เข้าสู่ระบบไป๋ฉิงเหวินรับทราบแล้วพานางไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสตรีชาวบ้านเพื่อพบกับนายหน้าจัดหาสาวใช้ “เถ้าแก่จางนี่คือน้องสาวของข้า นางอยากเป็นสาวใช้ในคฤหาสน์หรูหรา ค่าจ้างเราไม่เรียกแพงเหมือนรายอื่น ท่านพอจะหาทางให้นางได้เข้าไปทำงานที่นั่นได้หรือไม่ ”
ชายวัยกลางคนได้ยินราคาที่ชายหนุ่มเสนอแล้วก็ทำตาโต “เจ้าจะให้ข้าได้ส่วนค่าแรงของนางด้วยหนึ่งปีเทียว”
“ใช่! ข้าใฝ่ฝันอยากอยู่บ้านหลังใหญ่ ตอนที่พี่ใหญ่พาข้าเดินผ่านคฤหาสน์นอกเมืองข้าชอบใจมากอยากทำงานที่นั่น” นางทำหน้าตาเด๋อด๋าดูเพ้อฝันเหมือนสาวบ้านนอกที่เพิ่งได้เข้ามาในเมือง ทว่าหน้าตาของนางเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านและดูน่ารักนักหนา
“เจ้าหนุ่ม น้องสาวของเจ้าช่างน่ารักเสียจริง หากเจ้าไม่บอกว่าบ้านอยู่บนเขาล่ะก็ ข้าคงคิดว่านางเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่สักคน”
“โอ๊ย! คุณหนงคุณหนูอะไรเล่า ท่านดูเสื้อผ้าพวกเราสิทั้งเก่าทั้งหยาบกระด้างขนาดนี้ นางแค่โชคดีที่อยู่บนเขามีน้ำแร่ให้อาบเลยผิวพรรณดี” ไป๋ฉิงเหวินแก้ตัวอย่างรวดเร็วจนซินเอ๋อร์นึกชื่นชมพี่ชายของนาง
“มิน่า! ผิวพรรณของนางจึงดูคล้ายคนที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน ทั้งขาวผ่องและเนียนละเอียด”
เถ้าแก่จางเอียงคอมองซ้ายมองขวาอย่างชื่นชม เขาเป็นนายหน้าจัดหาสาวใช้ที่เพิ่งย้ายมาจากเมืองเทียนถางจึงยังไม่เคยพบเห็นคู่หูทั้งสองนี้มาก่อน เมื่อก้มหน้าลงคำนวณส่วนแบ่งที่จะได้จากค่าจ้างของนางหนึ่งปี นอกจากตนจะได้ค่านายหน้าแล้ว ยังได้เงินของนางเพิ่มอีกหากที่ไหนได้
“อา! ดาวโชคช่างเข้าข้างเจ้าเสียจริง วันนี้พ่อบ้านที่คฤหาสน์เพิ่งมาแจ้งว่าต้องการสาวใช้เพิ่มอีกสักคน ข้าทำสัญญาจ้างเจ้าเลยก็แล้วกัน”
เหลียงเจินซินมองเถ้าแก่จางอย่างรู้ทัน
‘ดาวโชคของข้าหรือของเจ้ากันแน่ หึ! เห็นเงินล่ะก็ตาโตเชียว’
“ท่านรีบเข้าเถิด ข้าอยากไปทำงานที่นั่นจะแย่แล้ว”
เถ้าแก่จางได้ยินเช่นนั้นก็รีบกุลีกุจอเชิญให้สองพี่น้องตระกูลเยี่ยนั่งลงแล้วทำสัญญาว่าจ้าง “แม่นางเยี่ย เจ้ารอสักครู่เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งเจ้าที่คฤหาสน์เหวินเต๋อ”
นายน้อยเหลียงเพิ่งรู้ว่าคฤหาสน์แห่งนั้นชื่อว่าเหวินเต๋อ นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองกับท่านพ่อเดินออกมาทางประตูเล็กด้านข้างจวนจึงไม่ได้อ่านชื่อคฤหาสน์
มือปราบไป๋รีบหันไปบอกน้องสาว “ประเดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้ากับพวกเขาด้วย”
“ดี! เราต้องไปหาจุดส่งข่าวด้วย”
ด้วยความดีใจที่ได้กำไรอย่างล้นเหลือเถ้าแก่จางจึงให้คนของตนเองเอารถม้าคันเล็กไปส่งสองพี่น้องที่คฤหาสน์
