เข้าสู่ระบบ"โหวนี่รถคุณเหรอ เท่จัง !" เทียนสี่ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยว่าไม่เคยได้สัมผัส หรือ เฉียดเข้าใกล้รถยนต์ที่มีราคาหลายสิบล้านขนาดนี้มาก่อน ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปเหยียบที่พื้นของมัน
"เชิญครับ" ลูเซิร์นพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับดึงประตูรถเพื่อเปิดออกแล้วผายมือเชิญชวนเธอให้เข้าไปนั่งด้านในอย่างเป็นกันเองมากที่สุด แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับยังรู้สึกเกร็ง ๆ "ขอบคุณนะคะ" เทียนสี่นั่งที่เบาะข้างคนขับกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ รถหรูคันนั้นยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกประหม่าจนมือไม้มันสั่นทำให้ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัว "ขอโทษนะครับ" "อ๊ะ !" สิ้นเสียงของเขา เทียนสี่ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อคนข้าง ๆ เอี้ยวตัวเข้ามาหาแล้วดึงสายเข็มขัดนิรภัยคาดมาที่ลำตัวของเธอ ในระยะประชิดกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่ปะทะมาที่ต้นคอขาวนวล ส่งผลให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นส่ำ อีกทั้งยังได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากเรือนกายกำยำ ซึ่งลอยมาแตะที่ปลายจมูกเชิดรั้นนิด ๆ ของเธอด้วย "ขอโทษที พอดีพื้นร้องเท้าฉันดันเหยียบเศษดินติดมาด้วย เดี๋ยวฉันรีบปัดออกให้นะ" เทียนสี่ทำท่าว่าจะก้มลงไปปัดเศษดินที่ตกอยู่บนพื้นรถ แต่ก็ถูกฝ่ามือแกร่งรั้งมาที่ข้อมือของเธอเอาไว้เสียก่อน "ไม่เป็นไร เรื่องแค่นั้นเดี๋ยวผมจัดการเอง คุณทำตัวตามสบาย ถือว่าเป็นรถของคุณก็ได้" คำพูดของอีกฝ่ายทำให้คนขี้เกรงใจอย่างเทียนสี่ผ่อนคลายลง โดยไม่รู้สึกเกร็งมากไปกว่านั้นอีก ไม่นานนัก รถของทั้งคู่ก็แล่นมาจนถึงทางเข้าบริเวณปากซอย ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ของสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดของมหานครแห่งนี้ "เดี๋ยวคุณจอดข้างหน้านี้ก็ได้ค่ะ" สายตาคมกริบเหลือบมองทางตามที่นิ้วเรียวชี้บอก ก่อนจะเคลื่อนรถเข้าไปจอด เทียนสี่เปิดประตูก้าวลงจากรถ โดยใช้เวลาแค่เพียงไม่นาน ก่อนจะตรงดิ่งกลับมาที่รถหรูสีดำคันเดิมที่มีร่างสูงของหนุ่มลูกครึ่งอินเตอร์ผมเทาขาวยืนรออยู่ใกล้ ๆ "เรามาช้าไปหน่อย ร้านขายยาแถวนี้พากันปิดไปหมดแล้ว ฉันเลยแวะที่ร้านสะดวกซื้อ ได้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อกับยาทาแผลสดแล้วก็ผ้าพันแผลรวมถึงพลาสเตอร์ยามาด้วย เราไปที่ม้านั่งด้านโน้นดีกว่า ตรงนั้นมีแสงไฟ" ว่าพลางเดินนำหน้าอีกคนไปยังม้าหินอ่อนที่ตั้งอยู่ริมน้ำไม่ไกลจากทางเข้าบ้านของเธอนัก "ฉันขอดูแผลหน่อยสิ" เทียนสี่นั่งลงบนม้านั่งพร้อมกับวางถุงอุปกรณ์ทำแผลหันไปขอมือของอีกฝ่ายที่ถูกปิดบังไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าสีอ่อน ๆ ซึ่งเธอเป็นเจ้าของมันและพันปิดแผลไว้ด้วยตัวเอง "เลือดหยุดไหลแล้ว" เทียนสี่ก้มหน้าพิจารณาดูแผลที่มือของชายหนุ่มซึ่งนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่พูดไม่จาอะไร "แสบหน่อยนะ" เทียนสี่ใช้สำสีก้อนชุบด้วยแอลกอฮอล์เช็ดไปรอบ ๆ บริเวณแผลที่เป็นรอยบาดลึกถึงผิวหนังด้านใน จนเธอรู้สึกเจ็บแสบแทนไปด้วย "ถ้าแผลลึกกว่านี้อีกนิดเดียว ฉันว่าคุณคงต้องไปให้หมอเย็บแผลให้แล้วล่ะ และฉันก็คงต้องรู้สึกผิดมากที่เป็นต้นเหตุให้คุณต้องมาเจ็บตัว" "คุณไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองแบบนั้น เอ่อคุณ..." เทียนสี่เงยหน้าขึ้นมองคนที่เอาแต่เงียบ โดยเธอต้องเป็นฝ่ายที่ชวนคุย จนเขายอมเปิดปากออกมา "เทียนสี่ เรียกว่าเทียนก็พอ ฉันไม่ค่อยชอบเลข 4 เท่าไหร่" "คุณไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองแบบนั้นหรอกเทียน เพราะว่าผมเต็มใจ" ลูเซิร์นประสานมองกับหญิงสาวตรงหน้าที่อยู่ ๆ ก็หลบสายตาเขาไปซะเฉย ๆ "งั้นก็... ขอบคุณนะ" เทียนสี่กล่าวขอบคุณ ลูเซิร์นพยักหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็ก ๆ ดวงตาอันคมกริบของเขาไม่เพียงทำให้เทียนสี่ที่เผลอประสานสายตาเข้าไปเมื่อครู่ถึงกับใจสั่นก้มหน้าก้มตาพันแผลผิด ๆ ถูก ๆ แต่ก็พันมันจนแล้วเสร็จ "มันมีแค่ลายเดียว ไม่มีลายอื่นให้เลือกเลย" ว่าแล้วก็ใช้แผ่นพลาสเตอร์รูปหัวใจสีชมพูดูหวานแหววแปะทับไปตรงรอยต่อของผ้าพันแผลเพื่อกันไว้ไม่ให้หลุด แล้วจัดเก็บอุปกรณ์ ในระหว่างที่ลูเซิร์นกล่าวคำขอบคุณ "ขอบคุณครับ" "เป็นหน้าที่ความรับชอบของฉันอยู่แล้ว ว่าแต่คุณไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม หน้าคุณก็ไม่เหมือนกับคนที่นี่เลย" "ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 10 ปีแล้ว" "จริงเหรอ ถึงว่าดูคุณพูดไทยได้คล่องเชียว ว่าแต่ลูเซิร์นแปลว่าอะไรเหรอ" เทียนสี่เก็บของใส่ถุงจนเสร็จแล้วรวบมันมาถือไว้ในมือ ก่อนหันกลับมานั่งฟังคนข้าง ๆ ตอบคำถามอย่างตั้งอกตั้งใจ "เป็นชื่อเมืองของสวิตเซอร์แลนด์" "คุณเกิดที่นั่นเหรอ รึว่าพ่อกับแม่ของคุณเป็นคนสวิต ฯ" คำถามของเธอทำให้ลูเซิร์นนิ่งไป ทำเทียนสี่ถึงกับถามต่อไปไม่ถูก "ถ้าคำถามฉัน มันไปกวนใจคุณตรงไหน ไม่ต้องตอบก็ได้นะ" "ผมเกิดที่ซูดาน" ลูเซิร์นระบายยิ้มออกมาเล็ก ๆ ทำให้เทียนสี่คลายความกังวลลง ว่าคำถามเมื่อครู่ ไม่ได้ไปสะกิดตรงไหนในใจเขา "แต่ผิวพรรณ หน้าตากับสีผมของคุณดูไม่เหมือนคนแอฟริกาเลย เอ๊ะนั่น ! คุณมีตาสองสีเหรอ... แถมสองข้างก็ยังไม่เหมือนกันด้วย""โหวนี่รถคุณเหรอ เท่จัง !" เทียนสี่ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยว่าไม่เคยได้สัมผัส หรือ เฉียดเข้าใกล้รถยนต์ที่มีราคาหลายสิบล้านขนาดนี้มาก่อน ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปเหยียบที่พื้นของมัน "เชิญครับ" ลูเซิร์นพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับดึงประตูรถเพื่อเปิดออกแล้วผายมือเชิญชวนเธอให้เข้าไปนั่งด้านในอย่างเป็นกันเองมากที่สุด แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับยังรู้สึกเกร็ง ๆ "ขอบคุณนะคะ" เทียนสี่นั่งที่เบาะข้างคนขับกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ รถหรูคันนั้นยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกประหม่าจนมือไม้มันสั่นทำให้ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัว "ขอโทษนะครับ" "อ๊ะ !" สิ้นเสียงของเขา เทียนสี่ก็สะดุ้งตกใจ เมื่อคนข้าง ๆ เอี้ยวตัวเข้ามาหาแล้วดึงสายเข็มขัดนิรภัยคาดมาที่ลำตัวของเธอ ในระยะประชิดกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่ปะทะมาที่ต้นคอขาวนวล ส่งผลให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นส่ำ อีกทั้งยังได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากเรือนกายกำยำ ซึ่งลอยมาแตะที่ปลายจมูกเชิดรั้นนิด ๆ ของเธอด้วย "ขอโทษที พอดีพื้นร้องเท้าฉันดันเหยียบเศษดินติดมาด้วย เดี๋ยวฉันรีบปัดออกให้นะ" เทียนสี่ทำท่าว่าจะก้มลงไปปัดเศษดินที่ตกอยู่บนพื้นรถ แต่ก็ถูกฝ่ามื
หมับ !"ขอฉันดูหน่อย""ผมไม่เป็นไร" ลูเซิร์นตอบกลับทันทีที่เห็นเทียนสี่พุ่งเข้ามาคว้าที่ข้อมือแกร่งของเขาเอาไว้"แต่เลือดคุณยังไหลอยู่เลย" มือนุ่ม ๆ จับพลิกไปมาที่ฝ่ามือใหญ่ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าอันหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่งผมเทาขาวที่บาดเจ็บ ทำให้ทั้งคู่เผลอสบตากันเข้าอีกครั้ง"ผมไม่เป็นไร" น้ำเสียงทุ้ม ๆ ของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เทียนสี่ขมวดคิ้วเข้าหากันปนความสงสัยว่าเหตุใด ผู้ชายที่มีใบหน้าค่าตาไม่เหมือนคนไทยเช่นนี้ถึงพูดไทยได้ชัดปร๋อราวกับเป็นคนไทยแท้ ๆ"ฉันว่าคุณควรจะไปหาหมอ" เทียนสี่สลัดความสงสัยนั้นทิ้งไป แล้วเสนอสิ่งสำคัญกว่าที่อยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง"ผมไม่เป็นไร" ลูเซิร์นยังคงยืนยันคำตอบเดิม ก่อนเทียนสี่จะพยักหน้าอย่างเข้าใจด้วยว่าไม่อยากที่จะรบเร้าอีกฝ่ายแล้วผละมือออกจากการเกาะกุม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน"ฉันมีออเดอร์ส่งอาหาร" เทียนสี่วิ่งไปดูอาหารที่วางอยู่ภายในกระเป๋าบนเบาะที่นั่งด้านหลัง ซึ่งเทมากองรวมกันอยู่ข้างเดียวจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นเมนูอะไร"มีอะไรรึเปล่า" ร่างสูงเดินตามไปที่รถของเทียนสี่ ก่อนเหลือบไปเห็นสภาพของอาหารที่อยู่
หมับ !ทว่าข้อมือบางกลับถูกร่างสูงของใครบางคนพุ่งมาคว้าเอาไว้เสียก่อน แต่มืออีกข้างที่ไวเป็นกรด กลับยกขึ้นตั้งท่าจะเสยเข้าที่ปลายคางของหนุ่มอินเตอร์ผมเทาขาวใบหน้าหล่อเหลาอย่างลูเซิร์นที่ตรงเข้ามาหาเธออย่างไม่ปกปิดใบหน้าและตัวตน หลังปลดล็อกอุปกรณ์สื่อสารที่ซุกซ่อนไว้ทั่วตัวออกไปจนหมด โดยใช้มือแกร่งอีกข้างคว้าที่ข้อมือบางเอาไว้พร้อมกับอาศัยจังหวะที่เธอหมุนตัวกลับมาให้ความสนใจ เขาถึงได้ส่งสัญญาณบางอย่างไปหาอันมิ่งและคนของเทวทูตสีเงินให้รู้ตัว"นี่ !" เทียนสี่รู้สึกไม่พอใจที่ จู่ ๆ ผู้ชายคนนี้ก็เข้ามาขัดจังหวะ ทั้งที่เธอกำลังจะได้เห็นใบหน้าค่าตาของคนพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ต่อว่าต่อขาน อันมิ่งกับคนของเทวทูตสีเงินก็กรูกันมาห้อมล้อมทั้งเธอและลูเซิร์นเอาไว้"พวกมันมีปืน !" เป็นคำกล่าวของลูเซิร์นที่พิงแผ่นหลังชนกันไว้ โดยที่ถูกคนของเทวทูตสีเงินและอันมิ่งห้อมล้อมไว้รอบตัว"แล้วคุณพวกไหน อยู่ ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ พวกเดียวกับคนพวกนั้นรึเปล่า" เทียนสี่ไม่ไว้ใจ แม้ว่าหน้าตาของผู้ชายที่พิงหลังแนบชิดกับเธอไว้ดูราวกับหวังดีมาช่วยเหลือก็ตาม"ผมเป็นพลเมืองดี แค่อยากช่วยเหลือคุณเท่านั้น""งั้นก็
