เข้าสู่ระบบบทที่ 3
ลำดับเหตุการณ์ พยานและภาพความจำ
หลังจากผู้กองหนุ่มแยกกับลูกทีมคนสนิท ทว่าก็ขับรถกลับมายังคอนโดซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองอยู่พอสมควร แต่ก็ยังคงมีรถไฟฟ้าแล่นผ่านด้วยความเจริญที่เริ่มกระจายไปอย่างทั่วถึง
เขาขับรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามายังลานจอดด้านหลังของตัวอาคารสูง 18 ชั้น เป็นลานจอดรถกลางแจ้งสามารถจอดรถยนต์ได้มากกว่าหนึ่งร้อยคัน และมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลความสงบเรียบร้อยตลอด 24 ชั่วโมง
มือแกร่งแตะคีย์การ์ดที่หน้าประตูห้องแล้วเปิดออก มีแสงไฟจากด้านในสว่างไสวขึ้นอย่างอัตโนมัติ สายตาคมคายกวาดมองไปรอบห้อง เพื่อตรวจสอบความผิดปกติระหว่างที่เขาไม่อยู่ แต่เมื่อทุกอย่างเป็นปกติขาเรียวจึงก้าวเข้าไปด้านในอย่างสบายใจ
การเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทำให้เขาเป็นคนช่างสังเกต จนบางครั้งดูเหมือนจะระแวงไปหมดซะทุกอย่าง แต่นั่นก็เพราะหน้าที่สอนให้เขาเป็นคนไม่ประมาทกับอะไรที่เล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าจะมีบุคคลไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยือนเขาเมื่อไหร่ ตั้งแต่การจากไปของลดา ว่าที่คู่หมั้นทำให้อะไรๆ ในชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิม
มือแกร่งวางปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติสีดำขลับคู่กาย 'ขนาด.40 สมิท แอนด์ เวสสัน' ลงที่ตู้ข้างเตียงหน้ามีกรอบรูปของหญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มของธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งตั้งใกล้ๆ ใบหน้าสวยหวานจิ้มลิ้มยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย เขายิ้มตอบ พลางหย่อนกายนั่งลงไปที่เตียง มองดูรูปถ่ายใบนั้นแล้วนึกถึงภาพวันเก่าๆ ของเขาและเธอ
'เรืองลดา โฆษิตพิทักษ์ หรือ ลดา หญิงสาวอ่อนหวาน จิตใจดี น้องสาวสุดรักสุดหวงของผู้กำกับการเศรษฐพงศ์ โฆษิตพิทักษ์ เพราะความสนิทสนม และเห็นว่าผู้กองหนุ่มเป็นคนเอาการเอางาน ใส่ใจคนรอบข้าง ไม่ถือตัว และเป็นคนดี จึงแนะนำให้ได้รู้จักกับเธอ จนทั้งคู่เริ่มสนิทสนมและมีแพลนที่จะหมั้นกันเร็วๆ นี้ ก่อนที่เธอจะเตรียมตัวไปศึกษาระดับปริญาโทยังต่างประเทศ แต่ก็มาเกิดเรื่องร้ายๆ เสียก่อน
“ผมคิดถึงคุณนะ ลดา” ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กๆ แต่กลับแฝงดูหมองเศร้า พลางเลื่อนลิ้นชักตู้ข้างเตียงออกมา มีกล่องแหวนวางอยู่ด้านใน เขาหยิบมันขึ้นมาดูเป็นแหวนเพชรรูปหัวใจขนาดกะทัดรัดเหมาะกับนิ้วเรียวเล็กของอดีตว่าที่คู่หมั้น ซึ่งตอนนี้เธอไม่มีโอกาสจะได้สวมใส่มันแล้ว เขาเก็บมันไว้ที่เดิม ก่อนจะหยิบปืนพกสั้นเข้าไปวางเก็บไว้ใกล้ๆ
ค่ำวันนั้น ร่างบางระหงสะพายกระเป๋าเป้ที่ไหล่ซ้าย เดินเข้าซอยเปลี่ยวหลังจากเลิกงานเพื่อกลับมายังที่พัก แต่ระหว่างทางนั้น อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกใครบางคนสะกดรอยตาม
เวนิตาทำตัวให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินต่อไปเรื่อยๆ สาวเท้าให้ยาวและเร็วขึ้น แต่ยิ่งเพิ่มความเร็วก็ดูเหมือนกับว่าใครบางคนที่กำลังตามมาจากทางด้านหลังนั้นจะเร่งฝีเท้าตามเธอเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
