เข้าสู่ระบบบทที่ 2
เมื่อแรกพบยังไม่ทันได้สบตา
“เออหมู่ เดี๋ยวบ่ายนี้ผมเลี้ยงกาแฟนะ” ผู้กองฐานัตถ์พูดขณะที่ก้มหน้าลงลายเซ็นในใบลาพักร้อน หมู่จินยิ้มร่าเมื่อเห็นว่าหัวหน้าของตนเริ่มที่จะผ่อนคลายตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว มือหนายกขึ้นลูบที่ปากพลางยิ้มกว้างแล้วว่า
“โหว...ลาภปากผมเลยนะครับเนี่ย เดี๋ยวผมโทรสั่งเลยดีกว่า” หมู่จินล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทว่าฝ่ามือแกร่งกลับยกมือขึ้นปราม
“ไม่ต้องสั่งเข้ามาหรอก ผมจะพาไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอก เดี๋ยวหมู่ตามหมวดภัทรกับหมวดนลินไปด้วยนะ” ผู้กองฐานัตถ์ยื่นเอกสารใบลาให้ลูกทีมคนสนิทพลางบอก แต่หมู่จินกลับส่ายหน้าไปมาแล้วตอบกลับไปทันทีว่า
“คงไม่ได้หรอกครับ หมวดสองคนออกไปหาข่าว...ไม่เข้ามาแล้วล่ะครับ”
“อ้าวเหรอ...ถ้างั้นเราก็ต้องไปกันสองคนสิ หมู่ไม่ถือใช่ไหม” ผู้กองฐานัตถ์ติดตลกถามออกไปแบบขำๆ
“โอ้ย...ผมไม่ถือหรอกครับ ของฟรีเนี่ยผมยิ่งชอบเลย” หมู่จินหัวเราะ
“ถ้างั้นไปหมู่!!” ผู้กองฐานัตถ์ยิ้มพร้อมลุกจากเก้าอี้เดินไปตบบ่าลูกทีมคนสนิทดังอั่กหนึ่งที แบบแมนๆ แล้วเดินนำหน้าไปที่รถ หมู่จินตัวงอกับน้ำหนักมือรีบนำเอกสารไปเก็บก่อนจะรีบแจ้นตามออกไป
รถสปอร์ตสีขาวดีไซน์หรู ตราธงรัฐบาวาเรียของเยอรมนี ถูกจอดติดเครื่องรอไว้ ระหว่างผู้กองฐานัตถ์ประจำอยู่ที่เบาะคนขับนั่งมองผ่านกระจกมองข้างเห็น 'ผู้กองรฉัตร' เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ในหน่วยงาน และสังกัดเดียวกัน เดินขึ้นบันไดไปที่กองบัญชาการก็หันไปถามหมู่จินทันที เมื่อเขาเปิดประตูเข้ามานั่งภายในรถ
“เออนี่หมู่ ผู้กองรฉัตรนี่ไม่ได้ออกไปตามคดีกับหมวดสองคนเหรอ” ผู้กองฐานัตถ์คาดเข็มขัดก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถออกจากลานจอดขณะที่ซักถาม
“อืม...ก็ไม่นี่ครับ ปกติเวลาแกไปสืบคดี หรือ อะไรเนี่ย ก็จะเอาคนของแกไปด้วย หมวดต้อง หรือไม่ก็ดาบสมควร หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าครับ” หมู่จินถามงงๆ ด้วยว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ผู้กองรฉัตรจะฉายเดี่ยว เพราะเธอเป็นประเภทที่ชอบโชว์แมนกว่าหนุ่มๆ เจ้าหน้าที่ในหน่วยฯ หลายๆ คน และไม่คิดแปลกใจที่มักจะเห็นเธอไปไหนมาไหนเพียงลำพัง
“ผมก็ถามไปงั้นแหละหมู่ เห็นหมวดสองคนไปหาข่าว นึกว่าจะไปตามเรื่องคดี ก็คิดว่าผู้กองน่าจะไปด้วย”
“อ๋อ ไม่หรอกครับ ปกติของรายนี้เขาอยู่แล้ว” หมู่จินตอบพลางเอนหลังนอนราบไปที่เบาะอย่างสบายใจ โดยมีสารถีเป็นถึงหัวหน้างานของตัวเอง 'ไม่ธรรมดาจริงๆ '
ผู้กองฐานัตถ์ขับรถพาลูกน้องคนสนิทไปที่ร้านกาแฟอย่างเต็มใจ ซึ่งร้านกาแฟที่ว่านี้ อยู่ไม่ไกลจากกองบัญชาการมากนัก ขับรถยูเทิร์นมาเพียงแค่ไม่ถึงสิบกว่านาทีก็ถึงร้านคอฟฟี่ช็อป คอฟฟี่ คาเฟ่ แล้ว
ที่ร้านคอฟฟี่ คาเฟ่ เวนิตา ทำงานเป็น 'บาริสต้า' มือใหม่ ของที่นี่มาได้เกือบๆ เดือน ถึงเธอจะไม่ได้เรียนจบมาด้านนี้โดยตรง แต่เพราะพรสวรรค์เล็กๆ ที่ชื่นชอบการชงกาแฟและหลงใหลกลิ่นหอมกรุ่นจากเมล็ดกาแฟคั่วบด ก็ทำให้เธอรู้สึกสนใจงานด้านนี้ จนอยากจะลองเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นของตัวเองดูบ้าง
