LOGINฟางหรงวิ่งด้วยขาที่บาดเจ็บกลับมายังห้องพักของนาง ก่อนที่จะปิดประตูแล้วขังตนเองเอาไว้ในห้อง แม้แต่ลู่ลู่หญิงสาวก็ยังปฏิเสธที่จะพบเจอโดยอ้างว่าตนเองรู้สึกเหนื่อยและต้องการที่จะพักผ่อน
"คุณหนู ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ ข้าไม่เป็นอันใด เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด"
หลังจากที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของสาวใช้คนสนิทจากไปแล้ว ฟางหรงก็เก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่มากของนางลงหีบ ทุก ๆ อย่างถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ ในขณะที่เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม รู้ตัวอีกครั้งข้าวของทุกอย่างก็ถูกเก็บจนแล้วเสร็จพร้อมกับแสงที่ส่องลอดเข้ามาในห้องเป็นสัญญาณที่บอกว่าเช้าแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ระหว่างที่ฟางหรงกำลังแต่งตัวหลังจากที่พึ่งอาบน้ำเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ร่างบางสาวเท้าเข้าไปหยุดอยู่หน้าประตูมือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นกำลังจะเปิดมันออกหากแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา
"ข้าจะให้คนของข้าไปส่งเจ้าที่เมืองหลวง เจ้าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อไป อีกไม่กี่เดือนก็จะมีพิธีแต่งงานที่เมืองหลวง เจ้ากลับไปรอข้าที่นั่นก็แล้วกัน"
ฟางหรงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ดวงตาทั้งสองข้างของนางร้อนผ่าวหากแต่หญิงสาวก็พยายามอดกลั้นมันเอาไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ก่อนที่จะแกล้งทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามเขาออกไป
"ข้า...ขอโทษเจ้าค่ะ ขอโทษที่ข้าโกหกท่าน !"
"คุณหนูสี่อย่าได้คิดมาก ข้าเข้าใจที่ท่านทำไปเพียงแต่หวังดี เป็นข้าที่ต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน" คำพูดห่างเหินที่ชายหนุ่มกล่าวกับนางแม้ว่ามันจะเป็นคำพูดที่ค่อนข้างสุภาพ หากแต่ฟางหรงกลับรู้สึกว่ามันช่างไม่ต่างจากบทสนทนาของคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ได้ยินฝีเท้าของชายหนุ่มกำลังจะก้าวจากไป ฟางหรงใช้ความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดของนางเอ่ยเรียกเขาเอาไว้ มือทั้งสองข้างเปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวมองเห็นร่างที่นางคุ้นเคยยืนหันหลังให้กับนาง แผ่นหลังที่นางเคยแอบอิงแนบซบ แผ่นหลังอันอบอุ่นที่เคยมีให้กับนางในตอนนี้คงไม่มีอีกแล้ว มือหนาที่เคยกอบกุมมือของนางตลอดเวลาบัดนี้มีเพียงความว่างเปล่า
คงเพราะที่ทั้งหมดตรงนั้นมันไม่ใช่ของนางตั้งแต่แรก ตั้งแต่ต้นมันก็เป็นของผู้อื่น แผ่นหลังอบอุ่นนั้น มือทั้งสองข้างนั้น รวมถึงหัวใจของเขามันไม่ใช่ของนาง ในเมื่อเขาหายดีแล้ว เป็นนางที่ควรคืนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขาไป
ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงเอ่ยเรียกของอีกฝ่าย แต่เขาไม่คิดแม้จะหันกลับมามอง ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อเฝ้ารอว่าหญิงสาวจะกล่าวสิ่งใดกับเขา
หญิงสาวที่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็ได้แต่คิดว่า แม้แต่หน้าของนางเขาก็ยังไม่ต้องการที่จะมองมัน เขาเองก็คงจะเสียความรู้สึกและเสียใจไม่น้อยไปกว่านาง ความร้อนผ่าวทำให้จมูกของนางแดงเรื่อมันรู้สึกติดขัดราวกับมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ทำให้หญิงสาวเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ก่อนที่จะฟางหรงจะเลือกที่จะยอบกายคารวะอีกฝ่ายแล้วกล่าวคำอำลาแทนคำพูดมากมายที่นางอยากจะเอ่ยกับเขา
"ขอให้ท่านแม่ทัพโชคดีเจ้าค่ะ" กล่าวจบฟางหรงก็หันหลังเข้าห้องพร้อมกับปิดประตูลง หญิงสาวลอบฟังเสียงของอีกฝ่ายหากแต่เขาก็ไม่ได้คิดเอ่ยสิ่งใดก่อนจะเดินออกไป ฟางหรงทรุดตัวนั่งลงกับพื้นห้องตรงหน้าประตูพร้อมกับซบหน้าลงกอดเข่าแล้วปล่อยให้น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาโดยที่ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นไห้
เว่ยเส้าชิงหันกลับไปมองประตูห้องที่ปิดลงด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ ก่อนจะสาวเท้าจากไป
ทางด้านฟางหรงนางให้คนของนางขนข้าวของขึ้นรถม้าเตรียมตัวออกเดินทาง หญิงสาวปฏิเสธการช่วยเหลือขององครักษ์จวนท่านแม่ทัพทั้งหมด โดยเอ่ยว่านางมีคนของนางมากพออยู่แล้ว
"ฮูหยินให้พวกข้าน้อยไปส่งท่านที่เมืองหลวงเถิดขอรับ" ถังซานที่ได้รับมอบหมายมาให้ดูแลและพาหญิงสาวไปส่งที่เมืองหลวงพร้อมกับองครักษ์นับสิบเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยินยอม
"อย่าได้ลำบากพวกท่านเลย ท่านแม่ทัพเองพึ่งจะหายดี คงจำเป็นจะต้องมีคนคอยระมัดระวังหลังให้มากหน่อย ท่านองครักษ์ถังอยู่ที่นี่ดูแลท่านแม่ทัพเถิดเจ้าค่ะ"
"แต่ว่า..."
"ข้าคงต้องขอตัวก่อน ลู่ลู่ไปกันเถิด" ฟางหรงกล่าวจบก็หันมาเอ่ยกับสาวใช้คนสนิทของนาง
"เจ้าค่ะคุณหนู"
คล้อยหลังรถม้าของหญิงสาว เว่ยเส้าชิงก็เดินเข้ามาหยุดยืนมองอยู่บริเวณหน้าจวนด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ถังซานที่เห็นเจ้านายมีท่าทีเย็นชากับหญิงสาวเขากลับรู้สึกไม่เข้าใจนัก
"ท่านแม่ทัพขอรับ"
"ส่งองครักษ์เงาติดตามไปคุ้มครองนาง ไม่มีคำสั่งข้าห้ามกลับมา"
"ขอรับ"
ถังซานมองดูร่างสูงที่กล่าวจบแล้วก็เดินจากไป ท่านแม่ทัพเองก็ยังเป็นห่วงฮูหยินแล้วเหตุใดจะต้องเย็นชาต่อกันด้วยเล่า แม้ว่าสิ่งที่ฮูหยินทำมันจะร้ายแรงไม่น้อยเพราะเจ้านายของเขาเกลียดการถูกหักหลังมากที่สุด แต่ดูแล้วท่านแม่ทัพก็ไม่ได้ไร้ใจกับอีกฝ่ายเสียทีเดียว แต่ทั้งคู่กลับทำราวกับเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
ทางด้านฟางหรงที่นั่งอยู่บนรถม้า หญิงสาวลอบมองบริเวณหน้าจวนของอีกฝ่ายหลายครั้งหากแต่ก็ยังไร้แม้เงาของอีกฝ่าย ก่อนจะค่อย ๆ ปลดผ้าม่านในมือลงอย่างช้า ๆ