มือบอบบางเอื้อมไปหยิบสเปรย์พริกไทยที่อยู่ด้านในกระเป๋าสะพายข้างแล้วกำไว้แน่น ก่อนจะหันขวับไปฉีดใส่เข้าที่หน้าของคนร้าย แต่ก็ต้องชะงักงันเมื่อคนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอนั้นไม่ใช่ผู้ร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้
“เดี๋ยวก่อนค่ะ! คุณเวนิตา” หญิงสาวหน้าหวาน ยกสองมือขึ้นปราม พร้อมกับชูบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานให้เธอเห็นแล้วรีบแนะนำตัวออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“ดิฉัน ร้อยตำรวจตรีหญิง นลินรัตน์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบสวนกลางค่ะ”
“ผมร้อยตำรวจโทภัทรกาญจน์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบสวนกลางครับหรือจะเรียกผมสั้นๆ ว่าหมวดภัทรก็ได้ จำพวกเราได้ไหมครับ ที่เคยสอบปากคำคุณครั้งก่อน” เสียงทุ้มเอ่ยถามเตือนความจำร่างบางที่ยืนตัวเกร็งอยู่เบื้องหน้า หลังจากที่เคยเจอกันมาแล้วก่อนหน้านี้ หมวดนลินที่ยืนอยู่ด้วยรีบเก็บบัตรประจำตัวแล้วรอฟังคำตอบ
“ค่ะ ฉันจำคุณสองได้” เวนิตาพยักหน้าพร้อมเก็บสเปรย์ใส่ลงไปในกระเป๋าดังเดิม
“พวกคุณสองคนมีธุระอะไรกับฉันคะ ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกไหม บอกมาได้เลยนะคะ ดิฉันยินดีค่ะ” แพขนตายาวกะพริบตาขึ้นลงพลางสบตากับหมวดทั้งสองคนอย่างเป็นมิตร ด้วยคลายความกังวลลงไปบ้างแล้ว ในขณะที่ทั้งคู่ยังคงจ้องมองเธออยู่อย่างไม่ลดละ
“เรามีเรื่องสำคัญที่จะต้องขอความร่วมมือจากคุณ ขอเวลาให้เราสองคนซักหน่อยนะคะ” ผู้หมวดหน้าหวานกล่าว ก่อนจะหันไปสบสายตากับหมวดภัทรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ได้ค่ะ” เวนิตาตอบตกลงโดยไม่ลังเลที่จะให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ เธอรีบตามพวกเขาไปยังรถยนต์ที่ถูกจอดแอบไว้ข้างกำแพงที่เป็นมุมอับสายตาเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจต่อผู้คนผ่านไปมานัก
เวลาต่อมา หมวดภัทร และ ผู้หมวดนลิน ขับรถพาเวนิตามาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และใช้ห้องร้องคาราโอเกะเพื่อพูดคุย พลางเปิดเสียงเพลงคลอให้ดังพอที่จะกลบเสียงสนทนา เพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยินได้ฟังเรื่องราวสำคัญ นอกจากพวกเขาเพียงสามคนเท่านั้น
“พวกคุณมีเรื่องสำคัญอะไรที่จะให้ฉันช่วยบอกมาได้เลยค่ะ ดิฉันยินดี” ร่างบางหันไปมองหน้าหมวดทั้งสอง ผู้หมวดนลินแสดงสีหน้าเครียดอย่างชัดเจน ก่อนที่จะเริ่มอธิบาย
“ถ้าเป็นเรื่องของคดี เราไม่มีอะไรจะถามเพิ่มเติมหรอกนะคะ เพราะคุณเองก็ได้ให้ข้อมูลไปเรียบร้อยแล้ว ว่าคืนวันเกิดเหตุนั้นคุณเห็นอะไรบ้าง” หมวดนลินชี้แจง ก่อนที่หมวดภัทรจะกล่าวเสริม
“คุณบอกว่าคุณเห็น คุณลดาไปที่ร้านคอฟฟี่คาเฟ่สาขาที่คุณทำงานอยู่ ซึ่งโดยปกติคุณลดา ก็จะไปนั่งที่ร้านนั้นบ่อยๆ เพื่อรอคนรักของเธอ ผมหมายถึงแฟน ซึ่งคุณมารู้หลังจากเกิดเหตุการณ์ไปแล้วว่าแฟนของคุณลดา คือ ร้อยตำรวจเอกฐานัตถ์ ศิริโชติธาดา เจ้าหน้าที่ในหน่วยสืบสวนสอบสวนของเรา”
