เข้าสู่ระบบจวนสกุลเสิ่นแห่งเฉิงอันนั้นใหญ่โตโอ่อ่าจนน่าตระหนก พื้นที่กว้างขวางสุดสายตาประดับประดาด้วยหินหายากและเครื่องเรือนที่ทำจากไม้เนื้อดีจากทั่วทุกสารทิศ ที่นี่คือศูนย์กลางของความมั่งคั่ง
เดิมทีบรรพบุรุษสกุลเสิ่นเป็นเจ้าของสัมปทานท่าเรือหลักแห่งเฉิงอัน มีกิจการการค้าที่แผ่ขยายดั่งใยแมงมุม ทว่าผู้ที่ทำให้สกุลเสิ่นผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ คือเสิ่นมู่เฟิง ประมุขผู้ก่อตั้งสำนักคุ้มภัยเสิ่นอัน บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่สกุลเสิ่น เสิ่นมู่เฟิงมีอำนาจน่าเกรงขามจนแม้แต่ท่านเจ้าเมืองยังต้องไว้หน้าและให้ความเกรงใจอย่างถึงที่สุด
ท่านเสิ่นจิ่งสือและฮูหยินเสิ่นอวี้เหนียง บิดามารดาของเสิ่นมู่หราน เดินเคียงคู่กันมาต้อนรับซูฉีด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น พวกท่านไม่มีท่าทีรังเกียจนางเลยแม้แต่น้อย กลับกุมมือนางไว้อย่างมีเมตตาจนซูฉีเริ่มทำตัวไม่ถูก
“อย่าได้กังวลไปเลย แม่หนูซูฉี” ท่านเสิ่นจิ่งสือกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน “สิ่งที่สกุลเสิ่นของเราให้ความสำคัญมากที่สุดคือคนในครอบครัว เจ้ามาถึงบ้านเราแล้ว ก็ถือเป็นคนในครอบครัวเช่นกัน”
ฮูหยินเสิ่นอวี้เหนียงพยักหน้าสนับสนุน แล้วกล่าวด้วยความเอ็นดู “เดินทางมาไกลคงเหนื่อยแย่ ไปพักดื่มน้ำชาให้ชื่นใจก่อนเถิด”
ขณะที่ซูฉีกำลังจะคลายความระแวง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน กลิ่นอายของบุรุษเพศที่ทรงพลังแผ่ซ่านเข้ามาในห้องรับรองจนอากาศรอบตัวดูจะเบาบางลง
ซูฉีเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น ร่างของนางก็เย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
“พี่มู่เฟิง... นี่คือ ซูฉี คนรักของข้า”
ซูฉีพยายามสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง เมื่อนางสบตาเข้ากับท่านเจ้าสำนักคุ้มภัยฯ แห่งเมืองเฉิงอัน
หากเปรียบเปรยว่าคุณชายรูปงามอย่างเสิ่นมู่หรานคือปีศาจจิ้งจอกที่จำแลงกายมาล่อลวงหญิงสาว เสิ่นมู่เฟิงพี่ชายของเขาก็คือมังกรทะยานฟ้าที่ซ่อนเขี้ยวเล็บภายใต้เกล็ดอัญมณีอันแข็งแกร่ง สง่างาม ทรงอำนาจ และสูงส่งจนไม่มีใครกล้าอาจเอื้อมเข้าใกล้
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้น... เขาคือชายในฝันของนางไม่ผิดเพี้ยน แต่บุคลิกที่เคร่งขรึมเย็นชาดุจเทพเจ้าน้ำแข็งของเสิ่นมู่เฟิงในยามนี้ กลับแตกต่างจากความร้อนแรงและเอาแต่ใจของชายหนุ่มในความฝันราวฟ้ากับเหว ซูฉีรู้สึกเหน็บหนาวในใจจนขนอ่อนลุกชันไปทั้งตัว นางพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาเป็นปกติ
เสิ่นมู่เฟิงไม่ตอบคำน้องชายในทันที เขาจ้องมองซูฉีนิ่งนานจนร่างของนางแทบทะลุ แววตาลึกล้ำคู่นั้นคาดเดาไม่ได้ ทว่าแฝงความหมายบางอย่างที่กดทับลงบนอกของนางจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะเอ่ยเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่ทำให้นางจำได้ทันทีว่า เขากับชายในฝันของนางเป็นคนคนเดียวกันอย่างแน่แท้
“สกุลเสิ่นยินดีต้อนรับ”
เสิ่นมู่เฟิงไม่เคยเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส จนกระทั่งค่ำคืนในเทศกาลโคมไฟเมื่อปีก่อน
