เข้าสู่ระบบ“ท่านผู้กำกับ โอนคดีที่ผมดูอยู่ตอนนี้ให้ผู้กองรฉัตรไปแล้วเหรอครับ” ผู้กองหนุ่มย้ำถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าตนไม่ได้หูฝาด
“ก็อย่างที่ได้ยินนั่นแหละผู้กอง ส่วนคุณก็ไปพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยกลับมาเริ่มงานใหม่ หลังจากสมองปลอดโปร่งแล้ว ผมว่าจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะ เชื่อผมสิ” เศรษฐพงศ์เสนอ แต่ฐานัตถ์ยังคงไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาเท่าไหร่นัก
ทั้งๆ ที่คดีนี้สำคัญกับตัวเขาเป็นอย่างมากและผู้บังคับบัญชาอย่างเศรษฐพงศ์ก็น่าจะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทิ้ง 'คดีของเรืองลดา' ว่าที่คู่หมั้นของตัวเองที่พึ่งจะถูกคนร้ายฆ่าตายไปเมื่อเดือนก่อน แล้วหนีไปพักผ่อนตามที่เขาบอกได้อย่างมีความสุขแน่นอน
“กลับไปคิดดูก่อนผู้กอง” เศรษฐพงศ์ย้ำพร้อมกับหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะลุกเดินไปยื่นให้กับมือของลูกน้องคนสนิท แล้วตบที่ไหล่กว้างเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฐานัตถ์ได้ทบทวนความคิดของตัวเองเสียใหม่เพียงลำพัง
ร่างสูงถือเอกสารลางานผ่านโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน กลับเข้ามาที่ห้องของตัวเอง โดยมีลูกทีมคนสนิทของเขาเดินตามเข้ามาด้วย
ใบหน้าหล่อเหลานั่งลงที่โต๊ะทำงานนิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ ใช้สมาธิกับตัวเอง วางใบลาลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ ก่อนควานหาแฟ้มรายงานที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมาบังหน้าอย่างใช้ความคิด
ทันใดนั้น แผ่นโบรชัวร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศถูกวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะทับแผ่นกระดาษที่เขาพึ่งวางลงไปเมื่อครู่ ก่อนมือแกร่งจะลดแฟ้มเอกสารที่ถืออยู่ในมือลงเล็กน้อยแล้วเพ่งสายตาคมกริบมองไปยังผู้น้อย รูปร่างสันทัดหน้าตาซื่อๆ ที่กำลังจัดวางโปรแกรมการท่องเที่ยวอย่างตั้งอกตั้งใจจนล้นโต๊ะ
“นี่มันอะไรกันเนี่ย หมู่!!” ผู้กองหนุ่มไม่สบอารมณ์นักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าถามเสียงเข้ม
“ก็โปรแกรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับปีนี้ไงครับหัวหน้า”
“โปรแกรมท่องเที่ยว!!” ฝ่ามือเรียวแกร่งยกขึ้นกุมขมับพยายามควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวไม่ให้พลุ่งพล่าน
“ครับหัวหน้า...สวิส! หรือว่าอิตาลีครับ ช่วงนี้กระทรวงการท่องเที่ยวเน้นย้ำให้สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เปลี่ยนเป็นอยุธยา กระบี่ หรือ ภูเก็ตก็น่าสนใจดีนะครับ” ลูกทีมคนสนิทกำลังทำหน้าที่เป็นไกด์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ให้กับหัวหน้าที่เคารพของตัวเองอย่างกระตือรือร้น
“หมู่!! ถ้ารักกันจริง อย่าพูดเล่นกับผมแบบนี้อีกนะ” ผู้กองหนุ่มไม่เห็นด้วยกับการกระทำของลูกทีมบอกออกไปเสียงแข็ง
