تسجيل الدخول"เมื่อบุตรสาวแม่ทัพต้องกลายเป็น 'ขันที' รับใช้ใกล้ชิดองค์ชายจอมเจ้าเล่ห์ ความลับที่นางซ่อนไว้จะต้านทานเล่ห์เหลี่ยมของเขาได้นานแค่ไหน ในเมื่อความจริงก็อยากรักษา... แต่หัวใจเจ้ากรรมดันสั่นคลอน!"
عرض المزيدบทนำ: ทิ้งคราบหงส์... สวมรอยขันที
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาในยามเหมันต์ เสียงฟ้าคำรามกึกก้องประหนึ่งเสียงร่ำไห้ของสวรรค์ที่ไว้อาลัยให้กับความล่มสลายของตระกูลแม่ทัพใหญ่แห่งชายแดนเหนือ กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในจวนแม่ทัพเซี่ยถูกชะล้างหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบที่กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกของสตรีเพียงคนเดียวที่เหลือรอด
เซี่ยอวิ๋นซี จ้องมองใบหน้าของตนเองในกระจกทองเหลืองที่แตกร้าว ภาพสะท้อนนั้นไม่ใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์ในชุดแพรพรรณชั้นเลิศอีกต่อไป
แกรก... แกรก...
เสียงกรรไกรคมกริบตัดฉับลงบนเรือนผมสีดำขลับที่เคยยาวสลวยถึงกลางหลัง ปอยผมร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเปียกชื้นราวกับปีกหงส์ที่หักสะบั้น มือเรียวบางที่เคยจับพู่กันเขียนกลอนสั่นระริกขณะที่นางบรรจงใช้ผ้าขาวพันรัดหน้าอกหน้าใจของตนไว้อย่างแน่นหนา จนความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้าสู่หัวใจ
"ท่านพ่อ ท่านพี่... เลือดของพวกท่านจะไม่สูญเปล่า"
น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มก่อนจะถูกปาดทิ้งอย่างรวดเร็ว บัดนี้ไม่มี 'เซี่ยอวิ๋นซี' อีกต่อไป มีเพียง 'เสี่ยวซี' เด็กหนุ่มหน้ามนผู้มีที่มาคลุมเครือที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่ 'กรงทอง' ที่เรียกว่าวังหลวง สถานที่ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นของอำนาจและจุดจบของชีวิตคนมานับต่อนับ
ณ วังหลวง แคว้นต้าหลี่
กำแพงสีแดงชาดสูงตระหง่านดูราวกับจะกดทับทุกสรรพสิ่งให้จมลงดิน เสี่ยวซีในชุดขันทีฝึกหัดสีเทาเรียบง่ายก้มหน้าต่ำ เดินตามแถวของขันทีใหม่ผ่านประตูวังที่หนักอึ้ง เสียงกลไกของประตูที่ปิดลงดังก้องในโสตประสาทของนาง ประหนึ่งเสียงของโชคชะตาที่ขังนางไว้กับภารกิจล้างแค้น
"ฟังให้ดี! พวกเจ้าเข้ามาที่นี่เพื่อรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ไม่ใช่เพื่อแสวงหาโชคลาภ ใครกล้าทำตัวสอดรู้สอดเห็น หัวของพวกเจ้าจะไม่อยู่บนบ่า!"
เสียงของขันทีอาวุโสดังแหลมเสียดหู แต่เสี่ยวซีไม่ได้สนใจนางกำลังทบทวน 'แผนที่วังหลวง' ที่จดจำมาจากตำราลับของบิดา เป้าหมายของนางคือการเข้าใกล้ 'ตราประทับลับ' ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในตำหนักทรงอักษร เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตระกูลเซี่ย
ทว่า... โชคชะตามักชอบเล่นตลกกับผู้ที่พยายามควบคุมมัน
"เจ้าชื่อเสี่ยวซีใช่หรือไม่?" ขันทีผู้ดูแลเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับใช้สายตาเจ้าเล่ห์สำรวจร่างโปร่งบางของนางตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ขอรับท่านกงกง" นางดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและสั่นเครือราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัว
"ดียิ่ง... หน้าตาหมดจดเช่นนี้ ตำหนักกงหรงคงจะพอใจ องค์ชายเก้าเพิ่งจะขับไล่ขันทีคนเก่าออกไปเพราะรินสุราไม่ถูกใจเข้าพอดี เจ้าไปรายงานตัวที่นั่นเสียเดี๋ยวนี้!"