พร้อมกับนั่งเงียบตลอดเส้นทางในยามที่ถึงจุดพักม้าหญิงสาวก็เลือกที่จะไม่ทานสิ่งใดพร้อมกับเข้านอนในทันที ฟางหรงหยิบเทียนหอมผ่อนคลายที่ได้มาจากท่านหมอเทวดาก่อนจะจุดมันขึ้นมาเพื่อใช้งาน หลายวันมานี้ฟางหรงใช้งานมันค่อนข้างหนักทำให้เนื้อเทียนที่มีอยู่พร่องลงไปมาก ดวงตานอนตะแคงจ้องมองไปยังเปลวไฟดวงเล็กที่ส่องประกาย ภายในหัวของนางเฝ้าคิดหาทางออกว่าหลังจากกลับไปแล้วตนเองควรจะทำเช่นไรดี
ฟางหรงควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อนางเลือกที่จะโกหกเขา สุดท้ายแล้วหากความจริงเปิดเผยคนที่จะต้องเจ็บปวดย่อมเป็นตัวนางเอง เพราะฉะนั้นนางจึงไม่คิดกล่าวโทษเว่ยเส้าชิงแม้แต่น้อย เขาไม่ผิดที่ไม่รักนางและไม่ผิดหากเขาจะโกรธหรือแม้กระทั่งเกลียดนาง สุดท้ายหากว่าเขาจะกลับไปหาคนที่เขารักชายหนุ่มเองก็ไม่ผิดเช่นกัน
ทุกอย่างมันผิดที่ผิดทางตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ผิดที่นางเอาตัวเข้าไปในกองไฟสุดท้ายแล้วย่อมถูกไฟดวงนั้นผลาญไหม้จนแหลกสลาย แม้จะรู้ว่าตนเองจะต้องเจ็บปวด หากต้องย้อนกลับไปแก้ไข ฟางหรงเองก็ยังคงจะเลือกเส้นทางเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้ต้องเจ็บปวดแล้วจะอย่างไรเล่า ในเมื่อโอกาสที่นางจะได้ใกล้ชิดกับเขาเช่นนั้นมันเกิดขึ้นราวกับความฝัน ความสุขแค่เพียงเล็กน้อยที่แม้ว่ามันจะเป็นเพียงความสุขที่จอมปลอมแต่นางก็ไม่เคยเสียใจเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ตนตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป
ในยามนี้ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องปล่อยเขากลับไปยังโลกใบเดิมของเขา ฟางหรงไม่ต้องการให้เขามารับผิดชอบใด ๆ ในตัวนางทั้งสิ้น คนเราไม่ควรมีผู้ใดถูกบังคับจิตใจให้ต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการและไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดต่อผู้ใด
ในขณะที่ร่างบางหลับใหลไม่รู้เรื่องราวใด ๆ อยู่บนเตียง ก็มีใครบางคนก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น ก่อนจะค่อย ๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับนั่งลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มนั่งมองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลราวกับเด็กน้อย ใบหน้าที่ใสซื่อไร้เดียงสาของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบเมื่อความรู้สึกส่วนตัวกำลังจะเข้ามาทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามสิ่งที่ถูกวางเอาไว้ ใบหน้าของเขาก็กลับมาเย็นชาอีกครั้งพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะใช้วิชาตัวเบาหายลับไปในความมืด
หลายวันต่อมารถม้าของฟางหรงก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง วันนี้ทุกคนต่างไม่อยู่ที่เรือนเพราะที่วังหลวงมีงานเลี้ยงใหญ่ทุกคนต่างออกไปที่งานเลี้ยง ฟางหรงที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจึงเดินตรงกลับไปยังเรือนของนาง พร้อมกับทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยากอย่างที่เป็นมาตลอดหลายวัน