“อ้าวเฮ้ย! ยัยเว...วันนี้มาทำโอทีเหรอ” หญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มประจำร้านสีขาว ผ้ากันเปื้อนสีฟ้าลายทางหันมาถาม ขณะที่เอวคอดบางเดินเข้ามาหลังร้านพลางสวมผ้ากันเปื้อนในแบบเดียวกัน
“ค่ะพี่แป้ง มาทำโอทีแทนพี่พลอยค่ะ” มือบางเดินไปเปิดก๊อกที่อ่างล้างมือแล้วหันกลับมาตอบ
“อืม จริงสิเมื่อเช้ายัยพลอย โทรมาลางาน บอกจะพาหมาไปหาหมอ เห็นว่าเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถ่ายหนักไม่ยอมหยุด ไง...แทนที่จะได้พักผ่อน เลยต้องมาทำงานแทนยัยพลอย แม่คนรักสัตว์เลยสิเรา” เวนิตาส่ายหน้าไปมาเล็กๆ พลางตอบอย่างเต็มใจ
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ คิดซะว่ารับจ๊อบพิเศษ ได้เงิน แล้วก็ได้เพื่อนคุยด้วย วันหยุดเวเองก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน สู้มาทำงานเจอพี่แป้ง เจอยัยรินสนุกกว่าเยอะค่ะ” พูดจบก็หันมายิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ทั้งคู่ยิ้มตอบกันไปมาก่อนที่สาวร่างเล็กผมบ๊อบในชุดยูนิฟอร์มประจำร้านอกีคนจะเดินตามเข้ามาสมทบ
“คิดแบบนี้ก็ดีนะ เดี๋ยวคราวหน้า ถ้าฉันต้องมาทำโอทีบ้าง จะลองคิดแบบแกดู ไม่งั้นนะฉันคงขี้เกียจตายเลย งานแบบเรานานๆ ทีจะได้หยุด พอหยุดก็ไม่ตรงกับชาวบ้านชาวช่องเขาอีก พูดแล้วก็อยากลาออกจากงานซะจริงๆ แต่ทำไงได้ ไอ้เรามันเป็นมนุษย์ ก็ต้องกินต้องใช้เนอะ” รินเห็นด้วยกับเวนิตา รีบเอ่ยคำสนับสนุน ใบหน้าเนียนหันไปหาเพื่อนร่วมงานที่กุลีกุจอเข้ามาร่วมเสนอความคิด แต่ก็ไม่ได้สนใจจะต่อความกับเธอ ยิงคำถามเพื่อเปลี่ยนประเด็น
“สวัสดีจ้ะริน ข้างนอกเรียบร้อยดีไหม มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า” เวนิตาชะเง้อคอมองออกไปยังโซนหน้าร้านที่ถูกจัดเป็นสวนร่มรื่น เหมาะกับลูกค้าที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติ มีต้นไม้เรียงรายเป็นป่าทึบๆ อยู่ด้านนอก ส่วนด้านในถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับ แต่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ
“ทุกอย่างสมบูรณ์เฟอร์เฟ็ค ฉันพึ่งยกอเมริกาโน่ไปเสิร์ฟตะกี้ เห็นลูกค้าคุยโทรศัพท์อยู่คงไม่ต้องการอะไรเพิ่มหรอก ฉันว่าพวกเรามาเม้าท์มอยเรื่องนักร้อง กอไก่ ที่กำลังติดเทรนด์ทวิตเตอร์กันดีกว่านะ กำลังแซ่บเลย!!!” รินสาวขาเม้าท์ รีบอ้อมเคาน์เตอร์มาที่หลังร้าน ท่าทางคันปากอยากจะคุยเต็มที่ เวนิตาอมยิ้มอดขำออกมาเล็กๆ ไม่ได้กับนิสัยของเพื่อนร่วมงานคนนี้
ริน บาริสต้าสาวสวยวัย 27 ปี ซึ่งอายุมากกว่าเวนิตาเพียงแค่ปีเดียว แต่เธอก็มักจะทำตัวเป็นเด็กๆ ขี้เล่น ชอบพูด ชอบเม้าท์ทั้งในและนอกเวลาทำงาน บางครั้งก็ชอบทำตัวเป็นเจ้าแม่ขาเม้าท์ซุบซิบดาราในแวดวงบันเทิง รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเธอก็ไม่เคยพลาดที่จะเก็บมาเม้าท์แม้แต่เรื่องเดียว
สักพัก รถของผู้กองฐานัตถ์ก็แล่นเข้ามาจอดหน้าร้านที่ติดป้ายตัวหนังสือขนาดใหญ่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า 'คอฟฟี่ คาเฟ่ ยินดีต้อนรับ'
“ที่นี่ ใช่ไหมหมู่” ฝ่ามือแกร่งค่อยๆ คลายมือที่กำพวงมาลัยรถยนต์ แล้วลดมือลงมาปลดสายนิรภัยออกจากที่นั่ง