ท่ามกลางคลื่นมหาชนที่เบียดเสียดแน่นขนัดในเขตอารามหลวง ร่างเล็กบอบบางร่างหนึ่งถูกผลักจนเซปะทะเข้ากับอกแกร่งของเสิ่นมู่เฟิงโดยไม่ตั้งใจ นางเงยหน้าขึ้นพร้อมเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นงดงามจนทำให้คนมองตกตะลึง ดวงตากลมโตของนางสุกสกาวดุจดวงดาราในยามค่ำคืน
นางเพียงแต่มองผ่านเขาไปราวกับเสิ่นมู่เฟิงเป็นเพียงเสาหินข้างทาง แล้วเร่งรีบจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนจางที่ตราตรึงอยู่ในโสตประสาทของเขาตั้งแต่เสี้ยวลมหายใจนั้น
เขาเฝ้ามองนางอยู่ห่างๆ จากมุมมืด เห็นนางโยนผ้าแดงขึ้นสู่ยอดไม้ด้วยความห้าวหาญและไร้จริตมารยา เสิ่นมู่เฟิงตัดสินใจโยนผ้าผืนนั้นของเขาขึ้นไปทับซ้อน เป็นการประกาศกรรมสิทธิ์โดยที่นางไม่มีวันรู้ตัว
นับแต่นั้นมา นางก็กลายเป็นปีศาจที่หลอกหลอนอยู่ในความฝันของเขาทุกค่ำคืน เขาหักห้ามใจตนเองไว้เสมอ เสิ่นมู่เฟิงในวัยยี่สิบสี่เศษ ปีศาจแห่งสนามรบที่มีภาระหน้าที่ล้นมือ ไม่ควรใจร้อนบุ่มบ่ามไปทำลายความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่เพิ่งเข้าสู่วัยปักปิ่น
เขาได้แต่เฝ้ารอ... รอวันที่นางเติบโตพอที่จะออกเรือน รอวันที่ดอกไม้แสนบริสุทธิ์ดอกนี้บานสะพรั่งเต็มที่เพื่อจะเป็นของเขา
ทว่าก่อนที่มือของหว่านหว่านจะทันได้สัมผัสใบหน้าของนาง ซูฉีที่หมดความอดทนก็โต้กลับอย่างฉับพลัน นางคว้าหมับเข้าที่มวยผมของหว่านหว่านแล้วออกแรงกระชากอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะหมุนตัวกดศีรษะของหญิงสาวลงไปในบ่อน้ำ เพื่อล้างปากที่เต็มไปด้วยคำพูดสกปรกให้สะอาดหมดจดกลุ่มคุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว พวกนางไม่คาดคิดว่าซูฉีจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้“เจ้า... บุ๋ง... บุ๋ง... นัง...”หว่านหว่านสำลักน้ำแทบตายเพราะพยายามจะด่าทอซูฉี ทว่าซูฉีกลับหาได้สะทกสะท้าน นางยังคงกดหัวอีกฝ่ายไว้แน่น“ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็ไปเอาเรื่องกับเสิ่นมู่หรานโน่น มาลงที่ข้าจะมีประโยชน์อะไร มีแต่ผู้หญิงไร้สมองเท่านั้นแหละที่ชอบตบตีแย่งชิงผู้ชาย”เสียงโวยวายของหว่านหว่านเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮด้วยความอับอาย ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสิ่นมู่หรานและสหายที่ได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งกรูออกมาจากภัตตาคาร ซูฉีจึงจำต้องยอมปล่อยมือจากหว่านหว่านอย่างนึกเสียดาย ทั้งที่ยังสั่งสอนนางไม่สาสมใจสภาพของหว่านหว่านในยามนี้ช่างน่าสมเพชเวทนาจนแม้แต่ลูกหมาตกน้ำก็ยังดูดีกว่า นางวิ่
ไม่นานนัก อาการป่วยของซูฉีก็ทุเลาลงจนมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เสิ่นมู่หรานจึงถือโอกาสพานางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่คุณชายเจ้าสำราญ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและนิสัยรักสนุกของเสิ่นมู่หราน ไม่ว่าเขาจะก้าวไปที่แห่งใดก็มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเสมอ ซูฉีที่เดินเคียงคู่มาด้วยจึงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสหายที่นั่งล้อมวงอยู่เหล่าสหายสนิทของเสิ่นมู่หรานต่างกอดคอกันส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่"นี่รึคนที่เจ้าพามาประชดเทพธิดาหว่านหว่าน?"