สาวใช้คนสนิทที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของหญิงสาวก็ทำได้เพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างจนใจ หากแต่ไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมาได้เพราะเกรงว่าจะยิ่งจี้ใจดำของอีกฝ่าย ตลอดการเดินทางสาวใช้คนสนิทจึงหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงท่านแม่ทัพเว่ยให้นายสาวได้ยิน คำ ๆ นี้นับว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในตอนนี้
"คุณหนู บ่าวจะนำน้ำร้อนมาเติมให้ท่าน อาบน้ำก่อนแล้วค่อยเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ท่านจำเป็นต้องทานยาหรือไม่เจ้าคะ"
"ไม่ต้อง เจ้ารีบไปเติมน้ำเถิด ข้าง่วงมากแล้ว"
"เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้"
หลังจากที่ฟางหรงกลับมาถึงเรือนได้หลายวันแล้ว นางก็มิได้ออกไปที่ใดอีก มีแค่ออกไปคารวะท่านย่าและพูดคุยเล็กน้อยท่านย่าของนางก็สั่งให้นางกลับมาพักผ่อน ฟางหรงพูดเอาใจไม่เก่งหญิงชราจึงหันไปสนใจพี่สาวของนางแทนในขณะที่วันนี้ฟางหรงรู้สึกเบื่อ นางคิดที่จะออกไปดูกิจการหลังจากที่ไม่อยู่เสียนาน หลังจากที่กลับมาก็ยังไม่ได้แวะไปดู ในขณะที่กำลังเดินออกมาจากเรือนก็พบฟางซินพี่สาวต่างมารดา"เจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ""เจ้าค่ะ" ฟางหรงตอบอีกฝ่ายสั้น ๆ แม้ว่าฟางซินจะไม่พอใจอยู่บ้างหากแต่ก็เก็บอาก
ฟางหรงวิ่งด้วยขาที่บาดเจ็บกลับมายังห้องพักของนาง ก่อนที่จะปิดประตูแล้วขังตนเองเอาไว้ในห้อง แม้แต่ลู่ลู่หญิงสาวก็ยังปฏิเสธที่จะพบเจอโดยอ้างว่าตนเองรู้สึกเหนื่อยและต้องการที่จะพักผ่อน"คุณหนู ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ""ไม่ ข้าไม่เป็นอันใด เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด"หลังจากที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของสาวใช้คนสนิทจากไปแล้ว ฟางหรงก็เก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่มากของนางลงหีบ ทุก ๆ อย่างถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ ในขณะที่เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม รู้ตัวอีกครั้งข้าวของทุกอย่างก็ถูกเก็บจ
ฟางหรงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็พบว่านางอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด หญิงสาวพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นหากแต่ลู่ลู่สาวใช้คนสนิทเปิดประตูเข้ามาพบเข้าพอดี"คุณหนูท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ""อื้ม ท่านแม่ทัพเป็นเช่นไรบ้าง" ลู่ลู่ถอนหายใจนายสาวของเขายามที่ฟื้นขึ้นมาก็ถามหาท่านแม่ทัพทันที เหตุใดจึงห่วงใยผู้อื่นมากกว่าตนเองเช่นนี้นะ"ท่านหมอเทวดากำลังรักษาอยู่เจ้าค่ะ"