คำสั่งนั้นทำให้ฝีเท้าของอวิ๋นซีชะงักกึก
'ตำหนักกงหรง' สถานที่พำนักของ องค์ชายเก้า หลี่เฟยหลง หรือที่ผู้คนทั่วหล้าขนานนามว่า 'จิ้งจอกหิมะ' นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเขามาบ้าง เขาคือเชื้อพระวงศ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสเพล เจ้าอารมณ์ และคาดเดาใจได้ยากที่สุด หากการเข้าใกล้มังกรคือเรื่องยาก การเข้าใกล้จิ้งจอกที่สวมรอยเป็นมังกรเช่นเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าหาความตาย
ณ ศาลาหมื่นบุปผา
กลิ่นสุราหอมขจรขจายโชยมาตามลม พร้อมกับเสียงดีดพิณที่ฟังดูเกียจคร้าน ร่างสูงโปร่งในฉลองพระองค์สีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆานอนเอนกายอย่างสง่างามบนตั่งนุ่ม ดวงตาเรียวยาวดุจพญาเหยี่ยวหรี่ปรือลงคล้ายคนเมามาย แต่ภายในนัยน์ตาสีดำสนิทนั้นกลับฉายแววคมกล้าที่สามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจคนได้
"คนใหม่มาแล้วหรือ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่ลืมตา
อวิ๋นซีในร่างเสี่ยวซีก้าวเท้าเข้าไปในศาลาอย่างระมัดระวัง นางคุกเข่าลงต่ำจนหน้าผากจรดพื้นเย็นเชียบ "บ่าวเสี่ยวซี ถวายพระพรองค์ชายเก้าขอรับ"
ความเงียบปกคลุมไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของบุรุษเบื้องหน้า เสี่ยวซีรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องลงมาที่แผ่นหลังของนาง ราวกับนักล่าที่กำลังสำรวจเหยื่อ
"เงยหน้าขึ้น"
คำสั่งสั้นๆ ที่แฝงไปด้วยความขี้เล่นแต่บีบคั้นทำให้นางต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์
ในวินาทีนั้นเองที่หลี่เฟยหลงยกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะหยั่งรู้ทุกสิ่ง และดูป่วนประสาทในเวลาเดียวกัน
"หน้าตาสะสวยเกินกว่าจะเป็นขันที... เสี่ยวซี เจ้ารู้ไหมว่าเปิ่นหวัง (ตัวข้า) เกลียดอะไรที่สุด?"
"บ่าว... มิบังอาจทราบขอรับ"
"เปิ่นหวังเกลียดพวก 'หัวขโมย'..." เขาเว้นจังหวะพร้อมขยับกายเข้ามาใกล้จนนางได้กลิ่นจันทน์หอมจางๆ จากตัวเขา "โดยเฉพาะพวกที่คิดจะมาขโมย 'ความลับ' ของเปิ่นหวัง"
หัวใจของเซี่ยอวิ๋นซีกระตุกวูบ มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่น
เขาพูดถึงอะไร? หรือเขาจะรู้แล้ว?
แต่ก่อนที่นางจะทันได้ตั้งตัว มือเรียวหนาขององค์ชายเก้าก็เชยคางนางขึ้น แรงบีบนั้นไม่หนักแต่เน้นย้ำถึงอำนาจที่เหนือกว่า
"มาเป็นขันทีของเปิ่นหวังต้องอดทนหน่อยนะ... เพราะข้าชอบเล่นสนุกกับของเล่นใหม่เสียด้วยสิ"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การชิงไหวชิงพริบ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของวังหลวงแคว้นต้าหลี่ไปตลอดกาล!