“หัวหน้าครับ...แทนที่จะมานั่งเครียด น่าจะดีใจที่ได้ลาพักร้อนก่อนคนอื่น ในขณะที่พวกผมอยากจะลาบ้างแต่ยังไม่มีโอกาส หัวหน้าชิงไปพักผ่อนก่อนคนอื่นๆ ก็ดีแล้วนะครับ” สิบตำรวจเอก จินนะ ชัยมานะ หรือ หมู่จิน ลูกน้องคนสนิทที่อายุแก่กว่าเขาเกือบๆ ห้าปี แสดงความคิดเห็นดีเห็นชอบกับการกระทำของผู้กำกับเศรษฐพงศ์อีกเสียง
“พักร้อนเหรอหมู่! แบบนี้มันต่างอะไรกับการถูกพักงาน พูดมาได้ลาพักร้อน นี้เขาให้ผมพักงานชัดๆ” ผู้กองฐานัตถ์ปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาจากปากเพื่อคลายความกดดันให้ลูกทีมคนสนิทซึ่งสนิทสนมและรู้ใจเขาแทบทุกเรื่องได้ฟัง
“หัวหน้าก็คิดมากไป ถือว่าไปพักผ่อนให้สมองปลอดโปร่ง แล้วค่อยกลับมาทำงานที่รักก็ได้นี่ครับ” หมู่จินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นี่นอกจากผู้กำกับ หมู่ แล้วยังมีใครอีก ที่รู้ว่าผมได้รับเกียรติให้ลาพักร้อนในช่วงต้นปีแบบนี้เป็นคนแรกเนี่ย” ฐานัตถ์พูดเชิงถามน้ำเสียงหยัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้โชคร้ายที่อยู่ๆ ก็ถูกพักงานทั้งๆ ที่พึ่งจะเริ่มการทำงานต้นปีมาแท้ๆ
“ก็มีหมวดภัทร แล้วก็ยังมีหมวดนลินคนสวยอีกคนนึงครับ” หมู่จินตอบ มือแกร่งตบลงที่โต๊ะแล้วหันมาเหวี่ยงสายตาใส่ลูกทีมอย่างเคืองๆ
“อะไรนะ! นี่รู้กันหมดเลยเหรอ เห็นผมเป็นอะไรกัน แบบนี้มันไม่แฟร์กับผมเลย เข้าใจไหมว่าผมอยากทำงาน ผมอยากตามคดี ผมอยาก” ผู้กองฐานัตถ์เริ่มโวย หมู่จินรีบเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของหัวหน้าทีมแล้วนั่งลงตรงหน้า
“ผมทราบครับ ทุกคนทราบดี ว่าหัวหน้าอยากปิดคดีนี้ แต่ตอนนี้พวกเราอยากให้หัวหน้าได้พัก ก่อนที่จะลุยงานอื่นๆ ต่อไป หัวหน้าไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนเถอะครับ เชื่อเถอะว่ากลับมาอะไรๆ มันจะดีขึ้น” หมู่จินพยายามโน้มน้าวให้หัวหน้าของเขายอมพาตัวเองออกไปจากหน้าที่ที่ดูจะเครียดเกินกว่าที่เขาจะควบคุมมันได้ ในขณะที่ฐานัตถ์ยังคงไม่เห็นด้วย แต่ก็เริ่มที่จะอ่อนลง
“อย่าหาว่าผมสะเหล่อมาสอนเลยนะครับ ถือซะว่าหาเวลาให้ตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ทำ พักในสิ่งที่ไม่เคยได้พัก...นะครับ ช่วงนี้หัวหน้าเองก็ดูเครียดๆ ทางนี้มีพวกผมอยู่ ถ้าเป็นเรื่องคดีหัวหน้าอย่าห่วงเลยครับ” หมู่จินที่ปกติเป็นคนติดตลก พูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดูจะจริงจังไปกว่าครั้งนี้อีกแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาก้มหน้าลงอย่างใช้ความคิด จากที่ฟังดูก็เป็นความคิดที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักเท่าไหร่ แม้ตัวเขาจะไม่ได้ติดตามงาน แต่ก็ยังสามารถที่จะให้คนของตัวเองช่วยติดตามสืบคดีต่อไปได้ เพราะเขายังมีลูกทีมคนสนิทอย่างหมู่จิน หมวดภัทร และผู้หมวดนลินที่ไว้ใจได้ ร่วมตามสืบในคดีของเรืองลดา ว่าที่คู่หมั้นของเขาอีกด้วย
“นะครับหัวหน้า ทางนี้ผมจะช่วยดูให้ ยังมีหมวดภัทรและหมวดนลินอีกคน” หมู่จินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังแกมขอร้อง