นักสืบซินหัวเราะร่วน “เจ้าดูสิ! เถ้าแก่จางได้กำไรจากค่าแรงข้าเยอะจนเราได้นั่งรถม้าแน่ะ”
“หึ! ใช่สิ ได้ทั้งค่านายหน้าและได้ทั้งค่ากินแรงงานเจ้า ผู้ใดไม่เอาก็บ้าแล้ว”
“เอาน่า แต่ข้าก็จะได้เข้าไปนั่นตามที่ต้องการนี่”
“เจ้าระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้เขาจับได้ว่าปลอมตัวมา”
“เอกสารเจ้าทำรัดกุมดีแล้วมิใช่หรือ”
“ระดับมือปราบไป๋แล้วไม่ต้องห่วง สองพี่น้องนี้มีชื่อในทะเบียนราษฎร์จริงๆ แค่อยู่หมู่บ้านห่างไกลลึกในหุบเขาโน่น คงไม่มีผู้ใดอุตริไปสืบหาดอก”
“เยี่ยมจริงๆ สมกับเป็นพี่ชายของข้า”
สองพี่น้องสรรเสริญเยินยอกันไปจนถึงรถม้าแล่นถึงชานเมือง
“ประเดี๋ยวแม่นางเข้าไปข้างในกับข้า ส่วนพี่ชายเจ้าให้รออยู่ข้างนอกก็แล้วกันเพราะเจ้าของคฤหาสน์นี้ไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าไปวุ่นวายโดยไม่ได้รับอนุญาต”
ไป๋ฉิงเหวินหันไปสบตาญาติผู้น้อง “เดี๋ยวข้าขอสั่งความกับน้องสาวข้าสักสองสามประโยคก่อน”
“เอาสิ”
คนของเถ้าแก่จางเห็นว่าพวกเขาจะต้องแยกจากกันแล้วก็นึกเห็นใจ จึงปล่อยให้สองพี่น้องคุยกันสักเล็กน้อย ไป๋ฉิงเหวินยืนหันหลังบังไว้แล้วชี้ไปที่กอไผ่ใหญ่ริมรั้วด้านข้าง ลดเสียงลงพอได้ยินกันสองคน
“กอไผ่ตรงนั้นนะ เหมือนเดิม”
“อืม”
สองพี่น้องที่เคยส่งข่าวหากันด้วยวิธีที่ผู้อื่นไม่รู้อยู่บ่อยครั้ง พยักหน้าให้กันจากนั้นแม่นางเยี่ยซินก็รับห่อผ้าจากพี่ชายแล้วเดินไปหาผู้มาส่ง
“ข้าพร้อมแล้ว”
นางเดินผ่านเข้าประตูเล็กที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่งตามหลังผู้มาส่งไปติดๆ ในใจก็คะเนว่าวันนั้นนางกับเขายืนอยู่ไกลกันมาก เขาก็คงจะมองหน้านางไม่ถนัดนัก เมื่อนางเดินเข้าไปถึงตำแหน่งที่เขายืนมองนางครั้งก่อนก็ลองมองไปยังจุดที่ตนเอี้ยวศีรษะหันกลับมามองเขาก็เห็นว่า ระยะไกลมากพอที่จะสังเกตใบหน้าผู้ใดได้ไม่ถนัดนัก นางลองมองดูชายที่เฝ้าหน้าประตูก็มั่นใจว่าชายผู้ใส่หน้ากากและคนสนิทผู้นั้นคงจำใบหน้านางไม่ได้เป็นแน่ ส่วนคนเฝ้าประตูมิได้สนใจสังเกตผู้คนสักเท่าใด จึงมิได้สนใจจดจำ
‘เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว ข้าล่ะกลัวว่าเขาจะมองเห็นข้าได้ถนัดเสียอีก ที่แท้ก็ไกลจนมองใบหน้าได้ไม่ชัด’
ทว่าผิดคาด นางมิได้เจอคนที่อยากเจอ ผู้มาส่งสาวใช้นำหนังสือรับรอง สัญญาว่าจ้างและทะเบียนราษฎร์ของนางไปยื่นให้กับพ่อบ้านเมี่ยว
เมื่อชายวัยกลางคนมองเห็นสาวใช้มาใหม่ก็ชะงักเล็กน้อย
“ข้ามิได้บอกเถ้าแก่ของเจ้าหรือว่าห้ามเอาสตรีสะสวยมาส่งที่นี่”
ใบหน้าบึ้งตึงของพ่อบ้านทำให้เหลียงเจินซินต้องหันไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ ที่นี่ไม่อยากได้สาวใช้หน้าตางดงาม ช่างน่าแปลกเสียจริง นางเคยได้ยินว่าคนส่วนใหญ่เมื่อเห็นสาวใช้หน้าตาดีก็มักจะส่งไปรับใช้เจ้านายเพื่อบางครั้งก็หวังให้เป็นสาวใช้อุ่นเตียง
