาพลางยื่นมือไปรับ แต่คนตัวใหญ่ตวัดกระดาษแผ่นนั้นหนีมือเขาไปเสียก่อน
“ระดับการศึกษาถือเป็นเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ในเมื่อนายมีวุฒิ ม.6 ก็ต้องเริ่มต้นจากงานตามวุฒิโดยไม่มีข้อยกเว้น”
“ทราบแล้วครับ”
“แค่ลมปากเพ้อฝัน ใครๆ ก็พูดได้ คนที่ทำตามคำพูดได้สิถึงจะมีค่า ฉันจะให้นายเริ่มงานในตำแหน่งที่เล็กที่สุด ในบริษัทในเครือที่มีผลประกอบการแย่ที่สุด”
ต่างฝ่ายต่างปะทะสายตา วารุณก็ยกมุมปากขึ้นเมื่อพบว่าภพตะวันไม่หลบตา นับว่าใจกล้าไม่น้อย
“ฉันให้เวลานายครึ่งปี หากพลิกกลับมาทำกำไรไม่ได้ เกมโอเวอร์ ถ้ากล้ารับข้อเสนอนี้ก็เอากระดาษใบนี้ไปยื่นที่เลขาของฉันได้เลย เขาจะเป็นธุระจัดการให้เอง”
ข้อเสนอของเด็กมันบ้า แต่ของเขาก็บ้าไม่แพ้กัน สำหรับเด็กอายุสิบแปดที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากใบเกรดถือว่าเป็นเงื่อนไขท้าทายที่ยากยิ่งกว่าว่ายน้ำข้ามมหานทีสีทันดร ภพตะวันกลับยกยิ้ม พนมมือไหว้แล้วรับกระดาษอนุมัติเข้าทำงานแผ่นนั้นมาด้วยแววตาเป็นประกายฉายฉาน
“หากผมไม่กล้า ป่านนี้ก็คงนอนอยู่บ้านเฉยๆ แล้วล่ะครับ”
ภพตะวันกำลังจะกลับออกไป แต่ก็ถอยกลับมาเหมือนมีเรื่องลังเลใจ อยากจะพูดแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่
“มีธุระอะไรอีก”
“ผมขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าไปซื้อชุดทำงานได้มั้ยครับ” เมื่อเห็นว่าวารุณขมวดคิ้ว ภพตะวันจึงแบมือออกทั้งสองข้าง “นอกเสียจากว่าคุณต้องการให้ผมใส่ชุดนักเรียนแบบนี้ไปทำงาน”
[1] เป็นหนังสือลำดับที่ 5 ในหมวดผู้เผยพระวจนะ ประกอบด้วยคำทำนายสำคัญเกี่ยวกับการปลดปล่อยชนชาติอิสราเอลและผู้ชอบธรรม และการล่มสลายของ บาบิโลเนีย อัสซีเรีย, ฟิลิสเตีย, โมอับ, และซีเรีย อิสราเอลเหนือ (ขณะนั้นชนชาติอิสราเอลแบ่งเป็นอิสราเอลทางเหนือและยูดาห์ทางใต้), เอธิโอเปีย, อียิปต์โบราณ, อาหรับ และฟีนิเซีย
“ลูกชายครับคุณพ่อคุณแม่” หลายเดือนถัดมา ทายาทตระกูลเฟรเซอร์จากกระบวนการอุ้มบุญถูกกฎหมายก็ถือกำเนิด หมอทำคลอดเฉลยเพศของเจ้าหนูในวันคลอดเลย หมออุ้มเจ้าตัวนุ่มแสนงดงามให้ทั้งคู่ได้ชื่นชม โดยเฉพาะเจ้าจำปีเล็กๆ น่ารัก วารุณติดตามเข้ามาจับมือเขาไว้ด้วยถึงกับน้ำตาคลอเบ้า จูบหน้าผากภพตะวันซึ่งหัวเราะดีใจเช่นกัน เขาพร่ำขอบคุณญาติของภพตะวันที่รับอาสาอุ้มบุญให้ แล้วติดตามไปดูลูกด้วยกันอย่างตื่นเต้น ครอบครัวเฟรเซอร์ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นแล้ว “อรุณสวัสดิ์จ้าคุณพ่อ” เมื่อภพตะวันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นวารุณอุ้มลูกในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ร้องเพลงเห่กล่อมพลางโยกตัวเบาๆ ก่อนจะเล