“ก็ดีเหมือนกันนะหมู่” ผู้กองหนุ่มตอบรับ หมู่จินดีใจรีบคุ้ยหาใบลาแล้วยื่นให้
“ถ้างั้นเซ็นลาพักร้อนตรงนี้ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะรีบนำไปส่งให้” หมู่จินยิ้มพลางพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า เพราะตั้งแต่ที่ได้ร่วมงานกับหัวหน้าของตัวเองมายังไม่เคยเห็นเขาลาป่วย ลากิจ หรือลาพักร้อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว และนี่ก็ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฐานัตถ์จัดแจงวางเรือนร่างบอบบางที่ปราศจากเครื่องนุ่มห่มปิดบังร่างกายลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่ภายใต้แสงแห่งดาวที่พร่างพราวอย่างอ่อนโยน สายตาคมของเขาเป็นประกายลุกโชนดุจแสงไฟสีเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณในพริบตา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาและเธอก็ยังไม่คุ้นชินจนคลายความกังวล และความกดดันเมื่อเรือนร่างเปลือยเปล่าอยู่เบื้องหน้าซึ่งกันและกัน ความตื่นเต้น และความกดดันจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ส่งผ่านกันอย่างแผ่วเบา และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังโครมครามอยู่นับครั้งไม่ถ้วนหยาดเหงื่อที่พรั่งพรูออกมาเป็นเม็ดพราวอยู่ทั่วร่างกายของทั้งคู่ทำให้รับรู้ได้ถึงความร้อนระอุ ที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว แม้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศจะเย็นลงแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในร่างกายกลับกำลังแผดเผาจนมอดไหม้“คุณโอเคใช่ไหม แค่คุณพูดว่าไม่ ผมจะหยุดทันที” เสียงทุ้มนุ่มไพเราะเอ่ยปากบอกกับเธอ“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันโอเค คุณทำ...อย่างที่คุณอยากจะทำเถอะนะคะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบาไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ มันจะดีกว่าการบอกไปตรง ๆ ว่าเธอเองก็ปรารถนาในสิ่งที่เขากำลังจะหยิบยื่น
“คุณรู้อะไรไหม ว่าคุณทำให้ผมแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว อยู่ต่อกับผมที่นี่เถอะนะเว” เสียงนุ่มไพเราะของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กำลังกล่าวกับเธอตรงหน้า เวนิตาได้แต่จ้องหน้าเขา และมันยากเย็นนักที่เธอจะปฏิเสธช่วงเวลานี้ได้“ทำไมคะ ทำไมคุณถึงอยากให้ฉันอยู่กับคุณนัก…ทั้ง ๆ ที่ สถานะของเราไม่ได้ชัดเจนเลย คุณทำเหมือนกับว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่ยอมนอนกับคุณ...แค่นั้น” เธอพูด พลางน้ำตาคลอเบ้า เขาส่ายหน้าไปมาอย่างปฏิเสธพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ เรือนร่างบางของคนที่อยู่ตรงหน้า“คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไงหืม...มองตาผมสิเว แล้วอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีก ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย มองตาผมแล้วบอกผมสิว่าคุณไม่รู้จริง ๆ ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณกันแน่” เสียงทุ้มนุ่มอันแสนไพเราะของเขาเอ่ยก้องอยู่ในโสตประสาทหูของเธอ เวนิตาได้แต่นั่งนิ่งและสับสน เขาจ้องมองดวงตาคู่สวยของเธออย่างชัดเจน หวังเพื่อให้เธอได้เห็นตัวเองอยู่ในแววตาคู่นี้ของเขาบ้างก็เท่านั้น“ในนี้มีแต่คุณอยู่เต็มไปหมด แค่คุณคนเดียวเท่านั้น คุณไม่เห็นบ้างเลยหรือไง ผมหลงใหลคุณเหลือเกิน ผมไม่อยากจะทำอะไรมากไปกว่าจูบคุณอีกแล้ว” ชายห