“ใช่ค่ะ พอช่วงก่อนร้านจะปิดซึ่งเป็นเวลาสองทุ่มกว่าก็จะมีรถบีเอ็มดับเบิลยูคันสีขาวมาจอดรับเธอที่หน้าร้าน หมายถึงรถของแฟนเธอน่ะค่ะ” ร่างบางกล่าวเสริม หมวดภัทรเล่าต่อ
“ซึ่งในวันนั้นต่างจากทุกวันตรงที่เธอไม่ได้มารอแฟน เพราะว่าเธอได้คุยโทรศัพท์กับใครบางคน และดูเหมือนว่าเธอกำลังรอคนๆ นึงอยู่ที่ร้าน จนกระทั้งก่อนร้านจะปิด เธอขอให้ที่ร้าน ช่วยเปิดต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง จนถึงสองทุ่มครึ่ง” เวนิตาพยักหน้าแทนการสนับสนุนในเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังเล่า
“แล้วปรากฏว่าไม่มีใครมา เธอออกจากร้านไปเกือบๆ สามทุ่ม ซึ่งคุณเห็นความผิดปกติ จากสีหน้าที่ดูเป็นกังวลของเธอ ทำให้คุณแอบตามเธอไปหลังจากที่คุณปิดร้าน” หมวดภัทรก้มลง มองสมุดบันทึกรายงานของเขาแล้วพูดต่อไป
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฐานัตถ์จัดแจงวางเรือนร่างบอบบางที่ปราศจากเครื่องนุ่มห่มปิดบังร่างกายลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่ภายใต้แสงแห่งดาวที่พร่างพราวอย่างอ่อนโยน สายตาคมของเขาเป็นประกายลุกโชนดุจแสงไฟสีเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุณในพริบตา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาและเธอก็ยังไม่คุ้นชินจนคลายความกังวล และความกดดันเมื่อเรือนร่างเปลือยเปล่าอยู่เบื้องหน้าซึ่งกันและกัน ความตื่นเต้น และความกดดันจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ส่งผ่านกันอย่างแผ่วเบา และเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังโครมครามอยู่นับครั้งไม่ถ้วนหยาดเหงื่อที่พรั่งพรูออกมาเป็นเม็ดพราวอยู่ทั่วร่างกายของทั้งคู่ทำให้รับรู้ได้ถึงความร้อนระอุ ที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว แม้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศจะเย็นลงแค่ไหนก็ตาม แต่ภายในร่างกายกลับกำลังแผดเผาจนมอดไหม้“คุณโอเคใช่ไหม แค่คุณพูดว่าไม่ ผมจะหยุดทันที” เสียงทุ้มนุ่มไพเราะเอ่ยปากบอกกับเธอ“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันโอเค คุณทำ...อย่างที่คุณอยากจะทำเถอะนะคะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบาไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ มันจะดีกว่าการบอกไปตรง ๆ ว่าเธอเองก็ปรารถนาในสิ่งที่เขากำลังจะหยิบยื่น
“คุณรู้อะไรไหม ว่าคุณทำให้ผมแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว อยู่ต่อกับผมที่นี่เถอะนะเว” เสียงนุ่มไพเราะของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กำลังกล่าวกับเธอตรงหน้า เวนิตาได้แต่จ้องหน้าเขา และมันยากเย็นนักที่เธอจะปฏิเสธช่วงเวลานี้ได้“ทำไมคะ ทำไมคุณถึงอยากให้ฉันอยู่กับคุณนัก…ทั้ง ๆ ที่ สถานะของเราไม่ได้ชัดเจนเลย คุณทำเหมือนกับว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงที่ยอมนอนกับคุณ...แค่นั้น” เธอพูด พลางน้ำตาคลอเบ้า เขาส่ายหน้าไปมาอย่างปฏิเสธพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ เรือนร่างบางของคนที่อยู่ตรงหน้า“คุณไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าผมรู้สึกกับคุณยังไงหืม...