ภพตะวันยังคงทำงานต่อไปตามที่ตั้งใจไว้ เขารู้เรื่องการประเมินความแข็งแกร่งและอ่อนแอของงบการเงินหรือโครงการธุรกิจใดๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีมาก และเขาลงรายละเอียดไว้ว่าตลาดจะกลับมาอยู่ในช่วงกระทิงได้ถูกจังหวะ “ระวังเจอหุ้นงามเมื่อเงินหมดนะครับ” ภพตะวันให้คำเตือนไว้สั้นๆ เพื่อเบรกวารุณไม่ให้ทุ่มเงินเข้าตลาด เขาอธิบายไว้ว่าเมื่อหุ้นจำนวนมากมีราคาต่ำกว่าพื้นฐาน เพราะมีกำไรในกระแสเงินสดไม่พอ ดังนั้นสถาบันการเงินที่มีกระแสเงินสดแข็งจึงมีกำไรต่อหุ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย เงินจะไหลเข้ามาลงทุนมากขึ้น และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงตามที่เขาคาด และเมื่อภพตะวันคาดการณ์ว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะหมี ซึ่งก็ถูกอีก&n
เดือนถัดมา... ภพตะวันและวารุณประกาศแต่งงาน วันที่ทั้งคู่แต่งงานกันเป็นวันที่แวดวงผู้มีอันจะกินต่างโจษจัน ลือกันไปต่างๆ นานาว่าท่าน CEO วารุณวางเงินสินสอดมากถึงหนึ่งพันล้านบาทเพื่อสู่ขอสามีคนนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใครบอกได้ว่าจริงหรือไม่จริง เพราะภพตะวันเลือกที่จะจัดพิธีแบบไทย หมั้นเช้าแต่งเย็น รูปแบบงานเรียบง่ายและเชิญคนรู้จักและผู้ที่ทั้งหลายเคารพนับถือไม่กี่คนมาร่วมเป็นสักขีพยาน ตั้งแต่นั้นมารูปถ่ายครอบครัวที่เคยมีแต่พ่อแม่และเขา วันนี้จึงมีรูปคู่บ่าวสาวใส่กรอบวางเพิ่มเติม และยังมีพื้นที่อีกเหลือเฟือสำหรับสมาชิกใหม่ในอนาคต “ช่วงนี้ฉันหลับคามือหนูทุกวันเลย” “มือที่ไหน หนูใช้เท้าเหยียบหลังให้เตงต่างหาก ต้องบอกว่าหลับคาเท้าสิครับ”
ภัทรบินกลับมาเมืองไทยเมื่อทราบข่าวธุรกิจของพ่อ ในเวลานี้สุวิทย์กับแจ่มจันทร์ในฐานะคู่สมรสต้องเดินทางขึ้นโรงขึ้นศาลจนเหนื่อย ทรัพย์สินเงินทองที่มีหายวับไปจากมือโดยที่ทำอะไรไม่ได้ เพื่อนฝูงที่เคยมีต่างหันหลังให้ไม่ก็เหยียดหยามกันต่อหน้า สุวิทย์ขุ่นแค้นใจทุกวัน แต่เมื่อเห็นหน้าลูกชายแล้ว สุวิทย์ก็เริ่มปลงตก “กลับมาแล้วหรือลูก แล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะ” “แฟนของภัทรครับ ชื่อคุณฉัตรชนก เขาเป็นหัวหน้าเชฟอยู่ที่เดอะแอตลาส ตอนนี้กำลัง...” “เหอะ หาดีได้แค่นี้เองเหรอ หน้าอย่างกับโจร” แจ่มจันทร์พูดขัดจังหวะพลางมองเหยียด ฉัตรชนกกำลังจะยกมือไหว้ก็เลยหน้าเจื่อนไป ภัทรจึงเข้าไปคุยกับแม่ตรงๆ ว่าเขาไม่ชอบที่แม่พูดแบบนี้ และขอให้แม่ให้เกียรติคนที่เขารักด้วย แจ่มจั