"ผมชอบคุณนะวีนัส ชอบคุณมากที่สุด ชอบกว่าดวงดาวที่ผมพูดถึงซะอีก" ไม่พูดเปล่า ใบหน้าเรียวหล่อเหลาค่อย ๆ โน้มลงจรดปลายจมูกโด่งสันคมลงบนศีรษะน้อย ๆ ของเธออย่างนุ่มนวล และแผ่วเบาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว และยังคงหลับสนิทก่อนที่ร่างสูงของฐานัตถ์จะลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนพร้อมกับสไลด์โทรศัพท์มือถือกดเบอร์โทรออกไปยังลูกทีมคนสนิท“หมู่ นี่ผมเองนะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายปลายสาย“ครับหัวหน้า” เสียงของหมู่จินกล่าวตอบรับ“คืนนี้ผมอยากให้เวนิตาค้างกับผมที่นี่” เขาบอกถึงความต้องการของตัวเองกับหมู่จิน ลูกน้องคนสนิท ในขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นด้วยจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย“ผมเองก็คิดว่าผู้กองวีนัสควรจะอยู่กับหัวหน้า เพราะว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถ้าจะกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ผมกลัวว่าจะเกิดอันตราย ให้ผู้กองอยู่กับหัวหน้าดีแล้วครับ"“ขอบใจมากนะหมู่ที่เข้าใจผม”“ยินดีครับหัวหน้า เรื่องนี้จะมีแค่หัวหน้า ผม จ่าเทพ และหมวดภัทรเท่านั้นที่รู้ครับ”“ขอบใจหมู่” พูดจบมือแกร่งก็กดวางสายไป แล้วเดินกลับมาหาร่างเล็กที่นอนหลับอยู่ เขานั่งลงบนเตียงนอนข้างตัวเธอ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกับปอยผมเส้นเล็กที่นุ่มสลวยอย่างหลงเสน่ห์ใบหน้าเรียวค่อย ๆ โน
"ฉันชอบดาวพลูโตค่ะ ถึงจะโคจรอยู่ห่างไกลจากโลกของเรา และแม้จะอยู่ไกลกว่าที่สายตาของเราจะมองเห็น แต่ว่า...ฉันก็ยังหวังว่าโลก จะมองเห็น ดาวพลูโตดวงนั้นบ้าง สักครั้งก็ยังดี" เธอตอบ'เหมือนกับฉัน ที่อยากให้คุณ ได้รู้ว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นฉันในสายตาบ้างก็เท่านั้นเอง'เธอคิดหลังจากที่ตอบคำถามออกไป แล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตเห็น"ถึงจะอยู่ไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญนะ คุณรู้อะไรไหม ว่าดาวทุกดวงมีคุณค่า และความสำคัญในตัวของมันเอง หากขาดดาวดวงไหนไป จักรวาล และเอกภพ ก็อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราเห็นอยู่ก็ได้นะ" ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันกลับมาพร้อมกับสายตาที่อบอุ่นและเป็นประกาย"ก็จริงของคุณนะคะ จักรวาลจะสวยงามได้ ก็เพราะมีดาวดวงน้อยใหญ่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ รายล้อมกันนับล้าน ๆ ดวงอยู่ท่ามกลางกาแลกซี่ใหญ่ ๆ ไม่ใช่แค่ดาวดวงใดดวงเดียว" เธอตอบอย่างเห็นด้วย แต่ที่เธอพูดถึง คือ 'เธอ เปรียบเขาเป็นเสมือนโลก และเธอที่เป็นเพียงดาวพลูโต ที่โคจรอยู่ห่างไกลจากเขานับปีแสงต่างหาก'สายตาคมคายหันกลับไปมองที่ดวงดาวบนฝ้าเพดานห้องที่เรื