“ข้าไม่ทราบ เห็นทีท่านน่าจะลืมระบุไป”
พ่อบ้านเมี่ยวก้มลงอ่านเอกสารที่ตนส่งไปอีกครั้งหนึ่งก็พยักหน้า “เป็นข้าที่พลาดไปจริงๆ แต่ก็ช่างเถิดถึงยังไงนางก็ทำงานแถวโรงครัวคงจะไม่ได้เจอกับนายท่านอยู่แล้ว”
นางสังเกตว่าบุรุษที่ทำงานที่นี่ล้วนรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปจนแลดูน่ากลัว
‘คนในคฤหาสน์น่ากลัวเยี่ยงนี้ ยังมีคนกล้าขโมยออกของไปจำนำอีกหรือนี่ หากโดนจับมาโบยคงตายตั้งแต่สิบทีแรกแล้วกระมัง’
นางเอี้ยวตัวกลับไปมองชายร่างใหญ่สองคนที่ยืนเฝ้าหน้าเรือนนี้อีกครั้งด้วยความรู้สึกหวาดๆ
“ซูปี้เจ้าพานางเอาของไปเก็บที่ห้องพักให้เรียบร้อย แล้วบอกนางด้วยว่าหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าสองคนต้องทำสิ่งใดบ้าง ”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ที่หน้ากลมแบนดูเรียบร้อยรับคำแล้วเดินนำหน้านางไปทางด้านหลัง ผ่านโรงครัวที่ผู้คนทำงานกันขวักไขว่ เรือนหลังน้อยใกล้รั้วด้านหลังคือที่พักของนางและหมิ่นซูปี้ “นี่ล่ะห้องพักของเจ้ากับข้า”
“ที่นี่มีสาวใช้แค่เราสองคนหรือ”
พิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นจินจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าครั้งที่องค์หญิงจินเฟิ่งเข้าพิธีกับจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นหมิง ขบวนแห่ไปรับเจ้าสาวที่ยาวเหยียดจนสุดถนน คนทั้งเมืองที่มายืนชะเง้อชะแง้รอดู เสียงดนตรีที่ดังไปทั้งเมืองล้วนแล้วแต่สร้างความครึกครื้นคึกคัก ร้านรวงต่างพร้อมใจกันประดับโคมไฟสีแดงและ ผ้าแดงเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับท่านอ๋องใหญ่ องค์ชายจินเสวี่ยหลงทรงถอดหน้ากากต่อหน้าราษฎรเป็นครั้งแรก รูปร่างสูงใหญ่งามสง่าใบหน้าคมคายในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดบนหลังม้าศึกตัวใหญ่ ทุกคนต่าง ชี้ชวนกันชื่นชม “ไหนว่าท่านอ๋องใหญ่อัปลักษณ์อย่างไรเล่า ดูซิ...รูปลักษณ์อย่างนี้ราวกับเทพเซียนจากบนสวรรค์ก็ว่าได้” “ใช่ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าที่ทรงสวมหน้ากากปิดบังเอาไว้กลับกลายเป็นใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงนี้” “นับเป็นวาสนาที่ได้เห็นท่านอ๋องทรงถอดหน้ากาก” เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสองข้างทางดังขรม องครักษ์ซ่งกับองครักษ์หร่วนยิ้มอย่างปลาบปลื้มในตัวองค์ชายจินเสวี่ยหลงที่ตนเองติดตามมานานปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ท่านอ๋องทรงยอมถอดหน้ากากมาสู้หน้าผู้คนเสียที!