เซย์ยะที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับหันมารายงานกับลูเซิร์น หลังจากที่เขาก้มหน้าก้มตารัวนิ้วสัมผัสไปบนแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งอย่างขะมักเขม้น โดยใช้เอไออัจฉริยะดึงฐานข้อมูลบางอย่างบนแอปพลิเคชันการทำงานของไรเดอร์อยู่สักพักใหญ่"ได้แล้วครับ"ลูเซิร์นพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาอันคมกริบดูเวลาบนสมาร์ทวอทช์ที่สวมอยู่กับข้อมือแกร่ง ขณะนั่งอยู่เบาะหลังรถสปอร์ตสีดำคันหรู ซึ่งจอดสนิทอยู่บนไหล่ทางของถนนเส้นหนึ่งมากว่า 10 นาทีแล้ว"บอกคนของเราให้เตรียมพร้อม""ทราบแล้วครับ" เซย์ยะรับคำสั่ง ก่อนใช้เครื่องมือสื่อสารที่ซุกซ่อนไว้บนคอปกเสื้อติดต่อหาคู่หูเพื่อเริ่มภารกิจ "เหยื่อมาติดกับตามแผน ล็อกเป้าหมาย ตำแหน่ง 14 นาฬิกา ระยะห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร จะถึงภายใน 30 วินาที""ลงมือเลย" สิ้นเสียงของลูเซิร์น เซย์ยะก็รัวปลายนิ้วมือเรียวยาวสัมผัสไปบนแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีกครั้ง ก่อนที่บางอย่างบนจอภาพจะถูกรีเซ็ตไป พร้อมกับเสียงเบรกกะทันหันของมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่ขับมาด้วยความเร่งรีบเพื่อนำอาหารไปส่งให้ถึงมือลูกค้าตามออเดอร์ที่ได้รับ ก่อนจะต้องเหยียบเบรกจนหัวทิ่ม ที่จู่ ๆ ก็มีรถตู้ค
บิสเต็กก้า ฟิออเรนตินา มัสมั่นขาแกะ กิวทัง ซุปหางวัว และ โทโรโระ รวมทั้ง ปิโนต์นัวร์ กลิ่นหอมฟุ้งไปด้วยผลไม้สีแดงสดถูกจัดวางบนโต๊ะอาหารหรูหราเบื้องหน้าของ คาลวิน ทายาทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของ ซาร์เดญญ่า เซสส์น็อก หัวหน้า มาเฟียองค์กร เทวทูตสีเงิน ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งเฉกเช่นทุกเช้าตลอด 8 ปีที่ผ่านมาภายใต้บรรยากาศเดิม ๆ ของคฤหาสน์หรูหราหลังหนึ่งในเมืองไทยที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน ทว่ากลับเป็นที่ให้เขาได้ซุกหัวนอนมาเกือบ 10 ปีแล้ว หลังจากที่คาลวินหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่า และ หมายเอาชีวิตจากอาชญากรลึกลับข้ามชาติที่ไล่ฆ่าคนในครอบครัวเขา ทีละคน ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 8 ขวบเท่านั้นตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คาลวินพำนักอาศัยมาแล้วกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ดูเหมือนว่าเมืองไทยจะเป็นสถานที่เดียว ซึ่งเขาอยู่อาศัยมาได้ยาวนานที่สุด โดยที่ยังไม่ตายเหมือนอย่างที่กลุ่มคนพวกนั้นอยากให้เป็น"ปกติมึงไม่สาย" สายตาคมเข้มเหลือบดูเวลาก่อนตวัดมอง โดยไม่ได้ส่อแววตำหนิมือขวาคนสนิทที่เพิ่งจะก้าวเข้ามายืนเบื้องหน้าฝั่งตรงข้ามของเขาแต่อย่างใด"ขอโทษครับ" นั่นเป็นคำกล่าวของ ลูเซิร์น มือขวาคนสนิทที่อยู่เคีย