ลำแขนแกร่งค่อยๆ เลื่อนไปที่ด้านหลังของเรือนร่างบางระหง แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นนิ้วเรียวของเขาก็สัมผัสที่สวิตช์ไฟที่อยู่เบื้องหลังของเธอ แล้วกดปิดทำให้ภายในห้องมืดสนิทลงทันที จากนั้นแสงไฟที่อยู่บนฝ้าเพดานเป็นประกายระยิบระยับก็สาดส่องลงมาทั่วทั้งห้องทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองดูเบื้องบนพร้อม ๆ กัน ปรากฎเป็นแสงไฟจากดวงดาวน้อยใหญ่นับร้อยๆ ดวงที่อยู่ด้านบนซึ่งถูกจำลองขึ้น ราวกับหลังคาห้องถูกเปิดออกปรากฎเป็นท้องฟ้าที่สดใส และแสงดาวระยิบระยับนับล้านๆ ดวงกำลังปรากฎอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทดวงตาเรียวหวานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ใบหน้าของเธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนอย่างประหลาดใจ ร่างสูงของฐานัตถ์ไม่รีรอจับที่ไหล่มนของเธอวางทาบลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับร่างกำยำสูงใหญ่ของตัวเองที่เอนกายลงนอนบนที่นอนเคียงคู่กัน"คุณชอบดาวดวงไหน บอกผมบ้างสิ" เสียงนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนความอยากรู้แล้วหันไปมองหน้าร่างของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรือนร่างเล็กของเวนิตามากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจำลองภายในห้องของเขาเสียอีก“ฉันเหรอคะ” เวนิตาถามกลับ ขณะที่ด
“คุณไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันหรอกนะคะ เพราะว่าที่นี่เป็นคอนโดของคุณ มันจะเป็นยังไงก็สุดแล้วแต่คุณ” เวนิตาย้ำกับคนตรงหน้าเขายิ้มให้พลางลูบศีรษะเล็กของเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน“เดี๋ยวผมจะพาคุณ กลับลงไปข้างล่างนะ” พูดจบแล้วลำแขนแกร่งก็พาเรือนร่างบอบบางลงมาจากชั้นสอง จากนั้นจึงผลักประตูเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นล่าง ที่มองผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นห้องเก็บของเสียมากกว่า แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปด้านใน ปรากฎว่า มันคือห้องนอนที่เสมือนห้องนอนของเด็กน้อย มีทั้งหุ่นยนต์ รถบังคับ ตัวต่อ เลโก้ และของเล่นต่างๆ ตามประสาของเด็กผู้ชาย ดวงตาเรียวหวานเหลือบสายตามองไปรอบๆ ห้องนอนโทนสีฟ้าอ่อนอย่างอัตโนมัติ"นี่มัน… ห้องของเด็กผู้ชาย ทำไมถึงได้มีห้องแบบนี้ล่ะคะ" เวนิตาเอ่ยถามหลังจากที่เขาวางเรือนร่างเล็กของเธอลงบนที่นอนขนาด ซูเปอร์คิงไซซ์ ที่แม้จะเป็นเสมือนห้องนอนของเด็ก แต่เตียงนอนไม่เล็กตามไปด้วยเลย"ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ คุณป้ากับคุณแม่ ท่านก็เลยให้คนที่บ้านจัดห้องนี้ไว้ ท่านกลัวว่าผมจะคิดถึงบ้าน" เวนิตาฟังเขาอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกไปทันทีว่า“อย่าบอกนะคะว่านี่เป็นห้องของ” หญิงสาวย