“ภพรักเตง ภพมีความสุขเวลาที่เตงกอดภพแน่นๆ” “งั้นเรา...” “ไม่ได้ครับ ภพตัวเหม็น” “อาบน้ำกันเถอะ ฉันจะช่วยอาบให้” วารุณถอดเสื้อผ้าเหวี่ยงทิ้งไป แล้วจูงมือเขาไปยืนใต้เรนชาวเวอร์ บรรจงสระผมให้และฟอกสบู่จนหอมลื่นเต็มไปด้วยฟองทั้งตัวจากนั้นก็แช่น้ำอุ่น วารุณเอนหลังพิงขอบสระ ส่วนภพตะวันนั่งหลังพิงอกเขา เหยียดขาจนสุดพลางถอนหายใจยาวด้วยความปลอดโปร่ง ภพตะวันหลับตาพริ้ม ต้องขอบคุณคุณวารุณที่สอนให้รู้จักวิธีป
บทส่งท้าย ทำสัญญารับประกัน กี่โมงแล้ว... ภพตะวันลืมตาพรึ่บเหมือนมีใครกดสวิตซ์ ก่อนจะค่อยๆ กระเด้งตัวขึ้นนั่งในสภาพเผ้าผมยุ่งเหยิงมีคราบวิปครีมเหนียวๆ และยังมึนๆ อยู่ว่ากลับมาที่ห้องของตัวเองตั้งแต่เมื่อไร แล้วเมื่อวานไปทำอะไรที่ไหนมา อ่อ ฮ่องกง แล้ววันนี้วันอะไร มีงานอะไรทำค้างอยู่แต่นึกไม่ออก บนโต๊ะหัวเตียงมีช่อกุหลาบวางอยู่ ใครเอามาวางไว้... ภพตะวันเคาะศีรษะตัวเองไล่มึนแล้วพุ่งเข้าไปกอดชักโครก อาเจียนจนขมปากขมคอ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทภูมิฐานจะเคาะประตูห้องแล้วเดินเข้ามา “วันนี้นอนพักดีกว่านะ หนูมีไข้นิดหน่อย ฉันเช็ดตัวให้รอบนึงแ
เชฟอาหารไทยของเดอะแอตลาสได้รับเชิญให้เป็นผู้ปรุงอาหารให้งานประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเกียรติและขยายโอกาสมากขึ้น ภพตะวันจึงเริ่มมองเรื่องการโฆษณาโรงแรมเดอะแอตลาสไปสู่มหานครใหญ่ๆ สำคัญของโลกอย่างนิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน เป็นต้น แต่ออแกไนเซอร์และฝ่ายการตลาดตอบกลับมาว่ายา
“ลองอ้อนฉันดูสิ” “??” ภพตะวันกะพริบตาปริบๆ “อ้อน?” “เวลาที่
โดยทั่วไปแล้วการบริหารโรงแรมแบ่งออกเป็นสองส่วน ก็คือฝ่ายห้องพัก กับฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นการให้บริการแบบดั้งเดิม แต่ภพตะวันเสนอให้ปรับเดอะแอตลาสเป็น ‘จุดนัดพบ’ กลางเมืองใหญ่ ปรับพื้นที่ให้มีห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับการสัมมนา ปรับปรุงแกรนด์บอลลูมให้สวยสง่าพร้อ
ภัทรซึมเซา รอบตัวมีแบบเสื้อผ้าที่เขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบและเอกสารดีลงานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด เขาไม่มีปัญญาจ่ายค่าสั่งผลิตเสื้อผ้าล็อตแรกให้แก่ทางโรงงานตัดเย็บได้ ภัทรจึงจำเป็นต้องยอมเสียมัดจำจำนวนหกแสนไป นอกจากจะไม่เหลืออะไรแล้วยังติดหนี้อีกต่างหาก 