มองตาผมสิเว แล้วอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีก ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย มองตาผมแล้วบอกผมสิว่าคุณไม่รู้จริง ๆ ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณกันแน่” เสียงทุ้มนุ่มอันแสนไพเราะของเขาเอ่ยก้องอยู่ในโสตประสาทหูของเธอ เวนิตาได้แต่นั่งนิ่งและสับสน เขาจ้องมองดวงตาคู่สวยของเธออย่างชัดเจน หวังเพื่อให้เธอได้เห็นตัวเองอยู่ในแววตาคู่นี้ของเขาบ้างก็เท่านั้น“ในนี้มีแต่คุณอยู่เต็มไปหมด แค่คุณคนเดียวเท่านั้น คุณไม่เห็นบ้างเลยหรือไง ผมหลงใหลคุณเหลือเกิน ผมไม่อยากจะทำอะไรมากไปกว่าจูบคุณอีกแล้ว” ชายห
"ผมชอบคุณนะวีนัส ชอบคุณมากที่สุด ชอบกว่าดวงดาวที่ผมพูดถึงซะอีก" ไม่พูดเปล่า ใบหน้าเรียวหล่อเหลาค่อย ๆ โน้มลงจรดปลายจมูกโด่งสันคมลงบนศีรษะน้อย ๆ ของเธออย่างนุ่มนวล และแผ่วเบาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว และยังคงหลับสนิทก่อนที่ร่างสูงของฐานัตถ์จะลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนพร้อมกับสไลด์โทรศัพท์มือถือกดเบอร์โทรออกไปยังลูกทีมคนสนิท“หมู่ นี่ผมเองนะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายปลายสาย“ครับหัวหน้า” เสียงของหมู่จินกล่าวตอบรับ“คืนนี้ผมอยากให้เวนิตาค้างกับผมที่นี่” เขาบอกถึงความต้องการของตัวเองกับหมู่จิน ลูกน้องคนสนิท ในขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นด้วยจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย“ผมเองก็คิดว่าผู้กองวีนัสควรจะอยู่กับหัวหน้า เพราะว่าตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถ้าจะกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ผมกลัวว่าจะเกิดอันตราย ให้ผู้กองอยู่กับหัวหน้าดีแล้วครับ"“ขอบใจมากนะหมู่ที่เข้าใจผม”“ยินดีครับหัวหน้า เรื่องนี้จะมีแค่หัวหน้า ผม จ่าเทพ และหมวดภัทรเท่านั้นที่รู้ครับ”“ขอบใจหมู่” พูดจบมือแกร่งก็กดวางสายไป แล้วเดินกลับมาหาร่างเล็กที่นอนหลับอยู่ เขานั่งลงบนเตียงนอนข้างตัวเธอ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสกับปอยผมเส้นเล็กที่นุ่มสลวยอย่างหลงเสน่ห์ใบหน้าเรียวค่อย ๆ โน
"ฉันชอบดาวพลูโตค่ะ ถึงจะโคจรอยู่ห่างไกลจากโลกของเรา และแม้จะอยู่ไกลกว่าที่สายตาของเราจะมองเห็น แต่ว่า...ฉันก็ยังหวังว่าโลก จะมองเห็น ดาวพลูโตดวงนั้นบ้าง สักครั้งก็ยังดี" เธอตอบ'เหมือนกับฉัน ที่อยากให้คุณ ได้รู้ว่า ฉันต้องการให้คุณเห็นฉันในสายตาบ้างก็เท่านั้นเอง'เธอคิดหลังจากที่ตอบคำถามออกไป แล้วผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตเห็น"ถึงจะอยู่ไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญนะ คุณรู้อะไรไหม ว่าดาวทุกดวงมีคุณค่า และความสำคัญในตัวของมันเอง หากขาดดาวดวงไหนไป จักรวาล และเอกภพ ก็อาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราเห็นอยู่ก็ได้นะ" ใบหน้าเรียวหล่อเหลาหันกลับมาพร้อมกับสายตาที่อบอุ่นและเป็นประกาย"ก็จริงของคุณนะคะ จักรวาลจะสวยงามได้ ก็เพราะมีดาวดวงน้อยใหญ่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ รายล้อมกันนับล้าน ๆ ดวงอยู่ท่ามกลางกาแลกซี่ใหญ่ ๆ ไม่ใช่แค่ดาวดวงใดดวงเดียว" เธอตอบอย่างเห็นด้วย แต่ที่เธอพูดถึง คือ 'เธอ เปรียบเขาเป็นเสมือนโลก และเธอที่เป็นเพียงดาวพลูโต ที่โคจรอยู่ห่างไกลจากเขานับปีแสงต่างหาก'สายตาคมคายหันกลับไปมองที่ดวงดาวบนฝ้าเพดานห้องที่เรื