ตอนพิเศษ : ของขวัญจากฟากฟ้า แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ไปทั่วอุทยานส่วนตัวของตำหนักกงหรง ในค่ำคืนครบรอบวันวิวาห์ปีที่ห้า เซี่ยอวิ๋นซี นั่งทอดถอนใจอยู่บนม้านั่งไม้แกะสลัก นางไม่ได้ถอนใจเพราะความทุกข์ ทว่ากลับเป็นความเอ็นดูผสมปนเปกับความเหนื่อยหน่าย เมื่อมองไปที่ประตูโรงช่างส่วนตัวที่บัดนี้มีควันสีชมพูจางๆ พุ่งออกมาตามรอยแตกของบานไม้"ท่านพี่... ท่านจะไม่เข้าไปดูหน่อยหรือพะยะค่ะ?" อวิ๋นซีหันไปถาม หลี่เฟยหลง ที่นั่งจิบชาอยู่ข้างๆ อย่างไม่ทุกข์ร้อน"ปล่อยลูกๆ ไปเถอะอวิ๋นซี" เฟยหลงยกยิ้มจิ้งจอก แววตาทอประกายลึกลับ "เจ้าเป็นคนสอนพวกเขาสมัยยังเดินไม่ได้เองไม่ใช่หรือว่า... 'การทดลองที่ผิดพลาด คือบันไดสู่ความสำเร็จ' น่ะ?""แต่ควันสีชมพูนั่น... ข้าจำได้ว่าไม่ได้สอนวิธีผสมสารแบบนั้นนะพะยะค่ะ!" อวิ๋นซีลุกขึ้นทำท่าจะเดินไปดู ทว่ามือหนาของเฟยหลงกลับคว้าข้อมือนางไว้แล้วดึงให้ลงมานั่งบนตักของเขาแทน"อยู่นิ่งๆ เถอะน่า วันนี้วันพิเศษของเรานะ" เฟยหลงซุกหน้าลงกับไหล่หอมของภรรยา "ข้าไล่องค์รักษ์เงาออกไปหมดแล้ว เพื่อให้เราได้อยู่กันตามลำพัง... และรอ 'เซอร์ไพรส์' จากเจ้าพวกตัวแสบอย่างไรเล่า"เซอร์ไพรส์จากฟันเฟือง
บทที่ 37: สิ้นสุดกลไก... เริ่มต้นนิรันดร์แห่งรักหลังจากความลับใต้ดินถูกฝังกลบ และนัยน์ตาแห่งสวรรค์ถูกอวิ๋นซีใช้กลไกสะท้อนแสงปิดกั้นการทำงานจนกลายเป็นเพียงดวงดาวที่ไร้พิษสง แผ่นดินต้าหลี่ก็กลับเข้าสู่ความสงบสุขที่แท้จริง ไม่มีการนองเลือด ไม่มีการชิงบัลลังก์ มีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้ในอุทยานหลวงที่บัดนี้เต็มไปด้วยดอกเหมยที่กำลังผลิบาน"อวิ๋นซี... เจ้ายังจะถือไขควงนั่นอยู่อีกนานไหม?"เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก หลี่เฟยหลง ในฉลองพระองค์สีแดงปักลายมังกรทองอร่าม ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มจิ้งจอกที่วันนี้ดูอบอุ่นกว่าวันไหนๆ เขาเดินตรงเข้าไปหาว่าที่พระชายาที่กำลังนั่งขัดฟันเฟืองเล็กๆ ในมือ"ข้าเพียงแต่ตรวจสอบดูให้แน่ใจพะยะค่ะองค์ชาย ว่ากลไกป้องกันวังจะไม่มีวันติดขัด" อวิ๋นซีตอบโดยไม่เงยหน้า แต่แก้มนวลกลับขึ้นสีระเรื่อเฟยหลงก้มลงคว้าเครื่องมือในมือนางวางลงบนโต๊ะ แล้วกุมมือเรียวบางนั้นไว้แน่น "พอได้แล้ว... ต่อไปนี้หน้าที่ปกป้องวังเป็นของทหารรักษาการณ์ ส่วนหน้าที่ปกป้องเจ้า... เป็นของข้า"เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหู "และหน้าที่ของเจ้าในคืนนี้ คือการเป็นเจ้าสาวที่งดงามที่สุดของข้า
บทที่ 36: นัยน์ตาแห่งสวรรค์ ความวุ่นวายใต้ผืนดินสงบลง ทว่าความกระวนกระวายในใจของ เซี่ยอวิ๋นซี กลับยิ่งทวีคูณ รอยจารึกปริศนาเรื่อง 'นัยน์ตาบนท้องฟ้า' ยังคงหลอกหลอนนางทุกครั้งที่หลับตา หลังจากกลับจากสุสานหลวง อวิ๋นซีไม่ได้พักผ่อน นางขลุกตัวอยู่ในหอตำราหลวงชั้นบนสุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของ 'แท่นสังเกตการณ์ดารา' สถานที่ที่สูงที่สุดในพระราชวังแคว้นต้าหลี่"เจ้าจ้องมองท้องฟ้าจนดวงดาวจะเขินอายหมดแล้วนะอวิ๋นซี"หลี่เฟยหลง เดินเข้ามาพร้อมผ้าคลุมไหล่หนานุ่ม เขาบรรจงวางมันลงบนบ่าของนางอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาจากตัวเขาช่วยให้อวิ๋นซีรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างประหลาด"องค์ชาย... ท่านดูดาวดวงนั้นสิพะยะค่ะ" อวิ๋นชี้ไปยังดาวดวงหนึ่งที่ส่องแสงสีนวลนิ่งผิดกับดาวดวงอื่นที่กะพริบไหว "มันไม่ได้เคลื่อนที่ตามจักรราศีปกติ แต่มันกลับโคจรเป็นวงกลมรอบยอดเขาพระศุกร์อย่างเป็นระเบียบเกินไป""มันอาจจะเป็นแค่ดาวหาง หรือดวงดาวที่สว่างกว่าปกติก็ได้นี่?" เฟยหลงพยายามมองตาม ทว่าตาเปล่าของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด"ข้าคิดว่าไม่ใช่พะยะค่ะ" อวิ๋นซีหยิบแท่งแก้วใสสองชิ้นที่นางเพิ่ง 'ฝน' จนมีความโค้งมนต่างกันออกมา "สายตาของคนเร