ฟางหรงกำลังพยุงชายหนุ่มเข้าเรือนหากแต่ได้ยินเสียงใครบางคนเอะอะโวยวายอยู่ด้านหน้าจวน"เหตุใดที่นี่จึงได้เงียบยิ่งนัก" ถังซานชะเง้อคอมองออกไปก่อนจะพบกับหมอเทวดาเจียงซือหลิว"ท่านหมอ ! ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ""อั๊ยยะ ! ไม่ใช่ว่ามีคนกล่าวว่าท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงผู้ยิ่งใหญ่ถูกพิษหรอกหรือ""ซือหลิวหรือ !""ข้าเอง เส้าชิงไม่นึกว่าเจ้าจะมีสภาพเช่นนี้ได้""เจ้ายังปากสุนัขเช่นเดิม" เว่ยเส้าชิงเอ่ยขึ้น ในขณะที่ฟางหรงรู้สึกทั้งตกใจและดีใจ ทั้งยังไม่คิดว่าคนทั้งสองจะรู้จักกันดูเหมือนว่าจะรู้จักกันดีเสียด้วย"ก็ใครใช้ให้ข้าเป็นสหายของเจ้าเล่า !""หึ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกพิษ" เว่ยเส้าชิงเป็นสหายของหมอเทวดาเจียงซือหลิวความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ค่อนข้างซับซ้อน หากจะให้บอกเล่าคงยาวสามวันสามคืน"มีคนตามหาข้าให้ทั่วทั้งยังกล่าวว่า ไม่ว่าจะเสียเงินทองมากเท่าใดก็จะพาข้ามารักษาท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงให้ได้น่ะสิ !""ผู้ใดกัน""คนของนางกล่าวว่าเป็นคุณหนูตระกูลฟาง คนรักของเจ้างั้นหรือ !" เจียงซือหลิวเอ่ยถามด้วยความอยากรู
ฟางหรงขยับมานั่งที่ขอบเตียงในขณะที่ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วนั่งซ้อนร่างบางที่ด้านหลัง ความใกล้ชิดเช่นนี้ทำเอาหญิงสาวถึงกับเกิดอาการใจเต้นแรงอย่างไม่อาจหักห้ามได้ตึกตัก ตึกตัก ตึกตักเว่ยเส้าชิงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเพราะประสาทสัมผัสที่เป็นเลิศของเขายิ่งทำให้ชายหนุ่มได้ยินเสียงเต้นของหัวใจหญิงสาวชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ฟางหรงก็นั่งนิ่งให้เขาเช็ดผมของนางโดยที่ทั้งสองไม่มีการสนทนาใด ๆ ต่อกันก่อนที่เว่ยเส้าชิงจะโน้มตัวลงไปใกล้กับใบหูของนางพร้อมกับกระซิบหยอกเย้า
เว่ยฮูหยินและแม่ทัพเว่ยหมิงผู้เป็นสามีลุกขึ้นมาจัดพิธีมงคลให้กับบุตรชายและลูกสะใภ้ เพราะคำเรียกร้องที่ชายหนุ่มให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้หญิงสาวตกเป็นข่าวเสียหาย แม้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งคู่ก็จะต้องแต่งงานกันตามราชโองการจริง ๆ แล้วก็ตามพิธีไหว้ฟ้าดินถูกจัดขึ้นเล็ก ๆ เพียงแค่คนในครอบครัวและสหายไม่กี่คนของชายหนุ่มที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งยังทำพิธียกน้ำชาในครั้งเดียวเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าหญิงสาวได้รับการยอมรับแล้วแม้ว่าฟางหรงจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่มาก แต่คำพูดของเว่ยฮูหยินก็ทำให้นางฉุกคิดได้หลายอย่าง ในขณะที่อีกฝ่ายสางผมพร้อมกับอวยพรให้นางในห้องเมื่อเช้านี้"หรงเอ๋อร์ แม่รู้ว่าเจ้าลำบากใจอีกทั้งความรักและความจริงใจของเจ้าที่มีต่อเส้าชิงนั้นเป็นเรื่องจริง แม่เพียงแต่หวังให้เจ้าไขว่คว้าความสุขที่มีให้มากที่สุดและแม่ขอให้ความดีงามของเจ้าจงส่งผลตอบแทนให้เจ้ามีแต่ความสุขนะลูก""ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ""ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น สะใภ้ที่ข้ายอมรับจะมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น !" ฟางหรงที่ได้ยินคำมั่นของแม่สามีเช่นนั้น มันทำให้หญิงสา