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” ร่างใหญ่ก้มลงกระซิบข้างหู เหลียงเจินซินเงยหน้าขึ้นมองอย่างเหนื่อยอ่อน “หม่อมฉันแค่เหนื่อยมากเพคะ ตอนนี้ง่วงมากอยากจะหลับนานๆ” ท่านอ๋องถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าของนางซีดเผือดแขนขาอ่อนเปลี้ยอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์ “ซินเอ๋อร์ เจ้าอย่าหลับนะ มองหน้าข้าไว้!” น้ำเสียงตื่นตระหนกของ ท่านอ๋องทำให้เหลียงเจินซินไม่กล้าหลับตาลงอีก นางเกรงว่าเขาจะกังวล เหลียงเจินซินยกมือขึ้นลูบใบหน้าของท่านอ๋องเบาๆ เสียงของนางเริ่มกระท่อนกระแท่นเพราะความเหนื่อยอ่อน “ท่านอ๋อง หม่อมฉันแค่ง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าอย่าหลับตาเด็ดขาด” ท่านอ๋องจุมพิตที่นางผาก สันจมูก และแก้มซ้ายขวาของนางเพื่อหวังให้หญิงคนรักยังมีสติ...หากว่านางหลับตาลงแล้ว พระองค์เกรงว่านางจะไม่ลืมตาขึ้นอีก “หากเจ้าไม่ตื่นขึ้นมาอีกเล่า ข้าจะอยู่อย่างไร ” น้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาแดงก่ำที่น้ำตาจวนจะหยาดหยดนั้นทำเอาเหลียงเจินซินต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไม่หลับตาลง “ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันแค่เหนื่อยและง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าต้องมองหน้าข้าเอาไว
เหลียงเจินซินกระโจนไปขวางหน้ากลุ่มของลู่เย่เอาไว้ ตรอกแห่งนั้นกว้างพอที่บุรุษจะยืนเรียงหน้าได้สักแปดคน นางสวมชุดคุณชายสีดำ สะพายกระเป๋าพาดทแยงตามไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูแล้วไม่เหมือนกับจอมยุทธ์ผู้อาจหาญ ยังไม่มีผู้ใดตามมาทัน หากนางไม่ขวางไว้ล่ะก็ เจ้าคนแซ่ลู่กำลังจะไปถึงรถม้าที่จอดอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก เหลียงเจินซินตัดสินใจกระโดดลงไปขวางคนกลุ่มนั้น ลู่เย่ขมวดคิ้วเขาไม่เคยเห็นคุณชายน้อยผู้นี้มาก่อน นี่เป็นการประจันหน้ากันครั้งแรก “เจ้าเป็นผู้ใด บังอาจมาขวางทางข้า” “ข้าเป็นคนของทางการ ได้รับมอบหมายให้มาจับกุมเจ้า” “ฮ่าๆ คุณชายน้อยไปเล่นที่อื่น ยามนี้ต่อให้พญายมก็มิอาจขวางทางข้าได้ ถอยไป!” “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าเป็นคุณชายน้อยเช่นนั้นก็ดี...จำได้ด้วยว่าข้าแซ่เหลียง” เหลียงเจินซินกล่าวจบก็กดจุดบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว นางกางแขนสองข้างออกกว้าง พลันควันดำก็พวยพุ่งออกจากแขนเสื้อของนาง คนทั้งหมดเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็พลันชะงัก เป็นเจิ้งตั้นอี้ที่นึกขึ้นได้ “ปีศาจแมวดำ! มันคือปีศาจแมวดำ!” เหลียงเจินซินใบหน้าถมึง
ท่านอ๋องใหญ่ยิ่งตรวจตรายิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ นักฆ่าที่อยู่ในเรือนนี้มีจำนวนไม่มากอย่างทีทรงคาดไว้ ซ้ำยังไม่เห็นลู่เย่ที่เป็นเจ้าของเรือนตัวจริง ช่างน่าแปลกนัก! “ท่านน้าหรือว่าพวกเราจะถูกหลอกเสียแล้ว” แม่ทัพจินหลี่หมิงหันมามองหน้าหลานชาย “ข้าก็คิดเช่นเจ้า! บางทีลู่เย่อาจจะยอมทิ้งเรือนนี้แล้วหนีไปที่อื่นโดยทิ้งเหยื่อเล็กน้อยไว้ล่อพวกเรา” “เช่นนี้แล้ว...