บทที่ 35: ปราการแห่งบรรพชน และรหัสลับที่ไร้เสียงท่ามกลางม่านหมอกสีขาวหม่นที่ปกคลุมยอดเขาสุสานหลวง บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นรัว เซี่ยอวิ๋นซี กระชับเสื้อคลุมกันลมที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากการบุกน้ำในบทก่อน นางมองไปยังประตูศิลาขนาดยักษ์ที่สลักรูปมังกรหมอบซึ่งเป็นทางเข้าสู่สุสานบรรพชนของราชวงศ์หลี่ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ แต่ยังซ่อน 'เฟืองตัวสุดท้าย' ที่คอยค้ำจุนรากฐานของอาณาจักรเอาไว้"ที่นี่เงียบผิดปกติพะยะค่ะองค์ชาย" อวิ๋นซีกระซิบพลางชู 'จี้หยกทรงหยดน้ำ' ขึ้นมา บัดนี้หยกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและสั่นสะเทือนรุนแรงจนปลายนิ้วของนางเริ่มชาหลี่เฟยหลง ก้าวออกมาข้างหน้า มือหนากระชับด้ามกระบี่แน่น สายตาคมกริบประดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองไปในเงามืด "สุสานหลวงเป็นเขตหวงห้ามที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แม้แต่ข้าเองก็ยังได้รับอนุญาตให้เข้ามาเพียงไม่กี่ครั้ง... ภาคีอาลักษณ์เลือกที่นี่ เพราะรู้ว่ามันคือ 'จุดอ่อน' ที่สุดของราชวงศ์"เมื่อทั้งสองก้าวล่วงเข้าสู่โถงกลางของสุสาน เสียงฝีเท้าของพวกเขากลับดังสะท้อนกึกก้องผิดปกติประหนึ่งมีคนนับร้อยกำลังเดินตามมา อวิ๋นซีหยุดนิ่ง
บทที่ 34: บทเพลงแห่งวารี ท่ามกลางเสียงระฆังที่ดังเหง่งหง่างจนแก้วหูแทบร้าว เซี่ยอวิ๋นซี สังเกตเห็นความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้น แรงสั่นสะเทือนจากหอระฆังไม่ได้แผ่ออกไปในอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังมุ่งตรงลงสู่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์เบื้องล่าง ผิวน้ำที่เคยเรียบสงบกลับเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็ก และ
บทที่ 3: เล่ห์ซ้อนเล่ห์... ใต้เงาพระสนมเอกกลิ่นธูปหอมชั้นเลิศที่ลอยนำมาก่อนตัวทำให้ เซี่ยอวิ๋นซี เย็นสันหลังวาบ นางจำกลิ่นนี้ได้ดี มันคือกลิ่นดอกมหาหงส์ผสมไม้จันทน์ที่ พระสนมเอกซูเฟย โปรดปรานเป็นที่สุด และเป็นกลิ่นเดียวกับที่นางเคยได้กลิ่นในคืนที่จวนแม่ทัพถูกบุกทำลาย!"เฟยหลง! เจ้าทำตัวเหลวไหลขึ้น
บทที่ 2: เดิมพันด้วยชีวิต หรือจะเสียสิทธิ์ด้วยหัวใจลมหายใจอุ่นๆ ขององค์ชายเก้าที่รินรดอยู่ข้างขมับทำให้ เซี่ยอวิ๋นซี ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความใกล้ชิดในระยะที่หน้าอกของนางเบียดเสียดกับแผงอกกว้างนั้นอันตรายเกินไป แต่นี่ไม่ใช่เวลามาเขินอาย หากนางขยับตัวผิดเพียงนิด ดาบที่ซ่อนอยู่ในที่ใดที่หนึ่งของห้องนี้
บทที่ 1: รับมือจิ้งจอกเจ้าเล่ห์สัมผัสจากปลายนิ้วหนาที่เชยคางของนางอยู่นั้นเย็นเยียบ ทว่าสายตาที่จ้องมองมากลับร้อนแรงคล้ายจะแผดเผาหน้ากากที่นางสวมอยู่ให้มลายสิ้น เซี่ยอวิ๋นซี พยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอที่สุด นางรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หมูในอวยที่จะหลอกได้ง่ายๆ แต่ในเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ถ้ำสิงห์แล

