“ร้านนี้แหละครับหัวหน้า รสชาติกาแฟเข้มข้น นุ่มละมุนลิ้น” หมู่จินเริ่มเอ่ยปากชมถึงร้านกาแฟที่ตัวเองใฝ่ฝันหา
“แสดงว่าหมู่มาบ่อย นัดสาวๆ มาสิท่า” ร่างสูงหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“อย่าแซ็วกันเล่นแบบนี้สิครับ หัวหน้าก็รู้ว่าผมไม่มีสาวที่ไหน”
“นี่หมู่ยังไม่จีบใครใหม่อีกเหรอ ตั้งแต่อกหักเพราะหลงรักนักร้องคาเฟ่สาวสวยคนนั้น” ผู้กองฐานัถต์เปิดประตูก้าวขาเรียวยาวราวกับนายแบบลงจากรถยนต์คันหรู พร้อมกับหมู่จิน ก่อนที่ทั้งคู่เดินมาสบทบกันที่หน้าร้าน
“จะมีผู้หญิงคนไหนมาสนใจหมู่จนๆ อย่างผมกันล่ะครับ” หมู่จินทำสีหน้าเศร้าๆ เจ้าของเรียวปากชมพูเรื่อยกมือขึ้นตบที่บ่าลูกทีมหน้าซื่อ พลางปลอบใจ
“เอาน่าหมู่! จริงใจเข้าไว้ ผู้หญิงน่ะเขาชอบผู้ชายที่ดูแลเอาใจใส่ มีเวลาให้ไม่ใช่แค่มีเงินหรอกนะ อย่าเหมือนผม!” พูดจบผู้กองฐานัตถ์ก็เดินนำหน้าเข้าไปในบริเวณร้าน
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฐานัตถ์จัดแจงวางเรือนร่างบอบบางที่ปราศจากเครื่องนุ่มห่มปิดบังร่างกายลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่ภายใต้แสงแห่งดาวที่พร่างพราวอย่างอ่อนโยน สายตาคมของเขาเป็นประกายลุกโชนดุจแสงไฟสีเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณในพริบตา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาและเธอก็ยังไม่คุ้นชินจนคลายความกังวล และความกดดันเมื่อเรือนร่างเปลือยเปล่าอยู่เบื้องหน้าซึ่งกันและกัน ความตื่นเต้น และความกดดันจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ส่งผ่านกันอย่างแผ่วเบา และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังโครมครามอยู่นับครั้งไม่ถ้วนหยาดเหงื่อที่พรั่งพรูออกมาเป็นเม็ดพราวอยู่ทั่วร่างกายของทั้งคู่ทำให้รับรู้ได้ถึงความร้อนระอุ ที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว แม้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศจะเย็นลงแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในร่างกายกลับกำลังแผดเผาจนมอดไหม้“คุณโอเคใช่ไหม แค่คุณพูดว่าไม่ ผมจะหยุดทันที” เสียงทุ้มนุ่มไพเราะเอ่ยปากบอกกับเธอ“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันโอเค คุณทำ...อย่างที่คุณอยากจะทำเถอะนะคะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบาไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ มันจะดีกว่าการบอกไปตรง ๆ ว่าเธอเองก็ปรารถนาในสิ่งที่เขากำลังจะหยิบยื่น
“คุณรู้อะไรไหม ว่าคุณทำให้ผมแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว อยู่ต่อกับผมที่นี่เถอะนะเว” เสียงนุ่มไพเราะของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กำลังกล่าวกับเธอตรงหน้า เวนิตาได้แต่จ้องหน้าเขา และมันยากเย็นนักที่เธอจะปฏิเสธช่วงเวลานี้ได้“ทำไมคะ ทำไมคุณถึงอยากให้ฉันอยู่กับคุณนัก…ทั้ง ๆ ที่ สถานะของเราไม่ได้ชัดเจนเลย คุณทำเหมือนกับว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่ยอมนอนกับคุณ...แค่นั้น” เธอพูด พลางน้ำตาคลอเบ้า เขาส่ายหน้าไปมาอย่างปฏิเสธพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ เรือนร่างบางของคนที่อยู่ตรงหน้า“คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไงหืม...มองตาผมสิเว แล้วอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีก ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย มองตาผมแล้วบอกผมสิว่าคุณไม่รู้จริง ๆ ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณกันแน่” เสียงทุ้มนุ่มอันแสนไพเราะของเขาเอ่ยก้องอยู่ในโสตประสาทหูของเธอ เวนิตาได้แต่นั่งนิ่งและสับสน เขาจ้องมองดวงตาคู่สวยของเธออย่างชัดเจน หวังเพื่อให้เธอได้เห็นตัวเองอยู่ในแววตาคู่นี้ของเขาบ้างก็เท่านั้น“ในนี้มีแต่คุณอยู่เต็มไปหมด แค่คุณคนเดียวเท่านั้น คุณไม่เห็นบ้างเลยหรือไง ผมหลงใหลคุณเหลือเกิน ผมไม่อยากจะทำอะไรมากไปกว่าจูบคุณอีกแล้ว” ชายห
"ผมชอบคุณนะวีนัส ชอบคุณมากที่สุด ชอบกว่าดวงดาวที่ผมพูดถึงซะอีก" ไม่พูดเปล่า ใบหน้าเรียวหล่อเหลาค่อย ๆ โน้มลงจรดปลายจมูกโด่งสันคมลงบนศีรษะน้อย ๆ ของเธออย่างนุ่มนวล และแผ่วเบาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว และยังคงหลับสนิทก่อนที่ร่างสูงของฐานัตถ์จะลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนพร้อมกับสไลด์โทรศัพท์มือถือกดเบอร์โทรออกไปยังลูกทีมคนสนิท“หมู่ นี่ผมเองนะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายปลายสาย“ครับหัวหน้า” เสียงของหมู่จินกล่าวตอบรับ“คืนนี้ผมอยากให้เวนิตาค้างกับผมที่นี่” เขาบอกถึงความต้องการของตัวเองกับหมู่จิน ลูกน้องคนสนิท ในขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นด้วยจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย“ผมเองก็คิดว่าผู้กองวีนัสควรจะอยู่กับหัวหน้า เพราะว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถ้าจะกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ผมกลัวว่าจะเกิดอันตราย ให้ผู้กองอยู่กับหัวหน้าดีแล้วครับ"“ขอบใจมากนะหมู่ที่เข้าใจผม”“ยินดีครับหัวหน้า เรื่องนี้จะมีแค่หัวหน้า ผม จ่าเทพ และหมวดภัทรเท่านั้นที่รู้ครับ”“ขอบใจหมู่” พูดจบมือแกร่งก็กดวางสายไป แล้วเดินกลับมาหาร่างเล็กที่นอนหลับอยู่ เขานั่งลงบนเตียงนอนข้างตัวเธอ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกับปอยผมเส้นเล็กที่นุ่มสลวยอย่างหลงเสน่ห์ใบหน้าเรียวค่อย ๆ โน
"ฉันชอบดาวพลูโตค่ะ ถึงจะโคจรอยู่ห่างไกลจากโลกของเรา และแม้จะอยู่ไกลกว่าที่สายตาของเราจะมองเห็น แต่ว่า...ฉันก็ยังหวังว่าโลก จะมองเห็น ดาวพลูโตดวงนั้นบ้าง สักครั้งก็ยังดี" เธอตอบ'เหมือนกับฉัน ที่อยากให้คุณ ได้รู้ว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นฉันในสายตาบ้างก็เท่านั้นเอง'เธอคิดหลังจากที่ตอบคำถามออกไป แล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตเห็น"ถึงจะอยู่ไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญนะ คุณรู้อะไรไหม ว่าดาวทุกดวงมีคุณค่า และความสำคัญในตัวของมันเอง หากขาดดาวดวงไหนไป จักรวาล และเอกภพ ก็อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราเห็นอยู่ก็ได้นะ" ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันกลับมาพร้อมกับสายตาที่อบอุ่นและเป็นประกาย"ก็จริงของคุณนะคะ จักรวาลจะสวยงามได้ ก็เพราะมีดาวดวงน้อยใหญ่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ รายล้อมกันนับล้าน ๆ ดวงอยู่ท่ามกลางกาแลกซี่ใหญ่ ๆ ไม่ใช่แค่ดาวดวงใดดวงเดียว" เธอตอบอย่างเห็นด้วย แต่ที่เธอพูดถึง คือ 'เธอ เปรียบเขาเป็นเสมือนโลก และเธอที่เป็นเพียงดาวพลูโต ที่โคจรอยู่ห่างไกลจากเขานับปีแสงต่างหาก'สายตาคมคายหันกลับไปมองที่ดวงดาวบนฝ้าเพดานห้องที่เรื