ลำแขนแกร่งค่อยๆ เลื่อนไปที่ด้านหลังของเรือนร่างบางระหง แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ จากนั้นนิ้วเรียวของเขาก็สัมผัสที่สวิตช์ไฟที่อยู่เบื้องหลังของเธอ แล้วกดปิดทำให้ภายในห้องมืดสนิทลงทันที จากนั้นแสงไฟที่อยู่บนฝ้าเพดานเป็นประกายระยิบระยับก็สาดส่องลงมาทั่วทั้งห้องทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองดูเบื้องบนพร้อม ๆ กัน ปรากฎเป็นแสงไฟจากดวงดาวน้อยใหญ่นับร้อยๆ ดวงที่อยู่ด้านบนซึ่งถูกจำลองขึ้น ราวกับหลังคาห้องถูกเปิดออกปรากฎเป็นท้องฟ้าที่สดใส และแสงดาวระยิบระยับนับล้านๆ ดวงกำลังปรากฎอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสนิทดวงตาเรียวหวานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ใบหน้าของเธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่อยู่ด้านบนอย่างประหลาดใจ ร่างสูงของฐานัตถ์ไม่รีรอจับที่ไหล่มนของเธอวางทาบลงบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับร่างกำยำสูงใหญ่ของตัวเองที่เอนกายลงนอนบนที่นอนเคียงคู่กัน"คุณชอบดาวดวงไหน บอกผมบ้างสิ" เสียงนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนความอยากรู้แล้วหันไปมองหน้าร่างของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจเรือนร่างเล็กของเวนิตามากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าจำลองภายในห้องของเขาเสียอีก“ฉันเหรอคะ” เวนิตาถามกลับ ขณะที่ด
“คุณไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันหรอกนะคะ เพราะว่าที่นี่เป็นคอนโดของคุณ มันจะเป็นยังไงก็สุดแล้วแต่คุณ” เวนิตาย้ำกับคนตรงหน้าเขายิ้มให้พลางลูบศีรษะเล็กของเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน“เดี๋ยวผมจะพาคุณ กลับลงไปข้างล่างนะ” พูดจบแล้วลำแขนแกร่งก็พาเรือนร่างบอบบางลงมาจากชั้นสอง จากนั้นจึงผลักประตูเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นล่าง ที่มองผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นห้องเก็บของเสียมากกว่า แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปด้านใน ปรากฎว่า มันคือห้องนอนที่เสมือนห้องนอนของเด็กน้อย มีทั้งหุ่นยนต์ รถบังคับ ตัวต่อ เลโก้ และของเล่นต่างๆ ตามประสาของเด็กผู้ชาย ดวงตาเรียวหวานเหลือบสายตามองไปรอบๆ ห้องนอนโทนสีฟ้าอ่อนอย่างอัตโนมัติ"นี่มัน… ห้องของเด็กผู้ชาย ทำไมถึงได้มีห้องแบบนี้ล่ะคะ" เวนิตาเอ่ยถามหลังจากที่เขาวางเรือนร่างเล็กของเธอลงบนที่นอนขนาด ซูเปอร์คิงไซซ์ ที่แม้จะเป็นเสมือนห้องนอนของเด็ก แต่เตียงนอนไม่เล็กตามไปด้วยเลย"ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ คุณป้ากับคุณแม่ ท่านก็เลยให้คนที่บ้านจัดห้องนี้ไว้ ท่านกลัวว่าผมจะคิดถึงบ้าน" เวนิตาฟังเขาอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกไปทันทีว่า“อย่าบอกนะคะว่านี่เป็นห้องของ” หญิงสาวย