ลูเย่คิดจะหนีไปที่ใด ” “หรือว่าจะเป็น....” สองน้าหลานจึงสั่งการสั่งการให้คนทั้งหมดเตรียมตัวกลับเข้าอำเภอหลี่ เมื่อเดินทางออกมาถึงชายป่าสนพันหมู่ ไป๋ฉิงเหวินที่รออยู่ก็รีบรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที “สือกุ้ยอินน่ะหรือ ที่ตามคนพวกนั้นไป” “พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางอยู่เมืองหลวงแล้ว ที่สำคัญวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันประหาร ใต้เท้าลู่ ตุลาการเหลียงเกรงว่าลู่เย่จะบุกชิงตัวประกันจึงได้สั่งให้กราบทูลท่านอ๋องให้รีบเสด็จกลับเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพจินหลี่หมิงรีบตบบ่าหลานชาย “พวกเราต้องเร่งเดินทางกันแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทัน” “ขอรับ!” ทหารกลุ่มใหญ่จึงเ
ตุลาการเหลียงที่นั่งฟังอยู่เริ่มปริวิตก ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเขาเดินทางจากเมืองเป่าจูมายังเมืองหลวงเพื่อรอพิธีอภิเษกสมรสของน้องสาวกับท่านอ๋องใหญ่ ยามนี้กลับมีนักฆ่าปะปนอยู่กับชาวบ้าน เห็นทีเขาต้องเตือนให้ท่านทั้งสองระวังตัวและเพิ่มคนคุ้มภัยอีกด้วย “ข้าจะไปว่าจ้างคนของสำนักคุ้มภัยมาดูแลท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่มก่อน และเลยขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พวกเจ้าสองคนจัดการหาข่าวด้วย ระวังอย่าให้เอิกเกริกคนจนแตกตื่นก็แล้วกัน ” “ไม่ต้องห่วง ข้าจะเร่งมือสืบโดยเร็วที่สุด” เมื่อพี่ชายของนางออกจากคฤหาสน์ เหลียงเจินซินก็หาชุดบุรุษให้สือกุ้ยอิน นางหยิบเอาชุดที่ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไปเช่นนี้จึงจะเหมาะกับการเป็นสายสืบ “เจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ สวมชุดนั้นเจ้าดูสะดุดตาคนมากเกินไป” สือกุ้ยอิน ก้มลงมองชุดสตรีแสนงดงามของตนเองก็พยักหน้าหงึกหงัก “เราคงต้องติดต่อผู้คนมากหน้าหลายตา ลบเครื่องสำอางบนหน้าเจ้าออกไปด้วย แต่งเหมือนบุรุษสักหน่อยอย่าให้คนอื่นผิดสังเกต” ลู่เย่ซ่อนอยู่ในจวนสกุลลู่เพียงคืนเดียวก็หลบออกไปพักที่อื่น คนของสือกุ้ยอินที่เฝ้าอยู่ไม่เห็นพวกเขาออกไปทางใด
“เทพแมว หากทำได้เช่นนั้นมิใช่ปีศาจแมวดำแล้วหรือ ” ลู่เย่ฟังเรื่องพิสดารนี้จากคนของตนมาหลายปาก หากจะคิดว่าพวกเขาโกหกแล้วร่องรอยแมวข่วนเต็มใบหน้าของคนเฝ้าเวรยามทั้งหลายจะมาจากที่ใด พวกเขาล้วนยืนยันว่าต้องเผชิญหน้ากับแมวดำดุร้ายหลายร้อยตัว“เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกขอรับ...ปีศาจที่เรียกแมวดำออกมาได้เช่นนี้ไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน ข้างกายองค์ชายน้อยช่างมีคนที่น่ากลัวยิ่งนัก”“หรือว่าพวกเขาคือองครักษ์เงาแห่งแคว้นหมิงที่เล่าลือกัน ” เจิ้งตั้นอี้นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องบิดาขององค์ชายฝาแฝดมีองครักษ์เงาติดตามดูแลอยู่จำนวนหนึ่ง มิเคยมีคนรู้ว่าหน้าตาพวกเขาเป็นเช่นใดและอยู่อย่างไร รู้เพียงว่าไม่อาจมีคนเข้าใกล้จวิ้นอ๋องจากแคว้นหมิงผู้นั้นได้ ภายหลังจากอภิเษกสมรสกับองค์หญิงจินเฟิ่ง จวิ้นอ๋องได้มอบองครักษ์เงาให้กับท่านอ๋องใหญ่เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน่าจะแบ่งคนพวกนั้นไว้คอยดูแลองค์ชายน้อยด้วย “จริงสิคุณชาย บิดาขององค์ชายน้อยคือจวิ้นอ๋องผู้มีองครักษ์เงาคอยดูแล เป็นไปได้ว่าย่อมจะแบ่งมาดูแลบุตรชายทั้งสองด้วย” “ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าคิดเพียงว่าพ