เสิ่นมู่หรานเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบแล้วตอบอย่างกำกวม "ก็ไม่เชิง""ตาบอดหรืออย่างไร? ข้าว่าแม่นางผู้นี้งามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าหว่านหว่านอีกนะ" สหายอีกคนโต้กลับพลางกวาดสายตามองซูฉีอย่างโลมเลีย"เจ้าต่างหากที่ตาบอด นางจะมีปัญญาไปเทียบรัศมีของหว่านหว่านได้อย่างไร" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน"แล้วนางรู้หรือไม่ว่า วันนี้อาจจะโดนหว่านหว่านเล่นงานเอาได้?"เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ "ไม่จำเป็นหรอก ยิ่งโดนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหว่านหว่านยังคงตัดใจจากข้าไม่ได้"ซูฉีที่นั่งอ
“คุณชายเสิ่น... ท่านกล้าดีอย่างไรถึงล้อเล่นกับหัวใจข้าเช่นนี้” นางเอ่ยตัดพ้อ นึกไปถึงเหตุการณ์เร่าร้อนในธารน้ำตก“เจ้าหมายถึงใคร?” เสิ่นมู่เฟิงย้อนถามทันควัน เขารวบข้อมือนางไว้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์“จะใครเสียอีกเล่า เขาก็คือคนที่หน้าตาเหมือนกับท่านนั่นอย่างไร” นางถลึงตามองเขาอย่างตัดพ้อและไม่พอใจ“ข้าไม่เหมือนเสิ่นมู่หราน และไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจเจ้า” เขาเน้นย้ำเสียงแข็ง“ท่านรู้เรื่องเสิ่นมู่หรานได้อย่างไร?”ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือยามเขาบีบแน่นขึ้น ทำให้สติที่เลือนรางของนางแทบระเบิดออกในชั่วพริบตา“ซูเอ๋อร์... ข้าไม่ได้เป็นเพียงความฝัน” ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นมู่เฟิงโน้มต่ำลงมาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างเร่าร้อนและหิวกระหายทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่จุมพิตนั้นแนบสนิท ความเป็นจริงที่นางเพิ่งรับรู้กลับยิ่งทำให้สถานการณ์พลิกผันไปอย่างคาดไม่ถึง“พี่มู่เฟิง ซูฉีอยู่กับท่านหรือไม่ เมื่อครู่นี้ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของนางเลย” เสียงของเสิ่นมู่หรานดังแทรกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะผลักป
“ซูเอ๋อร์ ข้าถูกเจ้าปั่นหัวจนแทบเสียสติแล้ว”เขารูดรั้งความเป็นชายของตนอย่างดุดัน จังหวะการเคลื่อนไหวหนักหน่วงประหนึ่งการทลายประตูเมือง เมื่อเขาหลับตาลง ทุกสัมผัสที่เขาจินตนาการถึงยามที่ได้ครองครองนางยิ่งแจ่มชัดขึ้น ภาพร่างบางที่แอ่นโค้งรับแรงกระแทกในความฝันย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จังหวะการรูดรั้งยิ่งทวีความรุนแรงและเร็วกระชั้นยิ่งขึ้นเสียงลมหายใจของชายหนุ่มกลายเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ยามที่ความใคร่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด มือแกร่งเร่งความเร็วจนลมหายใจติดขัด ผิวน้ำที่โอบล้อมร่างสูงใหญ่สั่นไหวและปั่นป่วนตามจังหวะสาวรูดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเสิ่นมู่เฟิงกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง หยาดน้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดออกมาท่ามกลางสายน้ำตกที่ซัดสาดเป็นละอองเขาทิ้งตัวพิงโขดหินด้วยความอ่อนเพลีย ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ สงบลง ทว่านัยน์ตาที่ยังคงจดจ้องไปยังเส้นทางที่ซูฉีจากไปนั้นกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่หิวกระหายยิ่งกว่าเก่า สำหรับเสิ่นมู่เฟิง การได้ครอบครองนางในห้วงคำนึงไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเขาได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง
"ว้าย!"เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ร่วงหล่นลงสู่แอ่งน้ำลึก ชุดผ้าไหมชั้นดีที่รุ่ยร่ายชุ่มไปด้วยน้ำหนักมหาศาลดึงรั้งให้นางจมดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำที่เย็นจัดซูฉีสำลักน้ำจนหน้าเขียวหน้าเหลือง แขนขาของนางพันกันวุ่นวายอยู่ในเนื้อผ้าที่พองตัวประหนึ่งโซ่ตรวนท่ามกลางม่านน้ำที่กระจายตัว ร่างกายเปลือยเปล่ากำยำของเสิ่นมู่เฟิงที่แอบอยู่หลังโขดหินฟากตรงข้ามพุ่งทะยานออกมาดุจมังกร เขาแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเพียงอึดใจก็เข้าถึงตัวนาง มือแกร่งกระชากเอวบางของซูฉีเข้าหาตัวแน่น ก่อนจะพาพุ่งขึ้นเหนือน้ำด้วยพละกำลังมหาศาลซูฉีหอบหายใจอย่างหนัก น้ำที่ชุ่มโชกทำให้อาภรณ์ของนางแนบสนิทไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นทรวดทรงโค้งเว้าชัดเจน"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่ ?"เสิ่นมู่เฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น ความร้อนรุ่มที่เขาพยายามมาแช่น้ำดับทิ้งกลับปะทุขึ้นมาใหม่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างนุ่มนิ่มของนางถูกกดแนบชิดกับอกเขา"ท่าน..." สมองของซูฉีว่างเปล่าไร้ซึ่งคำพูด สายตาของเสิ่นมู่เฟิงมองมายังนางไม่ได้มีความตื่นตระหนกเหมือนผู้ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตคนอื่น ทว
ใบหน้าของซูฉีแดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น เดินตัวลีบแทรกผ่านเขาไปราวกับหนูเจอราชสีห์ส่วนเสิ่นมู่เฟิงที่ยืนนิ่งดั่งรูปสลัก ภายในกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟกองใหญ่เผาผลาญ เพียงแค่ซูฉีเดินผ่านหน้าไป กึ่งกลางกายของเขาก็แข็งขืนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นมู่เฟิงจำต้องเร่งฝีเท้าหลบเลี่ยงนางไปในทางอื่นโดยไว เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศที่คอยแต่จะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา"บัดซบ... ช่างหื่นไม่รู้กาลเทศะเสียจริง"ชายหนุ่มสบถเสียงต่ำ พยายามบังคับร่างที่สั่นเทาด้วยแรงกำหนัดให้ก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามเขาจำต้องหาวิธีดับไฟราคะที่กำลังจะแผดเผาตัวตนจนมอดไหม้ เสิ่นมู่เฟิงตัดใจหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังลำธารด้านหลังเรือนสกุลเสิ่น ที่นั่นมีแอ่งน้ำตกที่ไหลเย็นตลอดทั้งปี เขาถอดอาภรณ์ออกจากร่างอย่างเร่งรีบแล้วกระโจนลงไปในกระแสน้ำ หวังจะใช้ความเย็นสดชื่นขจัดความปรารถนาร้อนแรงที่เขามีต่อนางให้สลายหายไปการเผชิญหน้ากับเสิ่นมู่เฟิงเพียงครู่สั้น ๆ ทำให้ซูฉีหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทีแรกนางตั้งใจจะไปหลบภัยอยู่ในห้องนอนรับรองแขก ทว่าก็กลัวจะเผลอหลับและฝันถึงเขาอ