ลำแขนแกร่งค่อยๆ เลื่อนไปที่ด้านหลังของเรือนร่างบางระหง แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นนิ้วเรียวของเขาก็สัมผัสที่สวิตช์ไฟที่อยู่เบื้องหลังของเธอ แล้วกดปิดทำให้ภายในห้องมืดสนิทลงทันที จากนั้นแสงไฟที่อยู่บนฝ้าเพดานเป็นประกายระยิบระยับก็สาดส่องลงมาทั่วทั้งห้องทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองดูเบื้องบนพร้อม ๆ กัน ปรากฎเป็นแสงไฟจากดวงดาวน้อยใหญ่นับร้อยๆ ดวงที่อยู่ด้านบนซึ่งถูกจำลองขึ้น ราวกับหลังคาห้องถูกเปิดออกปรากฎเป็นท้องฟ้าที่สดใส และแสงดาวระยิบระยับนับล้านๆ ดวงกำลังปรากฎอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทดวงตาเรียวหวานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ใบหน้าของเธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนอย่างประหลาดใจ ร่างสูงของฐานัตถ์ไม่รีรอจับที่ไหล่มนของเธอวางทาบลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับร่างกำยำสูงใหญ่ของตัวเองที่เอนกายลงนอนบนที่นอนเคียงคู่กัน"คุณชอบดาวดวงไหน บอกผมบ้างสิ" เสียงนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนความอยากรู้แล้วหันไปมองหน้าร่างของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรือนร่างเล็กของเวนิตามากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจำลองภายในห้องของเขาเสียอีก“ฉันเหรอคะ” เวนิตาถามกลับ ขณะที่ด
“คุณไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันหรอกนะคะ เพราะว่าที่นี่เป็นคอนโดของคุณ มันจะเป็นยังไงก็สุดแล้วแต่คุณ” เวนิตาย้ำกับคนตรงหน้าเขายิ้มให้พลางลูบศีรษะเล็กของเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน“เดี๋ยวผมจะพาคุณ กลับลงไปข้างล่างนะ” พูดจบแล้วลำแขนแกร่งก็พาเรือนร่างบอบบางลงมาจากชั้นสอง จากนั้นจึงผลักประตูเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นล่าง ที่มองผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นห้องเก็บของเสียมากกว่า แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปด้านใน ปรากฎว่า มันคือห้องนอนที่เสมือนห้องนอนของเด็กน้อย มีทั้งหุ่นยนต์ รถบังคับ ตัวต่อ เลโก้ และของเล่นต่างๆ ตามประสาของเด็กผู้ชาย ดวงตาเรียวหวานเหลือบสายตามองไปรอบๆ ห้องนอนโทนสีฟ้าอ่อนอย่างอัตโนมัติ"นี่มัน… ห้องของเด็กผู้ชาย ทำไมถึงได้มีห้องแบบนี้ล่ะคะ" เวนิตาเอ่ยถามหลังจากที่เขาวางเรือนร่างเล็กของเธอลงบนที่นอนขนาด ซูเปอร์คิงไซซ์ ที่แม้จะเป็นเสมือนห้องนอนของเด็ก แต่เตียงนอนไม่เล็กตามไปด้วยเลย"ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ คุณป้ากับคุณแม่ ท่านก็เลยให้คนที่บ้านจัดห้องนี้ไว้ ท่านกลัวว่าผมจะคิดถึงบ้าน" เวนิตาฟังเขาอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกไปทันทีว่า“อย่าบอกนะคะว่านี่เป็นห้องของ” หญิงสาวย